แม่นางที่อยู่ด้านในมองจ้าวสิงแล้วกลอกตาใส่โดยไม่เกรงใจ เพราะนางมีหน้าตางดงาม แม้จะถูกขังอยู่ในคุกจนร่างกายสกปรกมอมแมมและผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่ก็ยังดูน่ารักจิ้มลิ้มเป็พิเศษ
"ฝันกลางวันอยู่หรือ? ข้าก็แค่มาช่วยกำจัดภัยให้ราษฎรเท่านั้น" พูดจบ นางยังส่งเสียงหึในลำคอ
"ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าขุนนางที่ส่งฎีการ้องทุกข์เดือนละสิบกว่าฉบับแต่กลับไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย จะมีหน้าตาเป็อย่างไร" แววตาของเด็กสาวแฝงไปด้วยความห้าวหาญ ดูองอาจผึ่งผาย มีกลิ่นอายของจอมยุทธ์อยู่หลายส่วน
จ้าวสิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ในใจพลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา "เ้าทราบได้อย่างไรว่าในฎีกาที่ข้าส่งไปเขียนว่าอะไร?"
"อำเภอเฟิ่งหยางเป็บ้านเกิดของฝ่าา ขุนนางบุ๋นและบู๊ในราชสำนักผู้ใดบ้างที่จะไม่ให้ความสนใจ? อำเภอเฟิ่งหยางทั้งยากจนและลำบาก ชีวิตความเป็อยู่ของราษฎรนั้นแสนสาหัส เื่ราวในฎีกาเหล่านี้แพร่สะพัดไปทั่วในหมู่ขุนนางตั้งนานแล้ว"
ขณะที่พูด เด็กสาวก็พึมพำเบา ๆ ว่า "เพียงแต่ทุกคนเกรงว่าฝ่าาจะทรงกังวล จึงไม่มีใครรายงานเื่นี้ขึ้นไป"
"แม้บิดาของข้าจะเป็คนอำเภอติ้งหย่วน เมืองเฟิ่งหยาง แต่ท่านก็มีใจผูกพันกับเมืองเฟิ่งหยางเช่นกัน"
จ้าวสิงครุ่นคิดในใจ ‘ยัยหนูนี่แปดส่วนคงเป็บุตรสาวของขุนนางระดับสูงคนใดคนหนึ่งในราชสำนัก เกรงว่าจะเป็ผู้ที่แตะต้องไม่ได้’
ฉูโจว เมืองเฟิ่งหยาง อำเภอติ้งหย่วน… ขุนนางที่เกิดในแถบนี้มีอยู่ไม่น้อย
เพราะอำเภอเฟิ่งหยาง อำเภอติ้งหย่วน และอำเภอหวยหย่วน ต่างก็อยู่ติดกัน ตอนที่ติดตามจักรพรรดิหงอู่ก่อการฏนั้นมีผู้คนมากมายนัก
เมื่อเข้าใจว่าฐานะของแม่สาวน้อยตรงหน้าอาจไม่ธรรมดา จ้าวสิงก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เขาทำหน้าบึ้งตึง แล้วยื่นเท้าออกไปถีบก้นของเฮยจื่อและคุนจื่อคนละที
"ดูพวกเ้าสองคนสิ ทำเื่ดี ๆ อะไรลงไปกัน? ยังไม่รีบเปิดประตู แล้วเชิญคุณหนูท่านนี้ออกมาอย่างนอบน้อมอีก!" พูดจบ จ้าวสิงก็เปลี่ยนสีหน้าอีกครั้งเมื่อหันไปหาเด็กสาวด้านใน
เขาปั้นหน้ายิ้มประจบประแจงแล้วกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ทั้งหมดเป็เื่เข้าใจผิด ไม่ทราบว่าท่านบิดาของท่านคือ..."
"บิดาของข้าเป็ขุนนางฝ่ายทหาร"
หลานชิ่นเดินออกมาจากห้องขัง มองดูจ้าวสิงที่เปลี่ยนสีหน้าได้เร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือ นางจึงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผู้คนในอำเภอเฟิ่งหยางถึงบอกว่าจ้าวสิงนั้นเ้าเล่ห์เหมือนสุนัข
ใบหน้าสุนัขตัวนี้ เปลี่ยนได้ดั่งใจนึกจริง ๆ
"ขุนนางฝ่ายทหาร?" เมื่อได้ยินคำนี้ สีหน้าของจ้าวสิงก็กลายเป็แปลกประหลาดขึ้นมาทันที
หากพูดถึงขุนนางฝ่ายทหารในสมัยหงอู่ คำนิยามของจ้าวสิงมีเพียงคำเดียวคือ รันทด!
ถ้าสองคำคือ รันทดมาก!
ถ้าสามคำคือ รันทดที่สุด!
เหล่าคนที่เคยร่วมเป็ร่วมตาย ติดตามจูหยวนจางตีให้ได้มาซึ่งแผ่นดิน มีน้อยนักที่จะได้ตายอย่างสงบ
หลังจากจูหยวนจางขึ้นครองราชย์ ได้สั่งปะาขุนนางที่มีความชอบไปมากมาย โดยเฉพาะจุดจบของฉางอวี้ชุนและหลานอวี้ที่โหดร้ายทารุณเป็พิเศษ
ในจำนวนนั้น การสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทจูเปียว และการตายก่อนวัยอันควรของหลานชายคนโต จูสยงอิง ทำให้จูหยวนจางเชื่อว่าผู้สืบทอดคนต่อมา ซึ่งก็คือบุตรชายคนที่สองของจูเปียวอย่าง จูอวิ่นเหวิน ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะกดข่มเหล่าขุนนางฝ่ายทหารเหล่านี้ได้
เพื่อสร้างรากฐานให้มั่นคง มีเพียงคำเดียวคือ ฆ่า!
จะว่าไป การที่จูหยวนจางสังหารเหล่าขุนนางที่มีความชอบเหล่านี้ ไม่ใช่การตัดสินใจชั่ววูบแน่นอน
เมื่อลองนึกย้อนกลับไปถึงหนังสือที่เขาฝืนอ่านใน่การศึกษาภาคบังคับเก้าปี และดึงข้อมูลที่เคยลืมคืนครูออกมา จ้าวสิงก็พบว่าจูหยวนจางสังหารคนอย่างมีลำดับขั้นตอน
เดิมทีจูหยวนจางเป็สามัญชน ก่อการฏเพื่อชิงแผ่นดิน กองกำลังของเขาสามารถแบ่งออกได้เป็สามกลุ่ม
กลุ่มแรกคือพวกฉางอวี้ชุน กลุ่มที่สองคือเลี่ยวหย่งจง และกลุ่มที่สามคือพวกที่ยอมจำนนในตอนที่จูหยวนจางตีแผ่นดิน
ดาบของจูหยวนจางจะตกลงบนตัวคนอย่างเลี่ยวหย่งจงก่อน เพราะใครที่สนิทกับเขาน้อยที่สุด จะถูกฆ่าเป็อันดับแรก
เพียงแต่ไม่รู้ว่าบิดาของแม่หนูตรงหน้านี้อยู่กลุ่มไหน?
จะว่าไป ตอนนี้เป็่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีหงอู่ที่เจ็ดแล้ว ใน่สองปีนี้จะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้นสองเื่
เื่แรกคือปลายเดือนตุลาคมปีนี้ หลานชายคนโตของจูหยวนจาง จูสยงอิง จะเกิด
ซึ่งตอนนี้ก็เข้าสู่ต้นเดือนตุลาคมแล้ว
อีกไม่กี่เดือนต่อมา ในเดือนมีนาคมปีหงอวู่ที่แปด เลี่ยวหย่งจงจะออกจาก [ดันเจี้ยนต้าิ: กำราบแผ่นดิน] และสิ้นสุดการเล่น [Earth Online] อย่างสมบูรณ์
เขาถูกตัดสินให้ปะาชีวิตด้วยการให้ดื่มยาพิษในขณะที่ยังรับโทษอยู่ เสียชีวิตเมื่ออายุห้าสิบสามปี และในปีฉงเจิ้งที่สิบเจ็ด ได้รับการสถาปนาย้อนหลังเป็ชิ่งกั๋วกง
หลังจากนั้นคนที่โชคร้ายต่อมาก็คือหูเหวยยง
ในบรรดาขุนนางฝ่ายทหาร หลานอวี้ถือว่ามีชีวิตอยู่ได้ยาวนานที่สุด อย่างน้อยก็ทนอยู่จนถึงปีหงอวู่ที่ยี่สิบหก เพียงแต่จุดจบนั้นค่อนข้างน่าสยดสยอง
เขาถูกปะาด้วยข้อหาฏ ถูกถลกหนังยัดหญ้า และนำศพไปประจานตามเมืองต่าง ๆ มีการสืบสวนพรรคพวกจนมีผู้ถูกเกี่ยวพันและต้องตายถึงหนึ่งหมื่นห้าพันกว่าคน ประวัติศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "คดีหลานอวี้"
หากจะบอกว่าหลานอวี้เป็คนโอหัง บ้าอำนาจ สร้างพรรคพวกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง และไม่มีขอบเขตในการวางตัว เื่เหล่านี้จ้าวสิงเชื่อสนิทใจ
แต่ฏหรือ?
จ้าวสิงหัวเราะเย็น ๆ สองที เื่นี้พูดได้ยาก
บุตรชายจูเปียวตายแล้ว
หลานชายคนโตจูสยงอิง ซึ่งเป็หลานแท้ ๆ ของหลานอวี้ก็ตายแล้ว
คนแรกคือจูเปียว ผู้ซึ่งสามารถกดข่มหลานอวี้ได้ด้วยอำนาจและบารมี ส่วนคนหลังคือจูสยงอิงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลานอวี้ ทั้งคู่สามารถทำให้หลานอวี้ยอมช่วยพยุงบัลลังก์ได้อย่างว่าง่าย
แต่ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อคือจูอวิ่นเหวิน จูหยวนจางจะไม่กังวลได้อย่างไรว่าหลานอวี้ผู้กุมกำลังทหารในมือและมีความทะเยอทะยานสูงจะก่อฏ?
แม้ความคิดเหล่านี้จะมากมาย แต่ในสมองของจ้าวสิงนั้นผ่านไปเพียงชั่วพริบตา
หลานชิ่นเห็นจ้าวสิงมองนางด้วยสายตาที่ซับซ้อน จึงกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ นางยื่นมือไปทุบไหล่เขาแล้วเชิดคางถามว่า "เ้าขุนนางสุนัข เ้าคิดอะไรอยู่?"
"อ้อ ข้ากำลังคิดว่าพ่อของเ้าเป็ใคร"
หลานชิ่นยิ้มบาง ๆ อย่างลำพองใจ "อะไรกัน ตอนนี้กลัวแล้วหรือ? หลายวันที่ผ่านมาขังข้าไว้ ทารุณข้า เ้าจะชดใช้อย่างไร?"
จ้าวสิงหัวเราะเบา ๆ หากนางเป็บุตรสาวของเลี่ยวหย่งจง… หลังจากนี้ใครจะต้องอ้อนวอนใครกันแน่ ยังไม่แน่เลย
"เ้าหัวเราะอะไร?" หลานชิ่นเห็นสีหน้าของเขาแล้วรู้สึกไม่เข้าใจ
"ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดถึงเื่ที่น่าสนใจน่ะ"
"เื่น่าสนใจ?" หลานชิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าหมอนี่กำลังหลอกนาง "เมื่อกี้เ้าแอบหัวเราะเยาะข้าใช่ไหม?"
จ้าวสิงรีบทำหน้าจริงจังทันที "คุณหนู เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ ในสถานการณ์ปกติพวกข้าจะไม่หัวเราะ"
"จริงหรือ?"
"ข้าขอสาบาน!" จ้าวสิงชูมือขึ้น
"ก็ได้ จะยอมเชื่อเ้าสักครั้ง" หลานชิ่นสืบทอดนิสัยบางส่วนมาจากบิดา ทั้งโดดเด่นและทระนง นางสะบัดแขนเสื้อเดินนำหน้าจ้าวสิงไปทันที
"ยังไม่รีบจัดที่ให้ข้าล้างเนื้อล้างตัวอีก? ถูกขังมาหลายวัน ข้านอนไม่หลับเลยสักคืน แถมทั่วตัวยังสกปรกเหม็นหึ่งไปหมด" พูดจบ หลานชิ่นก็หาวออกมาคำโต
แต่เฮยจื่อที่อยู่ด้านหลังกลับะโเรียกนางด้วยท่าทางซื่อ ๆ "หยุดนะ! มีลูกพี่ของพวกเราอยู่ คนที่เดินนำหน้าสุดต้องเป็ลูกพี่เท่านั้น!"
"เ้าเพิ่งออกจากคุกมา มีสิทธิ์อะไรมาทำตัวเด่นกว่าลูกพี่พวกเรา?!"
จ้าวสิงกระแอมเบา ๆ ในใจแอบยกนิ้วให้เฮยจื่อ แต่ภายนอกกลับกล่าวว่า "เฮยจื่อ เราต้องมีมารยาทแบบสุภาพบุรุษ ให้เกียรติสตรีเป็อันดับแรก จะไปถือสาหาความกับผู้หญิงทำไม?"
แต่เฮยจื่อไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น เขาไม่เข้าใจความหมายของจ้าวสิง จึงก้มหน้าลงอย่างน้อยใจ พลางพึมพำว่า
"ก็ก่อนหน้านี้ลูกพี่เป็คนบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าให้ใช้ผู้หญิงเหมือนผู้ชาย และใช้ผู้ชายเหมือนสัตว์ใช้งาน"