ตอนที่สิบเก้า ปะทะนายน้อยตระกูลหวัง อ้าวผมก็เป็หนึ่งในนายน้อยนี่นา
“ฮืมเพื่อตอบรับการเดิมพันก็ไม่มีอะไรต้องปฏิเสธ เพื่อธำรงซึ่งศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล การที่ฝีมือถึงพร้อมให้คนในวงศ์ตระกูลยอมรับก็เป็เื่ที่สมควรอยู่
หากผมวางเดิมพันด้วยภาพวาด ถ้าอย่างนั้นทางพวกพี่น้องทั้งหลาย มีอะไรมาเดิมพันเล่า?”
พวกพี่น้องมองหน้ากันเลิกลั่ก เพราะไม่คิดว่าผมจะหาหัวข้อเดิมพัน
[เดิมพันของที่ไม่เสียดายถ้าเดิมพันไป]
พี่ใหญ่ของผมกระซิบบอกจากต้นไม้ที่ห่างไกลไป่หนึ่ง
พวกนั้นซุบซิบกันนิดหนึ่ง”ข้ามีม้าหยก “
“ข้ามีกำไลหยก”
“ข้ามีตั๋วเงิน”
“เหลวไหล!!!”
ผมเปล่งพลังในเสียงจนสะท้านไปทั้งบ้าน
ผมพยายามะโเสียงดังราวกับออกมาจากเครื่องขยายเสียง
”พวกท่านเห็นตำแหน่งผู้นำตระกูลเป็เื่ล้อเล่นหรืออย่างไร? หรือพวกท่านเห็นเป็ของเด็กเล่นที่ล้อเล่นประการใดก็ได้? หรือศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของตระกูลไม่มีความหมายต่อพวกท่านเลย”
ผมใส่ร้ายว่าพวกเขาไม่สนศักดิ์ศรีของตระกุล
เห็นพวกนั้นหน้าขาวซีดมองหน้ามองตากันเลิกลั่กแล้วการเป็ฝ่ายกล่าวหาชาวบ้านนี่สนุกจริงๆ
และการขึ้นเสียงดังคือเทคนิคอย่างหนึ่งที่สามารถโต้เถียงฝ่ายตรงข้ามได้
การโต้วาทีปัจจุบันบอกว่าเหตุผลต้องมาก่อนอันดับแรกเพราะเราอยู่ในยุคที่ถือเหตุผล
แต่ความจริงจากครั้งา
การโต้วาที วิวาทะได้ผล คือเทคนิคของการเปล่งเสียงดังฟังชัด สะท้อนก้องให้ทุกคนได้ยินและปลุกเร้าใจของผู้ฟังให้ได้มาเป็อันดับแรกๆ
หมายความว่าผมได้เปรียบในด้านเสียงเช่นนี้นั่นเอง
“พวกเราไม่ได้...”
“เหลวไหล ท่านตีค่าตำแหน่งและหน้าตาชื่อเสียงเกียรติยศที่แบกรับมาของตระกูลเราเพียงนี้หรือ? ท่านมีความละอายต่อบรรพชนบ้างหรือเปล่า”
พอพวกเขาจะอธิบาย ผมก็ตวาดใส่ ไม่ให้พวกเขามีโอกาสอธิบาย
ใช้เสียงดังและตำแหน่งกลบเสียงอธิบายของพวกเขา
แม้พวกเขาจะมีเหตุผลที่ดีและวาทศิลป์ดีอย่างไรก็ไม่อาจใช้ออกได้
กลยุทธของครูบาอาจารย์ที่ใช้จัดการกับเด็กฉลาดที่ชอบโต้แย้งในชั้นเรียน ซึ่งได้ผลเสมอมาแต่ครั้งาเช่นกัน
“ยังมีความภาคภูมิใจของตระกูลหวังอยู่อีกไหม”
เสียงของผมก้องไปทั่วสวน แต่กลับไม่เหนื่อยอ่อนเลย ลมหายใจไม่ขาด่แม้แต่น้อย
เทคนิคสูดลมหายใจเข้ากระบังลมให้เสียงดังก้องได้ผลเป็ทวีคูณ
“ข้าเดิมพันด้วยตำแหน่งผู้นำตระกูล ไม่ได้เสียใจเลยหากจะเสียไป แต่เสียใจที่คนที่ได้ไป อาจจะไม่ใช่ชายชาตรี ที่แม้แผ่นฟ้าถล่มลงมาก็จะปกป้องค้ำยันตระกูลหวังได้ พวกท่าน”
ผมชี้มือไปที่พวกเขา
พวกเขากลับถอยร่นไปด้านหลังและหน้าขาวซีด
“คิดว่าตนเองสามารถเป็แหล่งที่พักพิงให้กับพี่น้องข้างกายให้ฝากกายถวายชีวิตไว้ได้หรือไม่?”
[รับคำท้าไปเลยสิ อย่าถอยกะ.กลัวอะไร]
ท่านพี่ของผมก็กล่าวเสียงตะกุกตะกักยุยงอยู่ด้านข้าง
ผมผนึกพลังไว้ที่ดวงตาให้มีแสงอาทิตย์ออกมาเป็สเปเชียลเอฟเฟค
ผมชูมือขึ้นเหนือฟ้า
“แผ่นฟ้าเหนือพสุธานี้เป็ของคนในใต้หล้า ของผู้กล้ามีปัญญา ไม่ใช่ของคนขี้ขลาดอ่อนแอ”
เสียงของและดวงตาที่เป็สเปเชียลเอฟเฟคท่าทางจะทำให้พวกนั้นหน้าซีดปากสั่น
อ้าว มีคนเข่าทรุดไปเลย
“ข้า..ข้าไม่ยอมแพ้หรอก ข้ายอมเดิมพันด้วยหยกตระกูลเลยว่าเ้าไม่ได้ มะ ไม่ เอาชนะพวกเราได้ทั้งหมดหรอก”
ฮืม หวังหรง ก็สมกับเป็ลูกน้องที่จงรักภักดีตามเนื้อเื่ล่ะนะ
แนวว่า “ไม่ว่าจะดีจะชั่วอย่างไร เขาคือนายของข้า”ตามเื่ทำนองนี้
“ชะใช่แล้ว พวกเรายะยังยอมรับเ้าไม่ได้หรอก เ้ามีฝีมือที่เก่ง แต่พวกข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะเอาชนะพวกเราหมดทุกคนได้”
อ๋อ สังหรณ์บอกผมว่า พวกนี้ไม่เชื่อว่าพวกนี้คนเดียวจะชนะ แต่เชื่อเื่การต่อสู้จนหมดแรงผมต้องมีอาการาเ็บ้างนั่นเอง
ก็ต้องขอชมว่าเป็แนวความคิดที่ถูกล่ะนะ หากพลังพอพอกันไม่เหนือกว่ากันมากเท่าไร ในขั้นต้นๆ แินี้ก็เรียกว่าสมเหตุสมผล
“งั้นชักหยกมาก็ต้องประลองกัน”
ผมเดินไปลานประลองหน้าบ้าน
พวกนั้นมองหน้ากันไปมาคว้าหยกออกมา ผมก็ไปหยิบกล่องใส่แผนภาพออกมาวางไว้ตรงเก้าอี้เป็ของเดิมพันการประลอง
“ข้าไม่เอาเปรียบใครและไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ พวกเ้าสี่สิบคน ส่วนข้ากับอี้จิงสองคนจะประลองกับพวกเ้า ตกลงตามนี้”
พวกนั้นมองหน้ากันและคิดในใจว่า หากเ้าอยากจะลองเอาอี้จิงมาพวกนั้นก็ไม่กลัวอะไร เพราะคิดว่านี่คือทางออกที่ดีเหมือนกันที่พวกตนจะไม่เสียหน้าว่านี่เป็การประลองหมู่ทั้งสองฝ่าย พวกตนก็จะได้กล่าวงอ้างได้ในภายหลัง
“งั้นข้าจะให้อี้จิงลงมือก่อน ผ่านอี้จิงได้จึงจะถึงมือข้า ไม่คืนคำตามนี้”
“ได้”
ทุกคนประสานเสียง
อย่างที่ว่าล่ะ ผมไม่ได้เกลียดเด็กอะไรพวกนี้แต่พวกนี้เกรียนและนิสัยเหลือทน แต่ตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำเื่ชั่วๆเต็มที่
และหากผมดำเนินแผนการให้พวกนี้เป็ลูกน้องอี้จิง หากมีความขัดแย้งในอนาคตก็จะกลายเป็าภายในตระกูล
จะมีคนตายจำนวนมาก แต่ก็น่าจะเหลือคนที่อยู่ฟากอี้จิงที่รอดไปได้บ้าง
เป็วิธีที่ผมนึกออกที่พอจะตอบมโนธรรมของผมได้
“ข้าไม่เคยเอาเปรียบใครหากจะมีใครมาท้าทาย หากพวกเ้าแพ้การประลองนี้ ข้าจะไม่ตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ให้เ้ามาท้าประลองอีกครั้ง
ข้าขอเพียงให้พวกเ้ารับปากว่าจะเคารพและให้เกียรติอี้จิงให้สมกับที่เป็คนสนิทของข้าเท่านั้น ด้วยเกียรติวงศ์ตระกุลรับรองไม่คืนคำ
พวกนั้นรับปากอย่างไม่รู้ชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
“
“ได้เลยแค่นั้นเอง หากพวกข้าชนะเ้าทั้งสองคนพวกเ้าก็ต้องมอบภาพวาดมา”
ผมรู้สึกเหมือนคนที่ดุหนังสยองขวัญและดูเหล่าเด็กหนุ่มเข้าถ้ำไปเพื่อเจอสัตว์ประหลาดกิน
ผมถ่ายเทพลังให้อี้จิงเพื่อเพิ่มพลังอีกระดับหนึ่งและให้กำลังใจเธอ อี้จิงชนะร้อยเปอร์เซ็นนั่นล่ะ แต่ผมไม่อยากเสี่ยง “อี้จิง ทำตามที่พี่สอนสั่ง ซัดพวกนี้ให้สลบทุกคน”
อี้จิงผงกศีรษะอย่างมุ่งมั่น
“ทราบแล้วค่ะท่านพี่”
และก็ก้าวเท้าขึ้นเวทีประลอง