ตอนที่ 2: สองขั้วที่แตกต่าง
แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดและไอหมอกหนาทึบของป่าหมอกทมิฬให้ค่อยๆ จางหายไป ลมยามเช้าพัดผ่านแมกไม้พารวยรินด้วยกลิ่นอายดินชื้นและหยาดน้ำค้าง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนสองคนที่กำลังก้าวย่างไปตามทางเดินดินแคบๆ กลับเงียบงันจนน่าอึดอัด ซูเม่ยเดินนำหน้าอย่างมั่นคง ฝีเท้าของนางแ่เบาราวกับเหยียบย่ำบนปุยหิมะ แววตายังคงแน่วแน่เ็าจับจ้องเพียงเส้นทางเบื้องหน้า ส่วนด้านหลังเป็หลี่เหวินที่เดินตามอย่างไม่รีบร้อน มือข้างหนึ่งคาบกิ่งหญ้าอ่อนไว้ในปาก อีกมือหนึ่งแบกดาบสีนิลกาฬเล่มโตพาดบ่าอย่างเกียจคร้าน
"แม่นางซู เ้าก้าวเท้าเร็วปานนั้น กำลังรีบไปงานแต่งงานของผู้ใดกันหรือ" หลี่เหวินเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงแฝงความหยอกเย้าอย่างเปิดเผย
"ยานั่นเพิ่งจะขับพิษออกไปได้เพียงเจ็ดส่วน หากเ้าเร่งเดินลมปราณมากเกินไป พิษค้างคาวราตรีอาจจะตีกลับเข้าสู่หัวใจ แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเชียว"
ซูเม่ยหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อยโดยไม่หันกลับไปมอง "พิษในกายข้าถูกกำราบลงแล้ว ข้าไม่ได้อ่อนแอถึงขั้นต้องให้เ้าคอยกังวล หากเ้าเหนื่อยล้าจนก้าวเท้าตามไม่ทัน ก็จงหยุดพักอยู่ตรงนี้คนเดียวเถิด"
"ดูเอาเถิด สตรีผู้มีความงดงามดั่งหยกสลัก เหตุใดวาจาจึงคมกริบประดุจใบมีดโกนเช่นนี้" หลี่เหวินหัวเราะเบาๆ พลางสาวเท้าขึ้นมาเคียงข้าง
"ข้าเพียงแต่เป็ห่วงร่วมทาง มิได้มีเจตนาร้ายสักนิด เ้าทำหน้าบึ้งตึงเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวั้แ่เมื่อคืน รอยยิ้มสักนิดก็ไม่มี หากหน้าเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรจะหาว่าบุรุษรูปงามเช่นข้าไม่ตักเตือนไม่ได้นะ"
"หลี่เหวิน หุบปากของเ้าเสีย" ซูเม่ยปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็ง
"การเดินทางเพื่อตามหาของสำคัญของสำนักมิใช่เื่ล้อเล่น หากเ้าคิดจะติดตามข้าเพียงเพื่อพ่นวาจาไร้สาระ เราควรแยกทางกันตรงนี้"
"แยกทาง? น่าเสียดายยิ่งนัก ป่าผืนนี้มิใช่ที่ที่สตรีผู้เดียวจะผ่านไปได้โดยง่าย เ้าก็เห็นแล้วว่ามีคนจ้องจะเอาชีวิตเ้าอยู่ทุกฝีก้าว" หลี่เหวินยิ้มกว้างอย่างหน้าหนา ไม่สะทกสะท้านต่อรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนางแม้แต่น้อย
ยังไม่ทันที่ซูเม่ยจะได้เอ่ยปากโต้ตอบ เสียงนกป่าที่กำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วพลันเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน ความผิดปกติในชั้นบรรยากาศทำให้ทั้งสองคนหยุดการเคลื่อนไหวลงพร้อมกัน หลี่เหวินคายกิ่งหญ้าออกจากปาก แววตาขี้เล่นพลันเปลี่ยนเป็คมปลาบดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ ขณะที่มือของซูเม่ยเลื่อนไปแตะที่ด้ามกระบี่หงส์เหินโดยสัญชาตญาณ
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงลูกดอกอาบยาพิษแหวกฝ่าม่านหมอกเข้ามาจากทิศทางรอบตัวอย่างรวดเร็ว ซูเม่ยหมุนกายตวัดกระบี่ออกจากฝัก แสงสีครามสว่างวาบสะบั้นลูกดอกเ่าั้จนหักสะบั้นตกลงพื้นดิน ขณะเดียวกัน หลี่เหวินก็หมุนควงดาบสีนิลในมือ ปัดป้องลูกดอกฝั่งตรงข้ามจนเกิดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง ประกายไฟสว่างวาบตัดกับสายหมอกยามเช้า
ร่างในชุดทะมัดทะแมงสีเทาดำจำนวนกว่าสิบคนกระโจนลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าเดนตายของพรรคมารที่ดักซุ่มรอคอยเหยื่ออยู่ตามแนวชายแดน อาวุธในมือของพวกมันมีทั้งง้าวสั้น ดาบคู่ และโซ่ตรวนหนามเหล็ก
"ฆ่าพวกมันทั้งสองคน เอาลายแทงมา!" หัวหน้านักฆ่าส่งเสียงคำรามก้อง
นักฆ่าสี่คนพุ่งเป้าเข้าหาซูเม่ยพร้อมกัน โซ่ตรวนหนามเหล็กถูกเหวี่ยงหมุนเป็วงกว้าง หวังจะพันธนาการร่างของนางไว้ ซูเม่ยมิได้ตื่นตระหนก นางใช้ท่าเท้า ‘เงาหงส์เหินเวหา’ ดีดตัวลอยขึ้นเหนือดงโซ่ ปลายกระบี่แทงออกอย่างรวดเร็วเก้าจุดประกายแสง ดุจดวงดาวพร่างพราวกลางเวหา ‘เพลงกระบี่เก้าดาราพิสุทธิ์’ ถูกขับเน้นด้วยพลังลมปราณอันเยือกเย็น ปลายกระบี่กรีดผ่านข้อมือของนักฆ่าสองคนแรกจนอาวุธหลุดมือ โลหิตสีแดงสดสาดกระจายลงบนผืนดิน
ทว่านักฆ่าอีกสองคนที่เหลือกลับอาศัยจังหวะที่นางลอยตัวอยู่กลางอากาศ พุ่งเข้าประชิดตัวจากมุมอับด้านหลัง ซูเม่ยที่เพิ่งใช้วิชาตัวเบาจนหมดแรงส่งไม่อาจพลิกตัวกลับมาป้องกันได้ทันท่วงที ในจังหวะความเป็ความตายนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ของหลี่เหวินก็พุ่งทะยานเข้ามาขวาง
"หลบไป!" หลี่เหวินตวาดก้อง
เขาใช้สันดาบสีนิลกระแทกเข้าใส่สีข้างของนักฆ่าคนหนึ่งจนกระดูกซี่โครงหักสะบั้น ร่างลอยกระเด็นไปชนต้นไม้อย่างแรง จากนั้นจึงหมุนตัวตวัดดาบเป็วงกลม พลังปราณดาบอันหนักหน่วงดุดันดุจคลื่นั์ซัดสาด ผลักดันนักฆ่าที่เหลือให้ถอยร่นออกไป
"เ้ามัวแต่มุ่งเน้นความเร็วและความพริ้วไหว จนเปิดช่องโหว่ด้านหลังให้ศัตรู!" หลี่เหวินะโบอกนางขณะที่แผ่นหลังของทั้งสองแนบชิดติดกันท่ามกลางวงล้อม
"และเ้าก็มัวแต่ใช้พละกำลังเข้าหักหาญจนสิ้นเปลืองลมปราณโดยใช่เหตุ!" ซูเม่ยสวนกลับทันควัน แม้ปากจะกล่าวติติง แต่ััจากแผ่นหลังที่อบอุ่นและมั่นคงของเขากลับทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
"เช่นนั้นก็ประสานกระบวนท่าเสียสิ แม่นางน้ำแข็ง! ข้าจะทำลายเกราะกำบัง ส่วนเ้าจงปลิดชีพพวกมัน!" หลี่เหวินแสยะยิ้มอย่างบ้าบิ่น
ราวกับมีจิติญญาเชื่อมโยงถึงกันโดยไร้คำนัดหมาย หลี่เหวินกระแทกส้นเท้าลงพื้นอย่างแรง ปลดปล่อยพลังปราณทมิฬะเิออกจากร่าง คลื่นพลังดาบอันมหาศาลทำลายจังหวะและทำให้การทรงตัวของเหล่านักฆ่าเสียศูนย์ ซูเม่ยอาศัยจังหวะช่องโหว่เพียงพริบตานั้น พุ่งทะยานร่างออกไปดุจสายฟ้าแลบ กระบี่หงส์เหินวาดผ่านลำคอและจุดตายของศัตรูอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งความลังเลหรือปรานี
เพลงดาบอันดุดันหนักหน่วงของหลี่เหวินประสานเข้ากับเพลงกระบี่อันพลิ้วไหวรวดเร็วของซูเม่ยได้อย่างไร้รอยต่อ ราวกับหยินและหยางที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพียงชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปไหม้หมด เหล่านักฆ่าทั้งสิบคนต่างนอนทอดร่างแน่นิ่งกลายเป็ศพอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ซูเม่ยสะบัดคราบเืออกจากคมกระบี่ก่อนจะเก็บเข้าฝักอย่างสง่างาม ลมหายใจของนางหอบเหนื่อยเล็กน้อยจากการใช้ลมปราณอย่างต่อเนื่อง
หลี่เหวินเสียบดาบสีนิลลงบนพื้นดิน เขาหันมามองซูเม่ยแล้วยกมือขึ้นกอดอก สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของนางอย่างพินิจพิเคราะห์
"มองอะไรของเ้า มีสิ่งใดผิดปกติหรือ" ซูเม่ยขมวดคิ้วด้วยความระแวง ยกมือขึ้นแตะใบหน้าตนเองโดยไม่รู้ตัว
"ข้ากำลังมองดูว่า สตรีที่เพิ่งสังหารคนไปอย่างเด็ดขาดเมื่อครู่ ใช่คนเดียวกับแม่นางผู้สง่างามแห่งสำนักกระบี่ฟ้าใสจริงหรือไม่" หลี่เหวินยิ้มกว้างพลางก้าวเข้ามาหา "และอีกอย่าง... ดูเหมือนเ้าจะมีบางสิ่งติดอยู่ที่แก้มน่ะ"
ซูเม่ยชะงัก รีบเอามือเช็ดแก้มซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว "คราบเืหรือ? ออกหมดหรือยัง?"
"มิใช่คราบเืหรอก" หลี่เหวินหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"มันคือความตื่นตระหนกที่เ้าพยายามซ่อนไว้ต่างหากเล่า ดูสิ เ้าเช็ดแก้มตัวเองจนแดงก่ำไปหมดแล้ว ช่างน่าขันยิ่งนัก"
เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก ซูเม่ยก็เบิกตากว้างด้วยความขุ่นเคือง แก้มของนางขึ้นสีระเรื่อด้วยความอับอายและโทสะ "หลี่เหวิน! เ้าคนไร้ยางอาย เ้ากล้าล้อเล่นกับข้าเช่นนี้รึ!"
นางเงื้อฝ่ามือขึ้นหมายจะฟาดสั่งสอนเขา ทว่าหลี่เหวินกลับเอี้ยวตัวหลบได้อย่างว่องไว เขาะโถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะร่าเริงก้องกังวานไปทั่วผืนป่า ท่าทางกระเซ้าเย้าแหย่และความทะเล้นของเขาทำให้กำแพงน้ำแข็งที่ซูเม่ยสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตเริ่มพังทลายลงอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นท่าทางะโหลบหลีกที่ดูเก้งก้างอย่างตั้งใจของเขา ซูเม่ยที่พยายามจะปั้นหน้าขรึมกลับไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกได้อีกต่อไป มุมปากที่เคยเรียบเฉยพลันยกขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามหมดจด แววตาที่เคยเ็าทอประกายสดใสราวกับแสงตะวันแรกแย้มที่สาดส่องลงบนธารน้ำแข็ง
หลี่เหวินหยุดชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มนั้น เขามองนางด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็เพียงรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่นางจะรีบหุบยิ้มและแสร้งทำเป็กระแอมไอแก้เก้อ แต่มันก็เพียงพอที่จะตราตรึงอยู่ในใจของเขา
"ไปกันได้แล้ว" ซูเม่ยหันหลังกลับอย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าว
"หากมัวแต่ชักช้า เราจะไปไม่ถึงเมืองชายแดนก่อนค่ำ"
"รับทราบแล้ว ท่านจอมยุทธหญิง" หลี่เหวินดึงดาบสีนิลขึ้นมาพาดบ่าอีกครั้ง
เขาสาวเท้าตามหลังนางไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย บนเส้นทางอันตรายที่ทอดยาวไปข้างหน้า ความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองกลับค่อยๆ หลอมรวมเป็ความผูกพันที่เริ่มถักทอขึ้นทีละน้อยโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว