The Soul of Quantum Era จิตวิญญาณแห่งยุคสมัยควอนตัม

    ตอนที่ 2 ชมรมหมอผีถ้วยแก้วซาฮารา

    ตอนที่ 2 ชมรมหมอผีถ้วยแก้วซาฮารา
    “ขั้นตอนต่อไป ผมนามว่า ฉางเค่อ ขออนุญาตเป็นดังสะพานให้กับทุกคนในที่นี้และผู้ล่วงลับ  ผมจะนำพาทุกท่านเชื่อมต่อสู่โลกของวิญญาณอันไกลโพ้น ขอเชิญทุกท่านเดินเข้ามาล้อมวงที่โต๊ะกลมนี้ครับ”ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้พร้อมแล้วบรรยากาศต่างๆ ไฟสลัว ม่านสีเทาเบาบางที่ปลิวสะบัด ผู้คนเดินเข้ามาล้อมวงรอบโต๊ะสักสิบคน ผนังห้องสีเทามีรอยเชื้อรา และพรมแดงกลางห้อง เป็นสิ่งลงตัวที่ดึงดูดผู้คนมาสู่ที่เดียวกันตรงนี้ คนที่เข้ามาที่ชมรมแห่งนี้ล้วนปรารถนาอยากติดต่อกับภพวิญญาณ จริงๆผมก็สนใจเรื่องนี้นะ สนใจมากๆด้วย ผมจึงได้จัดตั้งชมรมนี้อย่างแนบเนียน แต่มันไม่ได้เชื่อมต่อโลกวิญญาณอะไรนั่นจริงๆหรอก ไม่อย่างนั้นผมก็คงรวยเละไปแล้วชมรมแห่งนี้เป็นที่หาทรัพย์ของผม ผมแค่ทำตามสิ่งที่ทุกคนอยากให้เป็นและกระตุ้นต่อมใคร่รู้ของพวกเขาให้มากกว่าเดิมก็เท่านั้น บางคนก็ร้องไห้มาที่ชมรมแห่งนี้ บางคนปรารถนาอย่างแรงกล้าด้วยความสนใจและยกเราเป็นอาจารย์ แต่ผมไม่สนใจหรอก ที่ผมสนใจมีเพียงแต่อุปกรณ์ไฮเทคที่ผมไม่มีเงินจ่ายเท่านั้นแหละ ผมก็แค่มีชีวิตรอดไปเรื่อยๆเท่านั้น บางคนบอกให้ผมตายซะเพราะเกิดมายากจนขนาดนี้ แต่ผมว่าพวกคนที่คิดแบบนี้ออกจะโง่ไปซะหน่อย มีวิธีทำมาหากินเลี้ยงชีพอีกมากมายที่ทำให้เรามีชีวิตรอดและยืนหยัดฝันลมแล้งๆกันต่อไป ชมรมหมอผีถ้วยแก้วจอมปลอมอันเลื่องชื่อแห่งนี้เป็นเรื่องสนุกในชีวิตผมมากๆ“บนโต๊ะกลมนี้ ทุกท่านจะเห็นว่า มีแผ่นผ้าสีขาวปูอยู่ และบนแผ่นนี้เต็มไปด้วยกลุ่มคำเขียนอยู่เต็มไปหมด” ผมแนะนำให้ทุกคนดูที่แผ่นผ้าผืนใหญ่นี้ ซึ่งปูทับโต๊ะกลมตรงกลางห้องจนเต็มพื้นที่“วิธีการสื่อสารกับจิตวิญญาณคือ ให้ทุกคนหลับตาแล้วนึกถึงหน้าตาและความทรงจำที่มีร่วมกันกับผู้ล่วงลับสัก 3 นาที จากนั้นให้เอานิ้วชี้และนิ้วกลางของท่านมาแตะที่ถ้วยแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กลางโต๊ะตรงนี้”   ฉางเค่อพูดพร้อมเอื้อมมือไปแตะถ้วยแก้วให้ดูเป็นตัวอย่าง พลางกวาดสายตาเพื่อสบตากับทุกคนราวกับต้องการควบคุมจิตใจของผู้คนให้เชื่อในตัวเขาแต่เพียงผู้เดียวถ้วยแก้วศักดิ์สิทธิ์เป็นถ้วยแก้วกลมสีใสขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับใส่กาแฟได้ 2 ถ้วย มันเป็นถ้วยที่คว่ำลงบนผืนผ้า ทุกคนจะเข้าใจว่าวิญญาณผู้ล่วงลับจะเข้ามาสิงสู่อยู่ในถ้วยแก้วนี้“เมื่อทุกคนแตะถ้วยแก้วนี้แล้ว ผมจะให้สัญญาณว่าวิญญาณในถ้วยแก้วนั้นจะสื่อสารกับผู้ใด ผมจะบอกคิวให้กับทุกท่านเองครับ”“คนที่ผมให้สัญญาณ ขอให้ท่านเอ่ยคำถามที่ต้องการถามกับผู้ตาย จะเอ่ยออกเสียงก็ได้ หรือหลับตาแล้วถามคำถามก็ได้ เข้าใจกันนะครับ”“หลังจากถามคำถามแล้ว ให้ทุกคนช่วยกันตั้งสติและจดจ้องไปที่ถ้วยแก้วศักดิ์สิทธิ์ และปล่อยตัวเองไปตามความรู้สึก จิตวิญญาณผู้ล่วงลับจะนำพาให้เราเคลื่อนไหวไปทั่วบนผืนผ้านี้ ซึ่งผืนผ้านี้เปรียบเสมือนโลกทั้งโลกของพวกเขา ณ ขณะที่พวกเราได้อันเชิญผู้ล่วงลับเข้ามาสถิตอยู่ในถ้วยแก้วนี้ และห้ามทุกคนปล่อยมือจากถ้วยแก้วศักดิ์สิทธิ์เป็นอันขาดจนกว่าผมจะบอกเอง”ผมบรรยายขั้นตอนการประกอบพิธีเพื่อสื่อสารกับวิญญาณผู้ล่วงลับ ผ่านถ้วยแก้ว ใช่แล้ว หลังจากที่ผู้เข้าร่วมพิธีได้ถามคำถาม พวกเขาจะรอให้ถ้วยแก้ววิ่งวนไปวนมาบนผืนผ้า แล้วดูว่าไปหยุดอยู่ที่คำตอบใดที่เขียนไว้บนผืนผ้าโดยปกติจะมีคนออกแรงดันเสมอ ด้วยความอุปทานหมู่ทุกคนจะรู้สึกไปเองว่าตนเองมีแรงผลักดันลึกลับทำให้พวกเขาออกแรงดันกันไปเองโดยที่ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น มีอยู่บางครั้งเหมือนกันที่ถ้วยแก้วไม่ขยับ ผมก็จะขออาสาเอามือเข้าไปแตะด้วยและดันให้ถ้วยแก้วเคลื่อนไหว“และในระหว่างที่ยังไม่ถึงคิวเรา ขอให้ทุกคนตั้งใจฟังและส่งกำลังใจให้เพื่อนๆของเราและผู้ล่วงลับ”ทุกคนพยักหน้ารับทราบขั้นตอนต่างๆตามที่อธิบาย
    *************************
    ผมรู้ว่าในนี้มีใครบางคนที่เศร้ามาก ทั้งเศร้าและเคลือบแคลงกับความตายที่เกิดขึ้นกับคนรัก เป็นหมอกควันแห่งความรู้สึกที่พวยพุ่งมาจากชิพหลังท้ายทอยผม ความเศร้านั้นรุนแรงมาก ผมรู้ว่าเขาทั้งสิ้นหวังและโกรธแค้น และเขาก็เคลือบแคลงในตัวผมด้วย แต่จะด้วยอะไรก็ตาม ผมเป็นเหมือนคนสุดท้ายที่เขาหวังจะพึ่งพิงตามข่าวลือย่านโคมแดง“ฉันอยากรู้ว่าทำไมต้องเป็นที่ทะเลสาบนั้น” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ผู้เป็นเจ้าของความรู้สึกแสนเศร้านั้นฉางเค่อควบคุมจิตใจตนเอง แล้วท่องไปตามลำนำแห่งความทรงจำของชายผู้นั้น ลูคัส เอลความทรงจำ 800 ปีนั้นยาวนานความทรงจำที่เต็มไปด้วย “น้ำ” กลิ่นน้ำ ความสดชื่น ความเหม็นอับ รสเค็มของน้ำตา ดินที่ชุ่มด้วยน้ำจนกลายเป็นโคลนเหลวเปรอะเกรอะอยู่ท่วมร่างไร้ชีวิตใครสักคน ภาพตัดสลับ และเห็นเป็นดวงหน้าของหญิงสาวผู้หนึ่งชัดเจน พร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่ใบหน้านั้นจะจมลงสู่ทะเลสาบแห่งนั้นภาพความทรงจำของชายผู้นั้นกระเพรื่อมอยู่เต็มจิตใจของฉางเค่อ แล้วจู่ๆฉางเค่อก็น้ำตาคลอเบ้า เขาไม่ได้แสดงละคร บางครั้งการแอบเข้าไปรู้ความทรงจำของชาวบ้านมันก็เจ็บปวดแบบนี้แหละ“ทำไมถึงต้องเป็นที่ทะเลสาบอย่างนั้นน่ะหรือ … มันคือที่ๆเธอผูกพันมากที่สุด เป็นเสมือนอ้อมกอดตลอด 800 ปีที่ผ่านมา มันเป็นที่ๆเธอทั้งรักและเจ็บปวด เธอต้องการให้ความตายนั้นเป็นดังบ้านหลังสุดท้ายที่เก็บทุกเรื่องราวไว้ตลอดกาลไปกับตัวเธอ ...เธอ ชื่อ คามิลล่า เอล”ลูคัสเบิกตาโพรง ตัวชาวาบจนถึงปลายเท้า เขาไม่เคยแม้แต่เอ่ยชื่อของเธอแม้สักครั้งเดียวนับตั้งแต่คามิลล่าตายจากไปเท่าที่ฉางเค่อได้เข้าไปอยู่ในความทรงจำของลูคัส ทุกอย่างคือสถานที่เปียกแฉะ ราวกับว่าเขาอาศัยอยู่ใต้ทะเลสาบตลอดเวลา แต่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะลูคัสมีภาพจำฝังใจตอนพบคามิลล่าเป็นศพหลังจมน้ำตาย อีกทั้งทะเลสาบแห่งนั้นเป็นที่ๆพวกเขาสองคนไปด้วยกันเกือบทุกวัน ทะเลสาบแห่งนั้นเป็นสถานที่ซึ่งร้อยเรียงความสัมพันธ์ของเขาและเธอในฐานะคนรักตลอดชีวิตที่ดำเนินมา ทั้งเรื่องร้ายและดี ทั้งเสียงหัวเราะและเบาะแว้ง ล้วนกระจัดกระจายอยู่เต็มสองฝั่งทะเลสาบพวกเขารู้ดี และฉางเค่อก็รู้ดี“ทำไมเธอถึงทอดทิ้งผม เธอเคยบอกว่า ...การทอดทิ้งไม่มีจริงในโลกใบนี้…”ยังไม่ทันจะสิ้นประโยค คำพูดนึงก็ร้องดังก้องในหัวของฉางเค่อ ฉางเค่อพูดประสานเสียงไปพร้อมกับลูคัสแทบจะในทันที“ ...การทอดทิ้งไม่มีจริงในโลกใบนี้…สสารไม่เคยสูญสลาย หมุนเวียนแปรเปลี่ยนเหมือนสายน้ำในทะเลสาบทำได้แค่เพียงซ่อนตัว แต่ก็รู้ว่ายังมีอยู่”
    มันเป็นประโยคซ้ำๆที่เกิดขึ้นในความทรงจำของลูคัสกับคามิลล่าตลอดช่วงเวลา 800 ปี ราวกับว่าพวกเขาได้ค้นพบความหมายของความรักบนสายน้ำและเส้นทางของนักวิทยาศาสตร์ คามิลล่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ ฉางเค่อเห็นเธอใส่เสื้อกราวน์สีขาวสว่าง ที่หน้าอกด้านซ้ายมีตราสัญลักษณ์ของสถาบันวิจัย Neuro Bridge ปักไว้บนเสื้อกราวน์ เธอไปที่ทะเลสาบแห่งนั้นบ่อยมาก แต่ก็มีอยู่หลายครั้งที่ลูคัสแอบมองเธอหลังต้นไม้ใหญ่โดยที่คามิลล่าไม่รู้ตัว เขาเห็นเธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ก่อนจะล้วงเอาสิ่งของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อกราวน์ มันเป็นก้อนเรืองแสงสีเงินขนาดเท่ากำมือ เธอหยิบออกมาแล้วคว้างทิ้งลงทะเลสาบ แสงสว่างวาบขึ้นมาบนผิวน้ำเพียงชั่วพริบตาก่อนจะจมลึกแล้วดิ่งหายไปในน้ำลึก ก่อนที่เธอจะนั่งลงที่ริมฝั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนเขาแอบมองเธอราวกับจะแตกสลายไปพร้อมกับเสียงสะอื้นของคามิลล่าฉางเค่อนับไม่ได้เลยว่าลูคัสแอบมองเธอจากด้านหลังแบบนี้โดยที่คามิลล่าไม่เคยรู้ตัวไปสักกี่ร้อยพันครั้ง เธอโยนเหล่าก้อนเรืองแสงแบบนี้เป็นพันๆก้อนลงไปที่ทะเลสาบอย่างน่าสงสัยสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ลูคัสสงสัยมากที่สุด เป็นความทรงจำที่ลูคัสมีต่อคามิลล่าที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ ในบางครั้งหลังจากที่ลูคัสเห็นเธอโยนของลงทะเลสาบแล้วนั่งร้องไห้สักพัก ลูคัสก็จะปรากฎตัวออกไปหาเธอ พอเธอเห็นเขา เธอก็จะรีบปาดน้ำตา ทำเสมือนว่าเธอไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และลูคัสก็ไม่เคยแสดงตัวเลยสักครั้งว่าเขาเห็นเธอร้องไห้เขาถือว่านั่นคือความเคารพกันและกันของความรักคามิลล่าผู้นั้นซ่อนความลับบางอย่างไว้เป็นแน่ ความลับที่แม้แต่ชายข้างกายเธอตลอดระยะเวลา 800 ปีก็มิเคยได้ล่วงรู้
    ทุกคนในห้องต่างตกตะลึงและสะเทือนใจ มีเสียงสะอื้นไห้และทุบหัวตีอก ไม่ว่าจะโศกเศร้าจากเรื่องราวของลูคัส หรือพาให้นึกถึงผู้ล่วงลับที่ตนเองคิดถึง ผู้คนเหล่านี้ต่างสูญเสียคนรักของตัวเองไปลูคัสน้ำตาไหลอาบหน้า สัมผัสนิ้วที่แตะอยู่บนถ้วยแก้วสั่นไหว เขาแทบจะยืนไม่อยู่แล้วตอนนี้ แต่ยังคงไร้เสียงคร่ำครวญใดๆ ฉางเค่อรู้ดีว่า นั่นคือความพยายามอันมากมายเหลือเกิน ภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับเธอ คือ ร่างบวมน้ำ ผิวหนังเปื่อยยุ่ยและขาวซีด ไม่มีเค้าโครงดวงหน้าของคามิลล่าปรากฏหลงเหลืออยู่ในส่วนศีรษะนั้นเลย มีคนเก็บกู้ร่างของเธอมาได้จากทะเลสาบ ร่างนั้นนอนทาบบนชายฝั่ง ดินรอบๆเปียกน้ำจนเป็นโคลน หากไม่มีเสื้อกราวน์และสร้อยคอนั้น ก็ไม่สามารถระบุได้เลยว่านั่นคือ คามิลล่า เอล“มันเป็นการฆาตรกรรม หรือ การฆ่าตัวตาย” ลูคัสถามขึ้นมาเสียงแข็ง“เป็นการฆ่าตัวตาย”ภาพจดหมายลาตายอันเลือนลาง และย่อหน้าสุดท้ายที่หมึกสีน้ำเงินเปื้อนเลือนจนอ่านไม่ออก แต่ขอบล่างของจดหมายช่างแจ่มชัดฉางเค่อค่อยๆพูดออกมา ตามภาพความทรงจำที่ปรากฎว่า“...ลาก่อน ความรักเดียวของฉัน ...ทะเลสาบของเรา L.C.”L.C. คือชื่อย่อของทั้งคู่ Lucas and Camila ลูคัสได้ยินดังนั้นก็ปล่อยโฮออกมาทันที สติหายไปชั่วพริบตา เขาลืมกฎของพิธีกรรมไปเสียหมดสิ้น ลูคัสผละมือออกจากถ้วยแก้วฉับพลันแล้วรีบวิ่งออกไปในทันทีทุกคนในห้องนิ่งเงียบ สายตาทุกคู่จ้องมาที่ฉางเค่อ แต่ไม่มีใครกล้าเอามือออกจากถ้วยแก้ว“ขอพักสักครู่นะครับ ทุกคนสามารถพักจากพิธีกรรมได้ชั่วครู่ครับ เอามือออกได้” ฉางเค่อบอกกับทุกคนบางครั้งมันก็หนักหนาและเหนื่อยใจแบบนี้ ทางออกของปมในใจคนเราบางทีก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
    ฉางเค่อเดินหลบไปห้องข้างหลังซึ่งอยู่ติดกับห้องพิธีกรรม นั่งพักหายใจแรงไม่หยุดหย่อน จนโซอี้ต้องยกน้ำเย็นๆมาให้ดื่มดับแรงกดดันในจิตใจ สตีเฟ่นยืนกอดอกพิงประตูอยู่อีกฝั่ง พร้อมมองมายังฉางเค่อด้วยสายตาเอ็นดูเสมือนลูกชาย“นายต้องระวังและฝึกให้เยอะกว่านี้หน่อยนะ หรือไม่ก็เลิกมันซะ”การควบคุมสติแบบปัจจุบันทันด่วนในขณะที่กระแสความทรงจำโทนสีดำมืดทะลักเข้ามาพร้อมๆกันไม่ใช่เรื่องง่ายและเป็นสิ่งผิดกฎหมายขั้นรุนแรง ไม่มีใครเขาทำกัน และมันก็อันตรายด้วยอะไรที่ได้รับรู้เข้ามาแล้ว จะไม่มีทางหายไปไหน ต่อให้ถอดชิพที่ท้ายทอยออกไปแล้วก็ตามแต่เพราะฉางเค่อมีเป้าหมาย ต่อให้มันเสี่ยงขนาดไหน เขาไม่มีวันล้มเลิกกิจการนี้แน่นอน“รู้แล้วน่า ผมจะพยายามมากกว่านี้ แต่ช่วงนี้ยอมรับเลย คนที่เข้ามาในชมรมพักหลังๆมีความทรงจำที่ค่อนข้างสะเทือนใจรุนแรง”“อาจเป็นเพราะคนเยอะขึ้นหรือเปล่า หรือไม่ร่างกายของนายก็ไม่ไหวแล้วนะ ฉันก็เห็นว่านายควรเลิกได้ซะทีนะ เราไปทำอย่างอื่นก็ได้” โซอี้พูดเสริมอย่างกระตือรือร้น โซอี้อยากจะเลิกกิจการนี้เต็มทีแล้ว“แต่ฉันว่ามันก็แปลกจริงๆนั่นล่ะ แปลกตั้งแต่เคสฆ่าตัวตายที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และค่าสีความทรงจำที่ตรวจสอบได้ก็มืดมาก” สตีเฟ่นสังเกตเห็นความผิดปกติสิ่งนี้มาได้สักระยะแล้ว และเริ่มรู้สึกว่าพวกเขาอาจกำลังพาตัวเองเข้าไปสู่อันตรายบางอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้“แล้วนายเห็นไหมว่าในนี้มีปาสคาล บลูม ด้วยนะ” สตีเฟ่นยักคิ้วถามแบบไม่เอาคำตอบ ฉางเค่อต้องรู้ผ่านความทรงจำที่ทะลักเข้ามาอยู่แล้ว“ฉันว่ามันชักจะยุ่งไปกันใหญ่แล้วนะ ระดับคาร่า บลูม นี่คาดไม่ถึงจริงๆว่าลูกชายจะถ่อมาถึงนี้ บอกตรงๆ ฉันลางไม่ค่อยดี” โซอี้พูดไปเอามือกุมขมับไป “เลิกเถอะนะฉางเค่อ หากพวกเราโดนจับได้ขึ้นมา ตายแน่ๆ ขโมยความทรงจำนี่โทษหนักมากเลยนะ นายก็รู้”“เอาล่ะ ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีวันล้มเลิก คนจนบางทีมันก็จนไม่ลงหรอกนะ” ฉางเค่อลุกพรวด แล้วหยิบบุหรี่ควันทรายออกมาจุดสูบ แล้วเดินไปที่ประตูซึ่งเชื่อมไปสู่ห้องพิธีกรรม พอประตูห้องเปิด กลิ่นหอมของควันบุหรี่ก็ฟุ้งอวลเข้ามาในห้องพิธีกรรม ราวกับส่งสัญญาณสะกิดบอกให้ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมต้องหันมามองทางเดียวกัน ควันสีดำของบุหรี่ม้วนตัวลอยขึ้นสูงเหมือนหมึกดำที่หยดลงน้ำใส ก่อนที่ควันสีทรายจะเข้ามาแทนที่และกระจายหายไปในอากาศเป็นภาพพ่อหมอที่ทรงเสน่ห์เหลือเกิน ผู้เข้าร่วมชมรมทุกคนคิดแบบนั้นหลังจากผ่านเคสแรกเมื่อสักครู่ไปแล้ว ตอนนี้ ณ ที่ตรงนี้ ไม่มีใครมีจิตใจเคลือบแคลงในตัวฉางเค่ออีกต่อไป ความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกลับกลายเป็นศรัทธาหนึ่งเดียว
    “เจ้าโอเล่น้อยของข้าสบายดีไหม เป็นอย่างไรบ้าง ...ฮือ” ชายคนหนึ่งดูยากจนน่าสงสาร ถามออกมาเสียงดัง ถ้วยแก้วที่มีมือของทุกคนสัมผัสอยู่ค่อยๆเคลื่อนตามแรงผลักของใครสักคนวิ่งวนไปบนผืนผ้าแห่งคำพูดผีบอก แล้วไปหยุดอยู่ที่ประโยคว่า“พระอาทิตย์เย็นดังน้ำแข็งขั้วโลก ห่าฝนตกที่ซาฮารา”ทุกคนหยุดนึกและตีความในใจกันยกใหญ่ด้วยความฉงน ฉงนทั้งคำถาม ฉงนทั้งคำตอบว่าควรจะตีความอย่างไร บางครั้งก็มีเคสประหลาดๆเข้ามาแบบนี้ อย่างคนนี้คือคนดูแลม้า เจ้าโอเล่คือม้ารักที่เขาดูแลมาเป็นเวลาร้อยกว่าปี มันเป็นม้าของพวกคนรวย ตบแต่งด้วยส่วนเสริมและยายืดชีวิต จากม้าธรรมดาๆก็กลายเป็นซูเปอร์ม้าฉางเค่อไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จะให้แกล้งสวมรอยเป็นจิตวิญญาณม้ามาตอบคำถามงั้นรึ นี่มันบ้าอะไรกัน “หมายความว่า ตอนนี้โอเล่กำลังทุกข์ทรมานกับความวิปริตในปรโลกใช่ไหมครับอาจารย์ !”ชายคนนั้นยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่อาจกลบเสียงหัวเราะในลำคอนิดๆของปาสคาลได้ปาสคาลมองหน้าฉางเค่อด้วยสายตาลุกวาวอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ก็อดขำไม่ได้ฉางเค่อรู้สึกเกร็งหน่อยๆ แต่ก็ตอบออกไปเพื่อบรรเทาทุกข์ “ร้ายกลับกลายเป็นดี ดีกลับกลายเป็นร้าย การตายของม้าท่าน ถือเป็นเรื่องเศร้าเสียหาย แต่จริงๆคือเรื่องดี” พยายามตอบให้เข้ากับประโยคนั้นให้มากที่สุด“มันจะดีได้ยังไง ผมไม่เข้าใจครับอาจารย์” “ม้าที่ท่านเลี้ยงเป็นม้าป่าใช่หรือไม่” ฉางเค่อถาม“ใช่แล้วครับ เป็นม้าป่าหายาก คนเล่นม้าชอบสะสม”“ป่าคือธรรมชาติ ปกติม้ามีอายุยืนเป็นร้อยปีหรือไม่”“ไม่ถึงครับ”“แต่เพราะโลกดัดแปลงของมนุษย์ผู้ห่างไกลจากพระเจ้าและธรรมชาติไงเล่า ม้าท่านจึงมีอายุเกินเป็นร้อยปี และม้าป่าคือธรรมชาติโดยแท้ การตายของโอเล่ แม้ดูเป็นเรื่องเสียหาย แต่จริงๆคือเรื่องดี เป็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติตามที่ควรจะเป็น”ชายคนนั้นมือสั่นระริกแต่ก็ยังไม่ถอนมือออกไปจากถ้วยแก้ว เขาปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด เขาสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด ก่อนโค้งคำนับฉางเค่อโดยไม่ยอมปล่อยมือออกจากถ้วยแก้ว“เข้าใจแล้วครับผม ขอบคุณมากจริงๆ”ฉางเค่อเห็นท่าทางกิริยาอันลำบากของชายเลี้ยงม้า เลยบอกให้ทุกคนเอามือออกจากถ้วยแก้วได้ พลันเสียงปรบมือก็ดังขึ้น ทุกคนในห้องต่างพากันยินดีกับชายเลี้ยงม้า เหมือนคนหนึ่งได้ปลดเปลื้องความทุกข์ออกไปหนึ่งเปลาะท่ามกลางชีวิตที่ยาวนาน การช่วยปลดล็อกปมในใจผู้ทุกข์ทน แม้เป็นเรื่องโกหกก็ควรทำมิใช่หรือ ควรเรียกว่า “ความดี” ด้วยซ้ำไป ฉางเค่อไม่เคยผลักไสผู้ทุกข์ทน ไม่เคยจนมุมกับคำถามผู้พลัดพราก เขามักจะตอบคำถามของผู้เข้าร่วมชมรมด้วยความนุ่มนวลประโลมใจ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการแห่งความพลัดพราก

    ผ่านไปคนแล้วคนเล่า เรื่องยากบ้าง ง่ายบ้าง ฉางเค่อก็บรรเลงเพลงหมอผีประจำชมรมไปตามเรื่อง จนถึงคนสุดท้าย ปาสคาล บลูม เคสที่ฉางเค่อไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเอาเสียเลยพอถึงตาของปาสคาล จากดวงตาที่จับจ้องลุกวาวอยู่ตลอดเวลาในขณะนั่งชมเรื่องราวของผู้อื่น พลันกลับกลายเป็นแววตาที่นิ่งเฉยเย็นยะเยือก ไม่สามารถบอกได้ว่าเขารู้สึกอย่างไร“ใครเป็นคนฆ่าคุณแม่ คาร่า บลูม ครับ”ปาสคาล เงยหน้าขึ้นมองฉางเค่อ ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง ทุกคนผละมือออกจากถ้วยแก้วศักดิ์สิทธิ์ เขยิบตัวถอยหลังให้ห่างจากรัศมีโต๊ะกลม ตอนนี้บนถ้วยแก้วมีแค่สัมผัสนิ้วของปาสคาลเพียงคนเดียวเท่านั้นทุกคนในห้องต่างรู้จักดีว่า ปาสคาล บลูม คือใคร ลูกชายเพียงคนเดียวของคาร่า ผู้เป็นทายาทหนึ่งเดียวของอภิมหาอาณาจักรบลูมมิ่งซัน จะด้วยอำนาจหรือคดีดังก็แล้วแต่ ธรรมชาติจะผลักคนธรรมดาออกจากผู้มีอิทธิพลเสมอ“นั่นท่านปาสคาลเชียวนะ”   “คาร่า บลูม ฆ่าตัวตายไม่ใช่หรือ ทำไมถึงถามแบบนั้น”“นี่มันเรื่องใหญ่เชียวนะ หากเป็นการฆาตรกรรมจริงๆ”“ปาสคาลมาที่แบบนี้ด้วยหรือนี่ ชมรมแห่งนี้คือที่พึ่งที่แท้จริง”“เหลือเชื่อจริงๆ พวกเราได้ท่องโลกวิญญาณไปพร้อมกับปาสคาล” ฯลฯเสียงผู้คนเริ่มซุบซิบ ความเศร้าส่วนตัวหายไปชั่วขณะฉางเค่อจ้องมองปาสคาลตาไม่กระพริบ เวลานั้นช่างยาวนานในหัวของฉางเค่อรีบประมวลผลความทรงจำของปาสคาล ราวกับนาฬิกากำลังเดินถอยหลังห่างออกไปจากที่นี่ ห่างไกลเหลือเกิน ห่างไป 800 ปี…800 ปี อีกแล้วเป็น 800 ปีที่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายในตระกูลบลูม (โปรดติดตามตอนต่อไป)