ตอนที่ 31
วิกฤตตำหนักอัคคี (จบ)
“ วัฏมนุษย์”
เสียงนั้น ยังคงดังแว่วมากระทบโสตของหานเฟิง ฟังดูคล้ายเสียกเรียก คล้ายเชื้อเชิญให้ติดตามไป
หานเฟิงขบคิด ชีวิตที่แล้วมันไม่พบกับเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งคำกล่าวที่แว่วมา ก็มีเพียงแค่คำว่า “ วัฏมนุษย์” เท่านั้น…
ขบคิดทบทวน ความเป็นไปได้จึงมีแค่สิ่งเดียว
“ เช่นนั้น ย่อมเป็นเพราะ เคล็ดวิชานิรนาม ภาควัฏมนุษย์...”
หากหานเฟิงยังคงลังเลใจ ตนใช่ควรไปตามเสียงเรียกหาหรือไม่ หากขบคิดได้เพียงครู่ก็ตัดสินใจ เพราะมนุษย์นั้นเป็นสัตว์โลกที่ขี้สงสัยเป็นทุนเดิม หานเฟิงก็เช่นกัน
หานเฟิงกระโดดลงจากแท่นศิลา เดินตามเสียงที่แว่วมาเข้าไปในเส้นทางที่ตนไม่รู้จัก ผ่านเส้นทางหิน ผ่านแยก ผ่านเลี้ยว
“ เส้นทางนี้ ใยมิใช่ไปยังห้องที่อยู่เบื้องหลังประตูแห่งโชคชะตาแล้ว...” หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างครุ่นคิด เป็นเพราะในชีวิตที่แล้ว มันต้องทุกข์ทนต่อความเจ็บปวดจากการหลอมหยดของเหลวสีทองเข้าไปในร่าง จึงทำให้หมดใจที่จะเดินสำรวจต่อในตอนนั้น พอมาตอนนี้มันก็พลันลืมไปเสียสนิท ว่ายังมีห้องนั้นคงอยู่
กระทั่งที่มัน ย่างเหยียบเข้าไปในโถงขนาดใหญ่ทรงกลม ที่รอบโถง เป็นบันใดวน สูงขึ้นไปจนกระทั่งจรดเพดาน ซึ่งเพดานก็มิใช่สิ่งใดอื่น หากเป็นสิ่งที่เรียกว่าประตูแห่งโชคชะตา ผู้พิทักษ์ตนสุดท้ายคร่อมทับมันอยู่บนนั้น หากมิอาจสังหารมันได้ ก็ไม่อาจเปิดประตูเข้ามา
หานเฟิงย่อมไม่สนใจต่อบานประตูที่ปิดสนิท สายตาของมันจับจ้องเพียงบางสิ่งที่อยู่ใจกลางโถง ผลึกแก้วสูงท่วมตัวคนที่วางคู่กับแผ่นศิลาที่สูงใหญ่พอๆกัน แผ่นศิลาเก่าแก่โบราณ ด้านที่มันมองเห็นจารึกไว้ด้วยอักขระแปลกประหลาด ที่พอมันเห็นก็พลันต้องโพลงออกมา
“ ภาษาเทพ!!!...” หานเฟิงสืบเท้าเดินเข้าหาแผ่นศิลา
“ ภาค วัฏสวรรค์!!!”
นั่นจึงเป็นสิ่งที่อ่านได้จากบรรทัดบนสุด หานเฟิงจึงคล้ายจะเข้าใจได้โดยพลันถึงเสียงเรียกหาเมื่อครู่ หากต่อมาที่มันไล่สายตาอ่านตัวอักษรบรรทัดต่อไปก็พลันให้มันต้องตกตะลึง
“ เคล็ด หยางเทวะพิสุทธิ์??!!!...” มันโพลงขึ้น หากเมื่อไล่อ่านต่อไป สองคิ้วคมเข้มจำต้องขมวดมุ่น กระทั่งสายตากวาดผ่านไปถึงตัวอักษรสุดท้าย ปากที่เม้มสนิทจึงเปิดอ้าเป็นคำกล่าวออกมา
“ เหมือนกับเคล็ดหยางเทวะพิสุทธิ์ยิ่ง แต่… เคล็ดวิชา ภาควัฏสวรรค์นี้ คล้ายจะลึกซึ้งกว่ากันมาก นั่นราวกับ เคล็ดหยางเทวะพิสุทธิ์ดัดแปลงมาจากเคล็ดวิชานี้ก็มิปาน”
แม้จะตกใจ หากมีความยินดีไม่น้อย เคล็ดวิชาที่คล้ายจะเป็นต้นกำเนิดของ เคล็ดหยางเทวะพิสุทธิ์ที่ตนเข้าใจว่าอยู่ในระนาบสูงสุดของบทวิชาฝึกตน เมื่อได้พบเจอเช่นนี้ ย่อมเป็นวาสนาที่ยากจะครอบครอง จากนั้นมันจึงค่อยหันเหความสนใจไปที่ผลึกแก้วด้านข้าง
ผลึกแก้วโปร่งใส ด้านในสถิตไว้ด้วยดวงแสงสีทองอร่าม เป็นสิ่งใดก็ยากจะเข้าใจ หากคล้ายว่าผลึกแก้วนี้ได้ปิดผนึกมัน
หานเฟิงยกมือขึ้นแตะสัมผัส ความรู้สึกที่ส่งผ่านเข้ามาคล้ายเป็นเสียงเรียกหา คล้ายจะได้ยินเป็นคำว่า “ วัฏมนุษย์”
“ ที่แท้กลับเป็นดวงแสงนี่เรียกข้ามา” หานเฟิงกล่าวขึ้นจ้องมองอย่างครุ่นคิด ละสายตาจากดวงแสงก่อนเดินอ้อมไปอีกฟากของแผ่นศิลา หากสิ่งที่เห็น...
กลับเป็นภาพของ ทวนเล่มหนึ่ง ด้านบนมีภาษาเทพสลักไว้ คล้ายเป็นนามของมัน
“ ทวนเก้าสุริยัน”
หานเฟิงขบคิดไปว่า คงเป็นภาพของเทวะศัสตราจากยุคเทพมารบรรพกาลเป็นแน่ ทว่า สิ่งที่ตกทอดมาจากยุคนั้น กลับมีเพียงน้อยนิด อย่าว่าแต่เทวะศัสตรา กระทั่งเคล็ดวิชา หรือบันทึกเหตุการณ์ยังยากจะพบเจอ
หานเฟิงจึงไม่ใคร่สนใจในภาพนั้น เพียงยกมือขึ้นลูบสัมผัสแผ่นศิลาด้วยความเคยชิน ทว่า มันกลับชะงักงันเมื่อภาพหนึ่งถูกส่งผ่านเข้ามาปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของมัน
เป็นภาพของตำหนักอัคคีทั้งหลัง มันมองเห็นทุกรายละเอียด หากที่มากไปกว่านั้น มันคล้ายจะสัมผัสได้ถึงกลุ่มคนที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆของตำหนักอัคคี มันเห็นเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงนั่งฟื้นสภาพอยู่ที่เดิม รอบกายนางยังคงปราศจากผู้คน มองเห็นกลุ่มคนมากมายรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นสุดท้าย กำลังกลุ้มรุมผู้พิทักษ์ประตู มันมองเห็นองค์หญิง มองเห็นกลุ่มทหารองครักษ์ มองเห็นหวังมู่และสหาย อีกทั้งหลายๆคนที่มาจากเขตสิบสอง มันมองเห็นสหายที่บาดเจ็บของเฉินฟ่านผู้นั้น ที่ซึ่งกำลังเดินอยู่ในเส้นทางอย่างยากลำบาก... จากนั้น มันก็เห็นว่า สถานที่ที่มันคงอยู่หาใช้ตำหนักใต้ดิน แต่เป็น
ทวนเล่มหนึ่ง เป็นทวนเก้าสุริยันที่มันเห็นบนแผ่นศิลาเล่มนั้น
ที่คงอยู่เป็นมิติช่องทางภายในด้ามทวน
ที่แท้ตำหนักอัคคีจึงเป็นเทวะศัสตราเล่มหนึ่ง
หานเฟิงถอนมือออก ภาพที่เห็นหายไป สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เทวะศัสตราจากยุคเทพมารบรรพกาล ซ่อนอยู่ในมิติปัจเจก กระทั่งยังสามารถสร้างเป็นห้วงมิติขึ้นมาภายใน ความสามารถเช่นนี้ กระทั่งศัสตราที่แข็งกล้าที่สุดในแดนเทพก็ยังไม่อาจเทียบเคียง
หานเฟิงสะบัดศีรษะขับไล่ความตื่นตระหนก แม้จะเคยเป็นตัวตนที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของสรรพชีวิต หากการได้พบเจอกับขุมพลังอันแข็งแกร่ง ก็ทำให้มันตื่นเต้นได้เช่นกัน แต่ว่า... ตื่นเต้นนั้นเป็นเรื่องของการตื่นเต้น แต่การจะได้มาครองนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า หานเฟิงย่อมต้องอยากได้มัน
หานเฟิงครุ่นคิด ตนใช่มีโอกาสได้รับ มหาโชควาสนาชิ้นนี้มาครอบครองหรือไม่ แล้วจึงมีวิธีการเช่นใดจึงได้มา ผู้ตกทอดมรดกชิ้นนี้ไว้ ใช่มีบทสอบอันใดอื่นอีกหรือไม่ หรือต้องกระทำตามเงื่อนไขใด จึงสามารถนำมันมาครอบครอง
กระทั่งที่สายตาเหลือบมองดวงแสงอย่างครุ่นคิดอีกครา
“ ดวงแสงนี่... ใช่ข้องเกี่ยวกันหรือไม่?”
“ ทั้งมันยังเรียกหาข้า... คล้ายดังว่ามันต้องการให้ข้าปลดปล่อยมันออกมา”
ทว่า หานเฟิงกลับลังเลใจ เพราะจากรูปการ ดวงแสงนี้คล้ายถูกผนึกไว้ แต่ด้วยเหตุผลใดมันไม่อาจกระจ่างทราบ นำมันออกมา ใช้ว่าจะเกิดผลร้ายหรือดี ก็ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องขบคิดใคร่ครวญ มันจะกล้าเสี่ยงงั้นหรือ?
หากนับตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มักมีคำกล่าวว่า “ ความสำเร็จ เป็นผลของผู้ที่กล้าเสี่ยง”
แต่กับคำว่า เสี่ยง หานเฟิงในยามปกติย่อมต้องไม่ แต่หลังจากเห็นทวนเก้าสุริยันเล่มนี้แล้ว ก็ได้ปลุกกระตุ้นความมะโลบในตัวมันขึ้นมา มันจึงกลายเป็นคนกล้าที่จะเสี่ยงไปในทันที
หานเฟิงลองใช้มือทุบผลึกใส… ไม่สะเทือน
เรียกดาบขึ้นมาฟัน… ไร้รอยขีดข่วน
อัคคีเล่า?... จุดอัคคีขึ้นมาบนฝ่ามือกลุ่มหนึ่ง มิใช่แดงชาด หากเป็นสีทอง หยางในร่างมันมิใช่เพียงกลิ่นอายเบาบางอีกต่อไปแล้ว จึงสามารถควบเปลี่ยนเปลวอัคคีให้กลายเป็นหยางบริสุทธิ์
เมื่อเปลวอัคคีสีทองลุกโชนขึ้น หานเฟิงก็ทาบฝ่ามือลงบนผลึกใส ปฏิกิริยาแรกที่บังเกิดคือเปลวอัคคีลุกโชนขึ้นท่วมผลึก จากนั้น จึงเห็นค่อยเห็นว่าผลึกกำลังหลอมละลาย
ได้ผล…
ผลึกกำลังหลอมละลาย กระทั่งพริบตาต่อมา ดวงแสงที่ลอยนิ่งก็กลายเป็นอิสระ มันลอยคว้างตรงเข้าใส่หานเฟิงอย่างไม่รีรอลังเล ก่อนจะจมหายเข้าไปในแผ่นอกของมัน
หานเฟิงกลายเป็นตื่นตระหนกตกตะลึง ใบหน้าของมันซีดเผือด รีบสำรวจความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างเร่งรีบ ก่อนจะพบว่า ดวงแสงเข้าไปสิงสถิตแน่นิ่งอยู่ในห้วงวิญญาณของมัน หากไม่เพียงแค่อยู่เปล่า แต่คล้ายกำลังหลอมประสานให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้วงวิญญาณไป
หานเฟิงตื่นตระหนกยิ่ง พยายามจะหยุดยั้งกระบวนการดังกล่าวหากไม่สำเร็จ เพียงครู่เดียว การหลอมผสานก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์
จากเดิม ที่หานเฟิงรับรู้ถึงตัวตนของดวงแสง ในฐานะของสิ่งที่แปลกแยกที่รุกเข้ามา จนตอนนี้กลับกลายเป็นสัมผัสได้ว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองไปเสียแล้ว
หานเฟิงชมมองดวงแสงในห้วงวิญญาณอย่างไม่เข้าใจ มันเข้ามาในร่าง นอกจากหลอมประสานเข้าไปในห้วงวิญญาณ อย่างอื่น ก็ไม่ได้สร้างเป็นความเปลี่ยนแปลงใดขึ้นมา
“ นี่เรียกโชควาสนาหรือคราเคราะห์” หานเฟิงยิ้มไม่ออก คล้ายจะมีความรู้สึกว่า ตนเองคิดผิดอยู่บ้าง ที่เลือกจะปลดปล่อยดวงแสงปริศนานั่นออกมา
หานเฟิงละความสนใจจากดวงแสง ชมมองแผ่นศิลาเบื้องหน้า ยังคงอยู่กับความคิดที่ว่า ตนจะครอบครองทวนเก้าสุริยันเล่มนี้ได้เช่นไร หากยังมิทันได้ขบคิดถึงแผนการขั้นต่อไป ตำหนักอัคคีทั้งหลัง ก็พลันสั่นสะเทือน
“ หืม!!! ครบสิบสองชั่วยามแล้วหรือ?” หานเฟิงกล่าวขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะตนคิดว่า เวลายังคงเหลืออยู่อีกกว่าหนึ่งชั่วยาม หากความคิดต่างๆก็ต้องกลายเป็นหยุดลง เมื่อภาพของทวนยาวบนแผ่นศิลาตรงหน้าเรืองแสงแสงทองอร่ามขึ้นมา
แสงสีทองสะท้อนผ่านนันย์ตาของหานเฟิง หากสีหน้าของมันกลับพลันแปรเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยแน่นิ่ง มันคล้ายตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ จากนั้น มันก็นั่งลงขัดสมาธิ สองตาเบิกโพลงจับจ้องแผ่นศิลา...
ตำหนักอัคคีทั้งหลังสั่นสะเทือน อันเป็นสัญญาณว่า เวลากำลังจะหมดลงแล้ว หลายคนต่างรับรู้กันดี แต่ทว่า…
“ หืม!!!... ยังไม่ครบสิบสองชั่วยามเลยไม่ใช่หรือ?”
“ ยังเหลืออีกกว่าหนึ่งชั่วยาม”
“ แล้วไฉน ตำหนักอัคคีจะปิดแล้ว?”
“ ข้าไม่รู้…”
ครู่ต่อมา พวกมันก็พลันรู้สึกว่า ภาพที่เห็นรอบด้านพร่าเลือน ก่อนจะปรากฏชัด เป็นตนเองที่กลับมายืนอยู่บนทุ่งหญ้าเหลืองแห้ง ทั้งยังเป็นรุ่งสางที่ดวงตะวันยังไม่โผล่ออกมาให้เห็น แต่ที่มากไปกว่านั้น คือพื้นดินกำลังสั่นสะเทือน
“ พื้นกำลังสั่น...นี่มันเรื่องอะไรกัน?” หลายเสียงพากันกล่าวอย่างตื่นตระหนก เป็นพวกมันก็ต่างก็ถูกบังคับให้ออกมาจากตำหนักอัคคีก่อนเวลา
“ คุ้มครององค์หญิง” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มคน เมื่อหันมองไป ต่างก็เห็นบรรดาทหารองครักษ์กว่าหลายสิบกำลังรายล้อมอารักขาความปลอดภัยให้กับองค์หญิง
“ เกิดอะไรขึ้น?” หยุนซินถงที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมกล่าวขึ้น ใบหน้าอันงดงามฉายชัดซึ่งความวิตกกังวล
“ ไม่ทราบขอรับ”
“ แม่นางมู่อยู่ที่ใด? ใครพบเห็นนางบ้าง?” หยุนซินถงกล่าวขึ้นต่อ ในขณะที่กวาดไล่สายตามองไปโดยรอบ ก่อนจะมีคนขานกลับมาว่า
“ ที่ตรงนั้น!!!”
หยุนซินถงหันมองตามไป ก็เห็นว่าไกลห่าง มีร่างในชุดขาวที่สวมผ้าคลุมหน้ายืนอย่างสงบนิ่ง “ ไปรวมกับนาง” กับเทพธิดาเหมันต์แล้ว หยุนซินถงไม่เห็นว่าฐานะองค์หญิงของตัวเองเป็นอันใดได้ จึงรีบสาวเท้าเดิน นำกลุ่มคนเข้าไปสมทบกับนางอย่างรวดเร็ว
“ ท่านเทพธิดาเหมันต์ ท่านไม่...” หยุนซินถึงกล่าวขึ้น หากกล่าวได้เพียงแค่ครึ่งประโยคก็พลันต้องหยุดคำ เพราะนางกลับสัมผัสได้ถึงพลังที่อ่อนโทรมของสตรีที่ตรงหน้า
“ เกิดอะไรขึ้นกับท่าน!!!” นางโพลงออกมาอย่างแตกตื่น
“ เพียงพบปัญหาอยู่บ้าง” เสวี่ยเอ๋อร์กล่าวตอบอย่างเรียบเฉย กระทั่งยังไม่ตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
หยุนซินถงก็มิได้อยู่ในสถานะที่สามารถเค้นถามความจริงจากปากนาง จึงได้แต่ปล่อยผ่าน ก่อนจะหันไปสนใจกับสถานการณ์โดยรอบแทน
“ มีใครพอจะบอกข้าได้บ้าง ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” หยุนซินถงกล่าวขึ้น หากไม่มีใครตอบกลับนาง กระทั่งครู่ต่อมามีเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ องค์หญิง” เป็นเสียงของบุรุษวัยกลางคน เป็นเสียงเดียวกับที่กังวานไปทั่วฟากฟ้าในตอนก่อนที่จะเปิดตำหนัก
หยุนซินถงหันหน้ามองไป เห็นที่มาเป็นชายกลางคนร่างใหญ่ในชุดอาจารย์วังยุทธ์เมฆคราม “ รองจ้าววังถัง เป็นท่านประจำการอยู่ด้านนอก ทราบหรือไม่ว่าที่แท้เป็นเรื่องราวใด? ไฉนพวกที่เข้าไปจึงถูกบังคับให้ออกมาก่อนกำหนด ทั้งแรงสั่นสะเทือนนี่ ปกติต้องไม่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?...”
ชายผู้มาใหม่แสดงสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ ข้าน้อยตรวจสอบไปเมื่อครู่ คล้ายตำหนักอัคคีมีปัญญหาอยู่บ้าง?”
“ ปัญหา!! ปัญหาที่ใด?”
“ มันกำลังจะหายไป”
หยุนซินถงได้ยินถึงกับตกตะลึง ตำหนักอัคคีที่คงอยู่มานานจนไม่อาจคาดเดา ไฉนอยู่ๆจึงหายไป “ ตำหนักอัคคีอยู่ในมิติปัจเจก มันจะหายไปได้อย่างไร?”
“ ข้าน้อยไม่ทราบ นี่เกินกำลังข้าน้อยจะตรวจทราบ”
เหตุการณ์สั่นสะเทือน เป็นอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็หยุดลง แต่กลุ่มคนเกือบทั้งหมดที่รวมตัวกันได้ครบ ต่างก็ทะยอยกันเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายกลับสำนักไปกันแล้ว หากที่ยังคงเหลืออยู่ก็เห็นว่ามีอยู่เพียงแค่สองกลุ่ม หนึ่งนั้นเป็นกลุ่มขององค์หญิงที่รอดูสถานการณ์ ซึ่งแม้ว่ารองจ้าววังถังผู้นั้นจะคัดค้านแต่นางก็ไม่ยินยอม ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มของวังยุทธ์เขตสิบสอง ที่ซึ่งตอนนี้มีคนหายไปถึงสี่คน คนหายนั้นไม่เท่าใด แต่ที่หายไปสองในนั้นกลับเป็นศิษย์คนสำคัญของรุ่น เป็นหานเฟิงและเฉินฟ่าน จึงทำให้บรรดาอาจารย์ที่คุมการเข้าร่วมสำรวจตำหนักอัคคีครั้งนี้ต่างเป็นกังวล และโดยเฉพาะหวังมู่ มันที่ตีอกชกตัว ว่าเป็นเพราะตนไม่ดูแลหานเฟิงให้ดีพอ
“ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นคนของเขตใด? ไฉนจึงยังไม่กลับ” หยุนซินถงกล่าวขึ้นเมื่อมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งยังคงอยู่
รองจ้าววังถัง เหลียวหน้ามองดูพร้อมกับครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ เป็นเขตสิบสอง”
หยุนซินถงได้ยินก็พลันนึกไปถึงบุรุษที่ช่วยเหลือตน แม้จะไม่ได้ไถ่ถามด้วยปากของตัวเอง แต่นางก็ได้ตรวจสอบมาแล้ว ว่าคนผู้นั้นเรียก หลี่หานเฟิง เป็นศิษย์รุ่นชะตาของเขตสิบสอง
“ ไปชมดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น” หยุนซินถงกล่าวพร้อมสาวเท้าเดินนำหน้าไป เสวี่ยเอ๋อร์ที่ต้องรอกลับไปพร้อมกับองค์หญิงก็ยังคงอยู่ จึงเดินตามนางไปด้วยเช่นกัน
“ เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเจ้ายังไม่กลับ” หยุนซินถงกล่าวขึ้น เมื่อกลุ่มคนเบื้องหน้าเห็นว่าผู้มาเป็นใคร ก็แตกตื่น เตรียมจะคุกเข่าคำนับ หากเป็นหยุนซินถงยกมือห้ามเอาไว้
“ ไม่ต้องมากพิธี บอกข้า พวกเจ้ามีปัญหาใด?”
ผู้ที่ออกมารับหน้าคือรองจ้าววังเขตสิบสอง “ เรียนองค์หญิงพวกเรากำลังจะกลับ”
หากสิ่งที่รองจ้าววังเห็น คือสองคิ้วขององค์หญิงที่กำลังขมวดคิ้วมุ่น เห็นนางไล่กวาดสายตามองบรรดาศิษย์ไปทีละคน จนกระทั่งคนสุดท้าย สองคิ้วที่ยิ่งมาก็ยิ่งขมวดมุ่นเป็นปม ก่อนจะเห็นว่า ริมฝีปากบางแดงชาดของนางเปิดออกเป็นคำกล่าวขึ้นมา
“ มันอยู่ที่ใด? หลี่หานเฟิงอยู่ที่ใด?” นำเสียของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ลึกเข้าไปในแววตาคือความหวาดหวั่นพรั่นกลัว
ทั้งศิษย์อาจารย์ของวังยุทธ์เขตสิบสองที่ได้ยินคำต่างพากันตกตะลึง ที่ตกตะลึงคือไฉนตัวตนเช่นองค์หญิงจึงรู้จักคนผู้นี้ หากยิ่งกว่านั้น คือ พวกมันต่างก็กำลังปวดหัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็เพราะหานเฟิง
“ ม มัน ไม่กลับมา” ผู้กล่าวตอบเป็นรองจ้าววัง
“ ม ไม่กลับ อันใดคือไม่กลับ?” นางกล่าวเสียสะท้าน ที่ยิ่งมากคือความหวาดกลัว
แม้รองจ้าววังจะแปลกใจต่อท่าทีขององค์หญิง หากมันยังคงกล่าวตอบออกมาตามตรง“ มัน.. ไม่ได้กลับออกมาจากตำหนักอัคคี มีเพียงความเป็นไปได้เดียว มันตายแล้ว”
“ ตาย!!!..” หยุนซินถงกล่าวเสียงแผ่ว สองตาสั่นสะท้าน นางตอบไม่ได้ว่านางรู้สึกเช่นไรกับมัน หากพอทราบว่ามันตกตาย นางกลับกลายเศร้าโศกเสียใจ
จากนั้นจึงเห็นว่านางหมุนกายเดินจากไปโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีกเลย
ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ ในแววตาที่ราบเรียบของนาง ได้สะท้อนออกมาเป็นประกายแห่งความไม่เข้าใจ…
ณ หมู่เกาะอันไกลห่างในทะเลตะวันออก ราชวังมังกร ด้านในตำหนักบรรทมของธิดามังกร ที่ในขณะนี้ มีหญิงรับใช้ผู้หนึ่งกำลังยืนโน้มกายต่อม่านมุกอย่างนอบน้อม
“ เจ้าบอกว่าตำหนักอัคคีหายไป?” เสียงกล่าวดังขึ้นจากเบื้องหลังม่านมุก ยังคงเป็นเสียงของดรุณีวัยสิบห้าสิบหก
“ เจ้าค่ะ สายข่าวของเรารายงานมาเช่นนั้น” หญิงรับใช้ผู้นั้นกล่าวตอบอย่างนอบน้อม
“ ที่แท้มันเกิดเรื่องราวใดขึ้น?” เสียงจากหลังม่านมุกดังขึ้นแผ่วเบา คล้ายเพียงกล่าวขึ้นกับตัวเอง
“ เรียนท่านเทพธิดา” หญิงรับใช้ผู้นั้นกล่าวขึ้นต่อ
“ ยังมีอันใดอีก?”
“ ผู้พิชิต นางเองก็ไปที่นั่น เข้าร่วมสำรวจตำหนักอัคคี นางกระทั่งสูญเสียแก่นโลหิตกลับมา”
“ เฉินเสวี่ยเอ๋อร์!! นางไปที่นั่นทำไมกัน? แล้วไหนจะยังสูญเสียแก่นโลหิตกลับมาอีก...” สตรีที่หลังม่านมุกยังคงกล่าวเสียงเบา คล้ายกล่าวพูดกับตัวเอง ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้นต่อ
“ หากเจ้าไม่มีใดแล้ว ก็ออกไป”
“ เจ้าค่ะ” หลังยอบกายคารวะ หญิงรับใช้ก็ถอยกายออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตำหนักบรรทมเงียบลง เสียงกล่าวจากหลังม่านมุกก็ดังขึ้น หากเป็นเสียงของสตรีวัยกลางคน มิใช่เสียงของเทพธิดาผู้นั้น
“ ผู้พิชิตผู้นี้ เป็นเจ้าสนใจนางที่ตรงใด จึงได้กุเรื่องราวเสียใหญ่โต” ที่แท้หลังม่านมุกยังมีคนอยู่อีกคนหนึ่ง
“ ท่านแม่ก็กล่าวเกินไปแล้ว ไหนเลยจึงเป็นเรื่องราวที่ใหญ่โต”
“ คำทำนาย หายนะวันสิ้นโลกเจ้า นั่นมิใช่เรื่องราวอันใหญ่โตหรอกรึ? เจ้าดูพวกมันต่างก็พากันวุ่นวายเปิดรับศิษย์ ไหนจะเงื่อนไขประหลาดที่เจ้าบอกให้พวกมันรับเพียงศิษย์อายุไม่เกินยี่สิบนั่นก็อีก เจ้าทำเช่นนี้ หากครบกำหนดสิบปี กลับไม่บังเกิดเรื่องราวใหญ่โตอันใด พวกมันมิใช่พากันกร่นด่าสาปแช่งเจ้าหรอกหรือ?”
“ ไม่เกิดเรื่องย่อมประเสริฐสุด พวกมันไหนเลยจะกล้าว่ากล่าวต่อลูก”
“ ไหนลองบอกให้แม่ฟัง ไฉนจึงปั้นแต่งเรื่องราวเช่นนั้นขึ้นมา”
“ บอกกล่าวต่อท่านแม่ตามตรง ลูก แม้จะสูญเสียดวงจิตเทวะพิสุทธิ์ไป จนไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้แล้ว แต่ ลูกมีลางสังหรณ์ประหลาด ลูกเกรงว่า จะเกิดเรื่องราวอันใหญ่โตขึ้นในไม่ช้านี้ ลูกจึงได้ทำเช่นนั้นไป”
“ แล้วสิ่งที่เจ้าทำจะช่วยอันใด?”
“ เป็นการกระตุ้นให้คนผู้หนึ่งต้องก้าวเท้าเร็วขึ้น”
“ คนผู้หนึ่ง หญิงสาวที่เจ้ามอบตำแหน่งผู้พิชิตอะไรนั่นให้นางนะหรือ?”
“ มิใช่นาง หากเป็นบุรุษผู้หนึ่ง”
“ เป็นผู้ใดกัน?”
“ ยังไม่ขอบอกกล่าวต่อท่านแม่ในตอนนี้”
“ แล้วบุรุษที่เจ้าว่ามีส่วนช่วยต่อสถานการณ์ที่เจ้าเป็นกังวลจริงหรือ?”
“ มิทราบ แต่หากจะหาผู้ใดสักคนบนโลกนี้ ก็มีเพียงแค่มัน”
“ งั้นเหรอ... แล้วหญิงสาวผู้นั้นเล่า ผู้พิชิตอะไรนั่นนะ ไฉนเจ้าจึงคล้ายจะสนใจนางเป็นพิเศษ”
“ ไม่มีใด เพียงชะตากรรมของนางน่าสงสารไปบ้าง”
“ น่าสงสาร?”
“ เป็นนางต้องพบเจอกับสามีไม่ดี มันไร้ใจ ทั้งกระทำต่อนางเยี่ยงเดรัจฉาน”
“ แล้วไฉนเจ้าต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของนาง”
“ เรียกช่วยเหลือท่านแม่”
“ นั่นแหละ แล้วเหตุผลเล่า? ปกติแม่เห็นว่าเจ้ามิใช่คนเช่นนี้”
“ เหตุผลนั้นง่ายดายยิ่ง เพราะ นางเองก็เรียกว่า เสวี่ยเอ๋อร์”
คำกล่าวนี้ของนาง หากหานเฟิงที่เคยมีกับประสบการณ์กับอิสตรีมานับพันหมื่นได้ยินเข้า มันก็คงต้องโพลงขึ้นมาว่า สตรี ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยากจะเข้าใจ...
วันคืนเปลี่ยนผ่าน การตายของทั้งเฉินฟ่านและหานเฟิง ในที่สุดก็แจ้งถึงเมืองเมฆาคล้อยแล้ว สองตระกูลใหญ่สูญเสียนายน้อยไป ย่อมทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นอึมครึมไปโดยพลัน ยิ่งโดยเฉพาะรอบบริเวณคฤหาสน์ตระกูลเฉิน หัวหน้าตระกูลเฉิน เฉินคุน ที่บัดนี้ไม่เหลือบุตรธิดาให้เคียงข้าง ก็ยิ่งกลับกลายเป็นเศร้าโศกเสียใจ เริ่มจากเฉินเสวี่ยเอ๋อร์จากไปกับเฉินซือหยาง หากบัดนี้กลับเงียบหาย ไร้ข่าวคราวติดต่อกลับมา ต่อมาก็เป็นเฉินเยว่ซิน นางที่ฆ่าตัวตายไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน แล้วก็มาบัดนี้ เป็นเฉินฟ่าน ที่โชคร้ายตกตายไปในการสำรวจตำหนักอัคคี
ทว่า กลับมีข่าวหนึ่งเล็ดลอดออกมา
เป็นเรื่องที่ทั้งเฉินฟ่านและหานเฟิงตกตาย แท้จริงมิใช่มันถูกสัตว์อสูรหรือกลไกกับดักสังหาร แต่เป็นเข่นฆ่าสังหารกันเอง ข่าวที่เล็ดลอดออกมานี้ย่อมมีมูลความจริง เพราะผู้กล่าวคือคนสนิทเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดของเฉินฟ่าน
ทำให้บัดนี้ ทั้งสองตระกูลใหญ่แห่งเมืองเมฆาคล้อย ต้องตั้งป้อมใส่กันอย่างที่ไม่เคยมีมา
แต่จะกล่าวไปก็ว่าแปลก แม้ทั้งตระกูลหลี่และตระกูลเฉินต่างก็สูญเสียนายน้อยไปด้วยกันทั้งคู่ หากตระกูลหลี่กลับคล้ายว่าจะตกนรกแล้วได้ขึ้นสวรรค์ เพราะการตายของหานเฟิง ได้เรียกหาซึ่งการมาเยือนของบุคคลที่ผู้ใดก็ไม่อาจคาดคิด
เป็นองค์หญิง
นางเสด็จมาด้วยตัวเอง นำพาของขวัญของมีค่าต่างๆมากมายมอบให้แก่ตระกูลหลี่ และแสดงความเสียใจต่อการจากไปของหานเฟิงอย่างสุดซึ้ง ทว่า นางกลับไม่ย่างเหยียบไปยังตระกูลเฉินแม้แต่น้อย กระทั่งที่นางตรัสถึงตระกูลเฉิน ในคำกล่าวยังคล้ายจะเจือปนไปด้วยความชิงชังรังเกียจที่ยากจะปกปิด
นั่นจึงทำให้มีข่าวลือที่แพร่สะพัดออกมา เป็นข่าวลือที่กล่าวถึงความาสัมพันธ์ลับๆขององค์หญิงและหานเฟิง แต่เพราะว่า คนหนึ่งตกตายไปแล้ว ข่าวลือจึงเพียงถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอย่างสนุกสนาน แล้วสุดท้ายก็จางหายไปตามกาลเวลา...
……………………………………………..
…………………………….
กระทั่ง หนึ่งปีผ่าน…
ในมิติปัจเจก ณ จุดที่เคยเป็นที่ตั้งของตำหนักอัคคี หานเฟิงยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้วงมิติที่มืดมิดและว่างเปล่า โถงหายไปแล้ว แผ่นศิลาหายไปแล้ว ตำหนักอัคคีทั้งหลังล้วนหายไปสิ้นแล้ว แต่หานเฟิงยังคงอยู่เช่นนั้น นั่งหลับตาทำสมาธิ คล้ายยังคงตกอยู่ในภวังค์ แต่ในที่สุด เค้าลางแห่งการฟื้นตื่นก็บังเกิดขึ้น ร่างที่สงบนิ่งสั่นสะท้าน ก่อนที่มันจะทันใดลืมตา แสงแห่งการนำส่งได้ปรากฏขึ้น จากนั้น มันก็หายไป...
หานเฟิงรู้สึกตัวอีกทีก็เป็นตอนที่ตนนั่งอยู่บนผืนหญ้าที่นุ่มลื่น มันลืมตาขึ้น กวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนที่สองคิ้วจะขมวดมุ่นออกมา
เพราะสถานที่ที่อยู่เบื้องหน้าของมัน มิใช่ทุ่งหญ้าเหลืองแห้ง เช่นในตอนแรกที่มันเข้าไปยังตำหนักอัคคี หากเป็นผืนป่าเขียวชะอุ่ม ที่ต้นไม้แน่นขนัด พุ่มใบหนาปิดมิดแสงแดดที่ส่องต้องลงมาบนพื้นดิน จึงทำให้บรรยากาศโดยรอบแลดูอึมครึมและวิเวกวังเวงยิ่งนัก
หานเฟิงยืนขึ้น สอดส่ายสายตามองโดยรอบ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก เมื่อผ่อนออก สองคิ้วก็ยิ่งขมวดมุ่นเป็นปม ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวออกมา
“ กลิ่นอายเช่นนี้... ไม่ใช่อาณาจักรเมฆคราม”