ณรงค์: "อรุณสวัสดิ์ครับคุณ AI! เมื่อคืนผมนอนคิดทั้งคืนเลยนะ เื่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เนี่ย ฟังดูดีหมดทุกอย่าง ยกเว้นไอ้เื่ 'กาก' ของมันเนี่ยแหละ มันเหมือนเรากินทุเรียนอร่อยๆ แต่เปลือกมันดันมีพิษแถมกลิ่นติดบ้านไปเป็หมื่นปี! เขาจัดการไอ้ของพวกนี้ยังไงครับ? ใส่ถุงดำไปวางหน้าบ้านให้รถขยะกทม. มาเก็บได้ไหม?"
AI: "โธ่... คุณณรงค์ครับ! ถ้าทำแบบนั้น พนักงานเก็บขยะคงกลายเป็ 'อเวนเจอร์ส' กันทั้งเขตแน่ๆ! ขยะนิวเคลียร์เนี่ยมันไม่ใช่ขยะธรรมดาครับ มันคือ 'ขยะะ' ที่ต้องมีการดูแลระดับ VVIP กันเลยทีเดียว แต่มันก็ไม่ได้น่ากลัวไปซะหมดนะ เพราะเขามีการแบ่งระดับความเฮี้ยนของมันอยู่ครับ"
ณรงค์: "แบ่งระดับด้วยเหรอ? เหมือนแบ่งเกรดทุเรียนหมอนทอง ชะนี กระดุม อะไรแบบนั้นไหม?"
AI: "คล้ายๆ ครับ! เขาแบ่งหลักๆ เป็ 3 เลเวล:
ระดับต่ำ (Low-level): พวกเสื้อผ้า ถุงมือ หน้ากากของคนทำงานในโรงไฟฟ้า อันนี้จัดการง่ายหน่อย แค่ใส่ถังเหล็กอัดแน่นแล้วฝังดินตื้นๆ
ระดับกลาง (Intermediate-level): พวกชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ปนเปื้อนรังสี อันนี้ต้องผสมปูนซีเมนต์หรือยางมะตอยลงไปในถังด้วยเพื่อบล็อกรังสีไว้
ระดับสูง (High-level): นี่แหละตัวแสบ! คือ 'แท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้ว' มันร้อนแรงและอันตรายขนาดที่ว่า แค่คุณไปยืนใกล้ๆ แบบไม่มีเกราะป้องกันไม่กี่นาที... คุณอาจจะได้ไปคุยกับรากมะม่วงก่อนวัยอันควรแน่นอน!"
ณรงค์: "พระเ้าช่วย! แล้วไอ้ระดับสูงเนี่ย เขาเอาไปไว้ไหน? ทิ้งลงปล่องูเาไฟให้มันละลายไปเลยไม่ได้เหรอ?"
AI: "ไอเดียล้ำมากครับคุณณรงค์! แต่ในความเป็จริง ูเาไฟมันเหมือนเครื่องพ่นสีครับ ถ้ามันปะทุขึ้นมา ฝุ่นรังสีจะกระจายไปทั่วโลกหนักกว่าเดิมอีก! ปัจจุบันวิธีที่เบสิกที่สุดคือ 'การอาบน้ำ' ครับ เขาจะเอาไอ้แท่งร้อนๆ พวกนี้ไปแช่ในสระน้ำลึกๆ (Spent Fuel Pool) นานหลายปี เพื่อให้มันเย็นลงและให้น้ำช่วยบล็อกรังสีไว้"
ณรงค์: "แช่น้ำไว้เป็สิบปีเนี่ยนะ? แล้วถ้ามันเต็มล่ะ? หรือถ้าอยากเก็บแบบถาวรล่ะครับ?"
AI: "ถ้าแช่น้ำจนเย็นลงระดับหนึ่งแล้ว เขาจะย้ายไปใส่ 'ถังคอนกรีตแห้ง' (Dry Cask) ที่หนาเตอะ แต่ทางออกสุดท้ายที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันคือ 'การฝังกลบลึกใต้ดิน' (Deep Geological Repository) ครับ เหมือนที่ประเทศฟินแลนด์เขากำลังสร้างโปรเจกต์ชื่อ Onkalo (อองคาโล) ซึ่งแปลว่า 'ที่ซ่อน' ครับ"
ณรงค์: "อองคาโล? ฟังดูเหมือนชื่อคาเฟ่แถวอารีย์เลยนะ แล้วเขาซ่อนยังไงครับ?"
AI: "เขาขุดเจาะลงไปใต้ชั้นหินแกรนิตแข็งๆ ลึกถึง 500 เมตรครับ! ลึกพอๆ กับตึกใบหยก 2 ตึกมาต่อกันลงไปใต้ดิน แล้วเอาขยะใส่แคปซูลทองแดงล้อมรอบด้วยดินเหนียวพิเศษฝังไว้ตรงนั้น กะว่าให้มันนอนยาวไปอีก 100,000 ปี ไม่ให้ใครมารบกวนเลยครับ"
ณรงค์: "100,000 ปี! ตอนนั้นมนุษย์อาจจะย้ายไปอยู่ดาวอังคารหมดแล้วนะคุณ AI แล้วถ้าคนในอนาคตที่พูดภาษาเราไม่รู้เื่ ดันไปขุดเจอเข้าล่ะ? เขาไม่คิดว่าเป็สมบัติโบราณเหรอ?"
AI: "นี่คือโจทย์ที่ฮาและซีเรียสที่สุดครับ! นักโบราณคดีกับนักภาษาศาสตร์ต้องมานั่งประชุมกันเลยนะว่าจะสร้าง 'ป้ายเตือน' ยังไง ให้คนอีกหมื่นปีข้างหน้าเข้าใจ บางคนเสนอให้สร้าง 'หนามเหล็กั์' รอบพื้นที่ บางคนบอกว่าต้องเขียนสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลก หรือแม้แต่แต่งเพลงกล่อมเด็กให้จำต่อๆ กันมาว่า 'ที่นี่คือแดนต้องห้าม' ครับ!"
[ทริคท้ายบทที่ 6: เปลี่ยน 'ขยะ' ให้เป็ 'ขุมทรัพย์']
ณรงค์: "คุณ AI ผมได้ยินมาว่า จริงๆ แล้วขยะนิวเคลียร์มันเอามา 'รีไซเคิล' ได้จริงไหม? หรือเขาแค่หลอกให้เราดีใจ?"
AI: "เื่จริงครับคุณณรงค์! ประเทศอย่างฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่น เขาเก่งเื่การนำแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วมา 'สกัด' เอายูเรเนียมกับพลูโตเนียมที่ยังเหลืออยู่กลับมาใช้ใหม่ได้อีกรอบ! มันช่วยลดปริมาณขยะได้มหาศาล แถมยังได้เชื้อเพลิงใหม่ที่เรียกว่า MOX Fuel มาปั่นไฟต่อได้อีก เรียกว่า 'กินจนคุ้ม' ถึงกระดูกเลยล่ะครับ!"
[Q&A ทะเล้น... ถามมาตอบไป]
ณรงค์: "ถามจริง... ถ้าผมแอบขโมยขยะนิวเคลียร์ไปใส่ในกระเป๋าเพื่อนที่ผมเขม่นหน้า มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ?"
AI: "โอ้โห... ใจเย็นๆ ครับคุณณรงค์! อย่างแรกเลยคือคุณจะโดนตำรวจสากลรวบั้แ่หน้าโรงไฟฟ้าแล้วครับ! และอย่างที่สอง กระเป๋าใบนั้นจะส่องสว่างเรืองแสงในที่มืด และเพื่อนคุณ (รวมถึงคุณด้วย) อาจจะเริ่มรู้สึก 'อุ่นผิดปกติ' และผมร่วงในเวลาต่อมา... อย่าหาทำเด็ดขาดครับ! เก็บไว้ฝังดินลึก 500 เมตรแบบฟินแลนด์น่ะดีที่สุดแล้ว!"
[ส่วนเสริม: ความลับใต้สมุทร... สุสานที่เกือบถูกลืม]
ณรงค์: "คุณ AI ครับ เมื่อกี้เราคุยเื่ฝังใต้ดินลึก 500 เมตร แต่ผมเคยได้ยินข่าวลือหนาหูว่า สมัยก่อนเขาง่ายกว่านั้นเยอะ... เขาเอา 'ทิ้งทะเล' จริงไหมครับ? แบบว่ามัดรวมกันแล้วโยนลงไปในจุดที่ลึกที่สุดน่ะ?"
AI: "คุณณรงค์ตาถึงมากครับ! เื่นี้ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่มันคือ 'ตราบาป' ในประวัติศาสตร์่ปี 1946 - 1993 เลยล่ะครับ ในยุคนั้นหลายประเทศ (ทั้งอเมริกา ยุโรป และโซเวียต) คิดว่ามหาสมุทรมันกว้างใหญ่เกินกว่าจะปนเปื้อนได้ พวกเขาเลยเอาขยะนิวเคลียร์ใส่ถังเหล็ก แล้วโยนลงทะเลไปมากกว่า 200,000 ถัง!"
ณรงค์: "ห๊ะ! สองแสนถัง! แล้วตอนนี้มันไม่รั่วจนปลาการ์ตูนกลายเป็ปลาคาร์ฟั์ไปแล้วเหรอครับ?"
AI: "นั่นแหละครับปัญหา! ปัจจุบันถังเหล็กพวกนั้นเริ่มผุกร่อนตามกาลเวลา แม้สารรังสีจะถูกน้ำทะเลเจือจางไปบ้าง แต่กลุ่มนักวิทยาศาตร์ก็ยังต้องคอยส่งหุ่นยนต์ลงไปส่องดูอยู่บ่อยๆ ครับ โชคดีที่ปี 1993 โลกเราได้ทำข้อตกลง London Convention ห้ามทิ้งขยะนิวเคลียร์ลงทะเลเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราคงได้เห็น 'ก็อดซิลล่า' ออกมาเดินเล่นบนชายหาดจริงๆ แน่!"
[เจาะลึก: บิลค่ากำจัด... ขยะที่ 'แพง' กว่าทองคำ]
ณรงค์: "โอเค ทิ้งทะเลไม่ได้ ฝังดินก็ต้องขุดลึก 500 เมตร... งานนี้ค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่แค่หลักล้านแล้วมั้งครับ?"
AI: "คุณณรงค์เตรียมยาดมไว้เลยครับ! ค่ากำจัดขยะนิวเคลียร์เนี่ย เขาไม่ได้คิดเป็กิโล แต่เขาคิดเป็ 'โครงการพันปี' อย่างโปรเจกต์ Onkalo ที่ฟินแลนด์ที่เราคุยกันน่ะ ใช้งบประมาณก่อสร้างและบริหารจัดการรวมๆ แล้วสูงถึง 3,500 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท!"
ณรงค์: "1.3 แสนล้าน! แค่เอาไว้เก็บขยะเนี่ยนะ?"
AI: "ใช่ครับ! และนั่นแค่ประเทศเดียวนะ อเมริกาก็เคยพยายามสร้างสุสานที่ Yucca Mountain ซึ่งผลาญงบไปกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5 แสนล้านบาท) แต่สุดท้ายก็โดนพับโครงการไปเพราะคนในพื้นที่ประท้วง สรุปคือ ขยะนิวเคลียร์ 1 กรัมที่คุณเห็นเนี่ย มันมี 'ต้นทุนแฝง' ในการดูแลรักษาที่แพงกว่าทองคำหลายเท่าตัวครับ เพราะคุณไม่ได้จ่ายแค่ค่าจ้างคนขุดดิน แต่คุณต้องจ่ายค่า 'ความปลอดภัย' ไปอีกนับหมื่นปี!"
ณรงค์: "ฟังดูแล้วเหมือนเรากู้เงินในอนาคตมาใช้เลยนะ พลังงานนิวเคลียร์เนี่ย..."
AI: "มองแบบนั้นก็ได้ครับคุณณรงค์ แต่นักวิทยาศาสตร์เขามองว่า มันคือการ 'จ่ายเบี้ยประกัน' เพื่อแลกกับพลังงานที่มหาศาลและสะอาดที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ในตอนนี้ครับ อยู่ที่ว่าเราจะเก่งพอที่จะจัดการขยะพวกนี้ได้สมบูรณ์แบบแค่ไหนก่อนที่ถังมันจะผุครับ!"
[ทริคท้ายบทเสริม: แมวเรืองแสง... รหัสลับแห่งอนาคต]
ณรงค์: "ก่อนจะจบตอน ผมติดใจเื่ 'ป้ายเตือน' คนอีกหมื่นปีข้างหน้าครับ นอกจากป้ายหัวกะโหลกแล้ว มีไอเดียอะไรที่มันหลุดโลกกว่านี้ไหม?"
AI: "มีครับ! มีนักวิจัยเสนอให้สร้าง 'แมวเรืองแสง' (Ray Cat) ครับคุณณรงค์! คือเราจะตัดต่อพันธุกรรมแมวให้มันเปลี่ยนสีหรือเรืองแสงได้เมื่ออยู่ใกล้รังสี แล้วแต่งนิทานพื้นบ้านฝังหัวคนทั่วโลกไว้ว่า 'ถ้าเห็นแมวเรืองแสงที่ไหน ให้หนีไปให้ไกลที่สุด' เพราะแมวจะอยู่คู่กับมนุษย์ไปอีกนานแสนนาน เป็เครื่องวัดรังสีที่มีชีวิตและน่ารักที่สุดในโลกครับ!"
ณรงค์: "โห... ล้ำลึกมาก ถ้าเป็จริง ผมคงไม่กล้าเลี้ยงแมวเลยนะเนี่ย กลัวตื่นมาแล้วเห็นแมวกลายเป็โคมไฟ! 555"
บทสรุปท้ายตอน
ณรงค์: "สรุปคือ การมีพลังงานนิวเคลียร์ เราต้องรับผิดชอบ 'ขยะะ' ของมันให้ได้ด้วยวิศวกรรมที่อยู่ยงคงกระพันนับหมื่นปี"
AI: "ถูกต้องครับ และเมื่อเราจัดการขยะได้แล้ว คำถามต่อไปคือ... แล้ว 'สิ่งแวดล้อม' รอบๆ ล่ะ? ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ป่า จะกลายพันธุ์เป็สัตว์ประหลาดเหมือนในหนังไหม? พรุ่งนี้เราจะไปหาคำตอบกันใน ตอนที่ 7: เมื่อธรรมชาติถูกเปลี่ยน... ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่คุณอาจไม่เชื่อสายตา! เจอกันนะครับคุณณรงค์!"