สายตายังจดจ้องอย่าไม่ลดละ ฉันขยี้ตาแล้ว ขยี้ตาอีก เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด หลังแน่ใจแล้วว่าใช่แน่ๆ ฉันวิ่งไปที่ชายหาด ะโ โบกมือเหยงๆ ะโสุดเสียงจนแสบคอ
“ช่วยด้วยยยย!!! ช่วยด้วยค่าาา!!! มีคนอยู่นี่!!!”
“เขาไม่เห็นเธอหรอก เสียแรงเปล่า” คนในเปลเย้ย ทอดสายตามองทะเลอย่างสบายอารมณ์
‘ฉันจะไม่ปล่อยโอกาสเด็ดขาด ต้องทำอะไรสักอย่างให้คนบนนั้นเห็น’
ฉันวิ่งเข้าครัว คว้าไฟแช็ค จุดชายกระท่อมที่มุงด้วยหญ้าคาทั้งหลัง ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว คนในเปลหันมองตามกลิ่นควันไหม้ สะดุ้งตัวลุกจากเปล วิ่งมาคว้าฉันไว้แล้วเหวี่ยงออกนอกบ้าน
“ชิบหาx!!! ทำอะไรของเธอวะ!”
“ปล่อยนะ!! ฉันจะทำสัญญาณไฟ!”
“เธอโง่หรอ ไฟไหม้บ้านแล้ว!!”
เขาสบถด่าหยาบ ดึงไฟแช็คคืน ขว้างลงทะเลจมหายไปในคลื่น จากนั้นวิ่งไปคว้ากระถางตักน้ำในโอ่ง สาดดับไฟที่กำลังลุกลามอยู่บนหลังคา
ฉันยังไม่ละความพยายาม วิ่งะโเสียงไล่ตามตามเฮลิคอปเตอร์ ะโเหยงๆ โบกมือสุดตัว
“ช่วยด้วย!!!! ช่วยด้วยยยย!!!”
เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นยังเคลื่อนที่ต่อไป ไร้สัญญาณตอบกลับ ทันทีที่มันหายเข้าไปในก้อนเมฆ ฉันทรุดตัวลงกับพื้นทราย น้ำตาไหลเป็ทางลงมา ตัวหอบโยนจากความเหนื่อย
“ฮึก ฮือออ ช่วย ด้วย ฮืออออ”
ความหวังหายไปต่อหน้าต่อตา ฉันยกมือทุบทรายระบายความโกธร จู่ๆ ตัวก็ถูกกระชากขึ้นอย่างแรง จนเหมือนแขนจะหลุดไปกับมือนั้น
ใบหน้าคม คิ้วเข้มขมวด กัดกรามจนเส้นเืขึ้นนูนที่กรอบหน้า แววตาจ้องเขม็งเหมือนเสือที่พร้อมฆ่าเหยื่อ ความกลัวเข้าปะทะจิตใจ เพราะฉันไม่เคยถูกมองด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน
มือหนาบีบกำแขนเรียวทั้งสองข้างจนกระดูกแทบแหลก กระชากให้เดินตามแรง แล้วเหวี่ยงตัวฉันลงกับพื้นทรายหน้ากระท่อม
“ดูซะ ผลงานความชิบหาx ของเธอ!!”
ฉันเงยหน้าทั้งน้ำตาดูกระท่อมเล็กๆ ที่หลังคาหญ้าโง่ๆ นั่น ถูกเผาไปเกือบครึ่งหลัง ควันดำโขมงโชยเข้าจมูกจนสำลักน้ำตาไหล
“ฮึก ฮืออ”
ปั้ง!
ตุ๊บ!
“แม่งเอ้ย!!! |¥~*}<”
ฉันชันเข่า ซุกใบหน้าลงร้องไห้ เขาเตะกระถางน้ำนั้นจนกระเด็นไกลไปหลายสิบเมตร สบถหยาบเสียงดังอยู่ด้านหลัง
“ทำให้อยู่ดีๆ ไม่ชอบ งั้นก็อยู่แม่งแบบนั้นไปแล้วกัน!”
เขากล่นด่าเสียงดัง ฉันยังนั่งฟุบใบหน้าร้องไห้อย่างหนัก เสียงเรือถูกสตาร์ทขึ้น ฉันรีบหันไปมอง สองขาวิ่งลงทะเลอย่างไม่คิดชีวิต
“ฮึก ไปด้วย ! ขอร้องละ ฮืออออ ไปส่งฉันทีฝั่งที”
เสียงสะอื้นดังเหมือนเด็กน้อยถูกขัดใจ เขาขับเรือออกห่างจากฝั่งเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีจะหันกลับมามองฉัน จนตัวจมไปเกือบครึ่ง เรือที่เห็นก็ลับตาไปเหมือนเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น ฉันหยุดวิ่ง ใบหน้าชา ตัวเอนตามแรงพัดของกระแสน้ำ
“ฮือออ ฮึก ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฮืออออ”
เป็เวลากี่โมงแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือ ฉันนั่งตากน้ำค้างท่ามกลางความมืดและเสียงสัตว์ที่โหยหวนอยู่ในป่า
ร่างบางยังหอบสะอื้น น้ำตาไหล ไร้เสียงครวญคราง ข้าวก็ไม่ได้กิน ไฟแช็คก็ถูกโยนทิ้ง น้ำในโอ่งก็หมดเพราะใช้สาดดับไฟ และกระท่อมที่หลังคาเปิดโล่งไปครึ่ง ควันเขม่าหายไปแล้ว เหลือเพียงคราบเศษหญ้าดำๆ และน้ำหยดลงมาเปื้อนฟูกนอนในห้องจนหมด
ฉันนั่งห่อตัวลงนอนที่พื้นชานกระท่อม ถึงจะนอนตากลมหนาว ตากยุง แต่ก็ยังดีที่มีพื้นรองแทนการนอนบนหาดทรายที่คัดยุบยิบนั่น
‘ฉันจะไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก‘
ฟึ้บ!
ตุ้บ!
ฉันสะดุ้งตื่นจากเสียงโยนอะไรสักอย่างข้างๆ กระท่อม ลุกขึ้นมองก็เห็นร่างสูง ใบหน้าเรียบ กำลังมัดแผงหญ้าทำหลังคาขึ้นใหม่
เขาลากแผงหญ้านั้นมาหน้ากระท่อม มองฉันด้วยหางตาเพียงเสี้ยววินาที ไร้การทักทายหรือด่าทอ เดินผ่านฉันไปเหมือนธาตุอากาศ ปีนบันไดไม้ไผ่อย่างชำนาญ ซ่อมแซมส่วนที่ถูกไฟเผา
ฉันนั่งมองเงียบๆ ไม่ได้ช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ขัดขวาง จนเขาซ่อมส่วนหลังคาเสร็จ ถอดเสื้อที่ชุ่มเหงื่อพาดไว้กับราวบันได เดินไปนอนในเปลที่เดิม จุดบุหรี่ขึ้นสูบเงียบๆ
‘อึดอัดชะมัด ฉันไม่เคยทะเลาะกับใครแล้วอึดอัดแบบนี้มาก่อน … เพราะสำนึกผิดหรอ หรือ ฉันกำลังกลัวคนตรงหน้ากัน’
“คะ คือ … มีอะไรให้กินไหม”
“.....”
เขาพ่นควันบุหรี่ออกมา ไม่ตอบคำถามฉัน สายตาจรดมองแต่ฟากฟ้าที่ไร้พรมแดน
ด้วยความหิวฉันไปคว้ากล้วยน้ำว้าป่าที่ถูกตัดเมื่อวานกินหมดไป 3 ลูก แล้วไปนั่งสำนึกผิดที่มุมเดิม นานหลายชั่วโมง เขาทิ้งบุหรี่ลงพื้นเดินมาจ้องหน้าฉัน
“อะ อะไร…”
“เธอมันไร้สมองกว่าที่ฉันคิด”
“อึก!!..”
“โง่จนหาอะไรเปรียบไม่ได้”
“.....”
“เลิกร้องไห้สำออย ฉันไม่หลงน้ำตาผู้หญิงไร้ข้อดีอย่างเธอ”
เขาด่าย้ำ กัดฟันพูดด้วยสีหน้าเรียบ
“ฮึก ฉันรู้!! แล้วยังไงล่ะ ฉันไม่มีสิทธิ์จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากนรกนี่หรอ”
“นรกงั้นหรอ!!!”
“....”
“เธอยังไม่ได้รับบทเรียนอะไรสักอย่าง ก็ทนไม่ไหวแล้วหรอ ..แล้วพ่อเธอล่ะ คนรอบข้างที่ไม่รู้เื่ แต่ต้องรองรับอารมณ์ชั่ววูบของเธอ เขาจะรู้สึกตกนรกขนาดไหนกัน”
“นายไม่รู้เื่อะไรสักอย่าง อย่ามาปากดีกับฉัน!”
“เฌอพราวด์!”
ฟึ้บ!
“อื้อ....”
เขาบีบกรามฉันแน่น ออกแรงเหมือนอยากให้มันหักคามือ ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ แววตาของเขาไร้ความปราณีหรือกำลังสนุก
“คนที่ไม่ควรปากดีคือเธอต่างหาก! ตอนนี้ฉันคือคนตัดสินชีวิตเธอ ว่าจะให้เธอมีอนาคตหรือตายอยู่ข้างถนนในวันที่พ่อเธอไม่อยู่คุ้มกะลาหัวแล้ว”
“ฮึก…”
“หัดเจียมกะลาหัวไว้ซะบ้าง! นี่เป็ครั้งสุดท้ายที่ฉันจะพูดดีๆ กับเธอ”
ตุ้บ
เขาเหวี่ยงฉันลงพื้น เดินขึ้นเรือขับออกไปอย่างเร็ว ทิ้งให้ฉันน้ำตาตก ตัวสั่นด้วยความกลัว ทรุดนอนแนบกับพื้นไร้แรงวิ่งตาม