แม้คำพูดจะฟังดูทะแม่ง ๆ แต่ศิษย์น้องเล็กย่อมไม่คิดร้ายต่อเขาแน่นอน เซียวหลีลั่วจึงพยักหน้าอย่างมีความสุข "ข้าจะฟังเ้า"
ในขณะที่สองศิษย์พี่ศิษย์น้องกำลังคุยกัน เซิ่งหรูเยว่ก็เดินสำรวจรอบ ๆ รังเฟิ่งหวงแต่กลับไม่พบไข่เฟิ่งหวงสักใบเลย ทว่าเมื่อมองไปที่ขนเฟิ่งหวงที่กองอยู่แทบเท้าเซิ่งซี นางก็รู้ว่าข้อมูลของนางไม่ผิดแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะถามเซิ่งซีว่า "ของที่อยู่ที่นี่ล่ะ?"
เซิ่งซีลูบกำไลลูกปัดหยกแก้วที่ข้อมือโดยสัญชาตญาณ
ในนิยายต้นฉบับ หลังจากเซิ่งหรูเยว่ได้ไข่เฟิ่งหวงไปไม่นาน กำไลลูกปัดเส้นนี้ก็ไปปรากฏอยู่ที่ข้อมือของนาง นั่นหมายความว่าเซิ่งหรูเยว่รู้ความลับบางอย่างของไข่เฟิ่งหวงใบนี้
เซิ่งซีอ่านนิยายมาไม่ละเอียดนัก จึงมีรายละเอียดหลายอย่างที่นางจำไม่ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้นางมีท่านพ่อเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง เื่บางเื่นางก็ต้องทำให้กระจ่าง
"ท่านหมายถึงไข่เฟิ่งหวงที่อยู่ที่นี่น่ะหรือเ้าคะ?"
เซิ่งหรูเยว่หน้าถอดสี "เ้ารู้รึ? เ้าเอามันไปแล้วใช่หรือไม่?"
"ใช่เ้าค่ะ ก็ใครดีใครได้นี่นา" เซิ่งซียิ้มให้นางแล้วดีดนิ้วทีหนึ่ง รังเฟิ่งหวงใต้เท้าของทั้งสามคนก็พลันหายวับไปทันที
เซิ่งหรูเยว่ไม่ทันตั้งตัวจนเกือบจะร่วงลงไป นางรีบใช้ศาสตราวิเศษประคองตัวไว้ เมื่อเห็นต้นอู๋ถงที่ว่างเปล่าก็ตระหนักได้ว่าเซิ่งซีเก็บรังเฟิ่งหวงไปแล้ว สีหน้าของนางยิ่งย่ำแย่ลงและเริ่มมีความคิดที่จะแย่งชิง
ทว่ามีเซียวหลีลั่วอยู่ด้วย นางย่อมไม่มีทางแย่งได้แน่ เซิ่งหรูเยว่จึงได้แต่ฝืนยิ้มแล้วบอกกับเซิ่งซีว่า "เสี่ยวซี ของสิ่งนี้มีอันตรายแฝงอยู่มาก ให้พี่ช่วยจัดการแทนเ้าจะดีกว่านะ"
"อันตรายอะไรหรือเ้าคะ?" เซิ่งซีลากเสียงถาม
เซิ่งหรูเยว่เม้มปาก ลังเลอยู่นานก่อนจะพูดว่า "นั่นไม่ใช่ไข่เฟิ่งหวงจริง ๆ หรอก แต่มันคือไข่ของสัตว์อสูรา หากมันฟักออกมา จะนำพาภัยพิบัติมาสู่แดนิญญาตงหนานทั้งหมด"
เซิ่งซีที่เพิ่งออกมาจากไข่ใบนั้น "..."
ปลาเค็มนี่นับเป็สัตว์ร้ายาด้วยหรือ?
"เสี่ยวซี ส่งของมาให้พี่เถอะ พี่ไม่อาจปล่อยให้เ้าเผชิญอันตรายได้" เซิ่งหรูเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ราวกับพร้อมจะสละชีพเพื่อคุณธรรม
"ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ อย่างไรเสียข้าที่เป็เพียงขั้นรวบรวมปราณก็คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จะตายก็ตายไปสิเ้าคะ" เซิ่งซีโบกมือลา แล้วดึงมือเซียวหลีลั่วเดินจากไป
เซิ่งหรูเยว่ตั้งท่าจะตามไป แต่ก็ถูกเซียวหลีลั่วใช้เจตจำนงกระบี่เตือนไว้ จนต้องจำใจหยุดอยู่กับที่
"ศิษย์น้อง อย่าไปฟังนางนะ นางอาจจะแค่อยากหลอกเอาไข่เฟิ่งหวงของเ้าก็ได้ ตลอดทางมานี้นางไม่ทำอะไรเลย เอาแต่ใช้สมองวางแผนจะหลอกเอาของรางวัลจากข้าอย่างเดียว"
แม้เซียวหลีลั่วจะตั้งใจลดเสียงลงแล้ว แต่เซิ่งหรูเยว่ก็ยังได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำจนใบหน้าเขียวคล้ำ
ที่ผ่านมาไม่ว่านาง้าสิ่งใด ยังไม่ทันอ้าปาก ก็จะมีคนนำของสิ่งนั้นมามอบให้ถึงที่ นี่เป็ครั้งแรกที่นางถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้
ของพวกนั้นเดิมทีควรจะเป็ของนาง เซิ่งซีกล้าดียังไงมาแย่งไปจากนาง!
ป้ายหยกที่เอวของนางส่องประกาย แสดงว่ามีคนในสำนักอยู่ใกล้ ๆ เซิ่งหรูเยว่เผยสีหน้าดีใจและรีบจุดพลุสัญญาณทันที
เพียงครู่เดียว พวกเซวียเฟยเฉินก็รีบรุดมาถึง
เมื่อเห็นเซิ่งหรูเยว่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ หลี่เหยียนรุ่ยก็รีบถาม "ศิษย์น้อง เกิดอะไรขึ้น?"
เซิ่งหรูเยว่เช็ดน้ำตาแล้วเล่าเื่ราวที่พบเจอระหว่างทางอย่างตะกุกตะกัก ทำเอาหลี่เหยียนรุ่ยถึงกับกัดฟันกรอด "เ้าหมีนั่นกล้าโอหังขนาดนี้เชียว! ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราจะปล่อยมันไปไม่ได้นะขอรับ!"
เซวียเฟยเฉินเองก็โกรธจัด แต่เขาเคยประมือกับเซียวหลีลั่วมาแล้ว จึงรู้ดีว่าเ้านั่นไม่ใช่พวกที่จะเคี้ยวได้ง่าย ๆ หากวู่วามเข้าไปย่อมมีแต่จะเสียเปรียบ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็มองไปยังผู้ฝึกตนวิถียันต์ในกลุ่ม
...
ตามที่บันทึกไว้ในนิยายต้นฉบับ ระหว่างทางที่เซิ่งหรูเยว่และเซียวหลีลั่วมุ่งหน้าไปยังรังเฟิ่งหวง พวกเขาควรจะได้พบใบไม้ไร้ลักษณ์แล้ว
แต่เพราะการทะลุมิติมาของเซิ่งซี ทำให้เซียวหลีลั่วมัวแต่รีบตามหานาง จึงเลี่ยงพื้นที่หลายแห่งที่ควรจะไปตามเนื้อเื่เดิม ทำให้ยังไม่พบใบไม้ไร้ลักษณ์
เซิ่งซีจึงต้องพาเซียวหลีลั่วย้อนกลับไปหา ทั้งคู่ทำตัวเหมือนคนที่กำลังจะถูกตรวจความสะอาดของห้องพัก กวาดใบไม้แห้งทุกใบที่ขวางหน้าลงในถุงวิเศษจนเกลี้ยง
ความขยันระดับนี้ ทำเอาเซิ่งซีอยากจะมอบเกียรติบัตรให้ตัวเองเลยทีเดียว
ทว่าเวลาผ่านไปสองวัน พวกเขาก็ยังไม่พบใบไม้ไร้ลักษณ์ แต่กลับได้พบกับเวินเจ๋อิและลวี่เสี่ยงที่พลัดหลงกันแทน
ทั้งสองคนต่างก็เผชิญอันตรายมาระหว่างทางไม่น้อย แม้แต่ศิลาชิงจินที่ลวี่เสี่ยงอุตส่าห์หามาได้ด้วยความลำบากก็ถูกเซวียเฟยเฉินแย่งชิงไป
ในตอนกลางคืน สี่ศิษย์พี่ศิษย์น้องจุดกองไฟนั่งล้อมวงปรึกษาหารือกันถึงทิศทางที่จะค้นหาต่อไป
หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาเก็บใบไม้แห้งเกือบทั้งหมดที่หาได้ในแดนลับมาแล้ว แต่หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดกลับพบว่าไม่มีใบไม้ไร้ลักษณ์เลยแม้แต่ใบเดียว
ลวี่เสี่ยงเอามือกุมหน้าด้วยความกลัดกลุ้ม "ใบไม้ไร้ลักษณ์นี่หายากเกินไปแล้ว ท่านอาจารย์จะเอาของสิ่งนี้ไปทำอะไรกันนะ?"
เวินเจ๋อิครุ่นคิด "จริง ๆ แล้วใบไม้ไร้ลักษณ์ถือเป็ของวิเศษในตำนาน ว่ากันว่ามันสามารถเพิ่มอายุขัยได้"
หากจะพูดให้ถูกคือ มันสามารถทำให้ผู้ใช้ทำพันธสัญญากับคนอีกคนหนึ่งเพื่อควบคุมอายุขัยของคนทั้งสองได้ ในนิยายต้นฉบับ หลังจากเซิ่งหรูเยว่ได้ของสิ่งนี้ไป นางก็ใช้วิชาที่ต้องแลกด้วยอายุขัยอย่างไม่เสียดาย เพราะอย่างไรเสียนางก็มีสุนัขเลียมากมายที่ยินดีมอบอายุขัยของตัวเองให้นาง
จิ้งเฉินหยวนจวิน้าของสิ่งนี้ หรือเป็เพราะเขารู้สึกว่าอายุขัยของตัวเองใกล้จะหมดลงแล้ว?
เซียวหลีลั่วและลวี่เสี่ยงต่างก็นึกถึงความเป็ไปได้นี้ จึงมองเวินเจ๋อิด้วยความกังวล "ศิษย์พี่รอง ท่านอาจารย์เขา..."
"ข้าไม่รู้" เวินเจ๋อิส่ายหน้า สีหน้าก็ดูไม่สู้ดีเช่นกัน "ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกอะไร พวกเราอย่าเพิ่งคิดไปไกลเลย รีบหาของให้เจอก่อนเถอะ"
"ไม่อยู่เฉยแล้ว ข้าจะไปหาเดี๋ยวนี้เลย" เซียวหลีลั่วลุกพรวดขึ้นมาด้วยใจที่ฮึกเหิม
ผลึกหินส่องสว่างลอยอยู่รอบตัวคนทั้งสี่ แต่ละคนต่างร่ายเคล็ดวิชาธาตุลมเพื่อกวาดใบไม้แห้งบนพื้นรวบรวมมาไว้ด้วยกัน
เซิ่งซีค้นหาใบไม้ไร้ลักษณ์ไปพลาง พลางคิดถึงอีกเื่หนึ่งด้วย
ในเมื่อเซิ่งหรูเยว่รู้เื่ไข่เฟิ่งหวง นางก็น่าจะรู้เื่ใบไม้ไร้ลักษณ์ด้วย ไม่อย่างนั้นในนิยายต้นฉบับนางคงไม่มีโอกาสหลอกเอาใบไม้ไร้ลักษณ์ไปจากมือเซียวหลีลั่วได้
เซิ่งซีรู้สึกเหมือนตัวเองพลาดสิ่งสำคัญบางอย่างไป แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก จึงตัดสินใจว่าจะไปลองหยั่งเชิงเซิ่งหรูเยว่อีกสักรอบ
ขณะที่นางกำลังจะบอกแผนการนี้กับเวินเจ๋อิ เวินเจ๋อิก็คว้าตัวนางไว้อย่างกะทันหัน ลวี่เสี่ยงรีบหยิบศาสตราป้องกันออกมากางกั้นพวกเขาไว้ทันที ส่วนเซียวหลีลั่วก็ชักกระบี่ขึ้นมาตั้งท่ารอที่หน้ากลุ่ม
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ใต้เท้าของพวกเขาก็พลันปรากฏแสงสีน้ำเงินเขียวสว่างวาบ อักขระนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกมา เกิดเป็ค่ายกลหนึ่งที่กักขังพวกเขาไว้ภายใน
พวกเซวียเฟยเฉินเดินออกมาจากมุมมืด พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่หาได้ยาก "พบกันอีกแล้วนะ"
เขากวาดสายตามองพวกศิษย์พี่ทั้งสาม แล้วไปหยุดที่เซิ่งซี "คืนของของหรูเยว่มาให้นางซะ"
"ท่านก็คืนศิลาชิงจินของศิษย์พี่สี่ข้ามาก่อนสิเ้าคะ" เซิ่งซีบอก
หลี่เหยียนรุ่ยตอบทันควัน "เขารักษามันไว้ไม่ได้เอง จะไปโทษใครได้?"
"งั้นในเมื่อเซิ่งหรูเยว่รักษามันไว้ไม่ได้เอง พวกท่านยังมีหน้ามาทวงจากข้าอีกหรือเ้าคะ? ยิ่งไปกว่านั้น ของพวกนี้มือของนางยังไม่เคยได้แตะเลยด้วยซ้ำ จะนับว่าเป็ของนางได้อย่างไร?" เซิ่งซีถาม
เพื่อให้ได้ไข่เฟิ่งหวงมา เซิ่งหรูเยว่จึงตัดทอนรายละเอียดบางส่วนตอนเล่าเื่ให้พวกเซวียเฟยเฉินฟัง และแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเลือกที่จะเชื่อเซิ่งหรูเยว่ และไม่สนใจคำพูดของเซิ่งซีเลยแม้แต่น้อย
เซวียเฟยเฉินจ้องมองเซิ่งซีด้วยสายตาหนักอึ้ง "เซิ่งซี ข้าเตือนเ้าให้รู้จักที่ต่ำที่สูง นี่คือค่ายกลสังหารใจ ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนวิถียันต์ขั้นแก่นพลังทองคำก็ไม่อาจทำลายได้ง่าย ๆ ตอนนี้พลังสังหารใจได้เริ่มทำงานแล้ว เ้ามีระดับพลังต่ำที่สุด หากเวลาผ่านไปนานเข้า เ้าจะเป็คนแรกที่ทนไม่ไหว"
เซิ่งหรูเยว่แสร้งทำเป็ห่วงและเกลี้ยกล่อม "เสี่ยวซี อย่าเอาแต่ใจเลยนะ พวกพี่ไม่ได้อยากทำร้ายเ้า แค่อยากได้ของที่เป็ของพวกเราคืนเท่านั้นเอง"
เซียวหลีลั่วแค่นเสียงเหอะ "ไร้ยางอาย สัตว์อสูรพวกนั้นข้าเป็คนฆ่ามาอย่างยากลำบากเพื่อมอบให้ศิษย์น้องเล็กของข้า มันเกี่ยวอะไรกับเ้า?"
เขาเดินออกจากขอบเขตการป้องกันของลวี่เสี่ยง แล้วเหวี่ยงกระบี่ฟาดเข้าใส่ค่ายกลทันที
ค่ายกลสังหารใจสั่นะเืเล็กน้อย ก่อนที่มันจะทำงานเร็วขึ้นจนเซียวหลีลั่วรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจราวกับถูกหมื่นศรทิ่มแทง เขาจึงต้องรีบถอยกลับเข้ามาในเขตป้องกัน
หลี่เหยียนรุ่ยเผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ "หากไม่อาจถอนค่ายกลสังหารใจได้ในครั้งเดียว ทุกครั้งที่พยายามถอนหรือโจมตีก็จะยิ่งเป็การเพิ่มพลังให้ค่ายกล ตอนนี้พวกเ้าเหลือเวลาไม่มากแล้วล่ะ"
พูดไม่ทันขาดคำ ศาสตราป้องกันของลวี่เสี่ยงก็ถูกค่ายกลทำลายลง เขาจึงรีบหยิบศาสตราวิเศษชิ้นที่สองออกมาคุ้มครองศิษย์พี่ศิษย์น้องไว้อีกครั้ง
หลี่เหยียนรุ่ยยิ่งได้ใจ "ไม่มีความจำเป็ต้องเอาชีวิตมาทิ้งเพราะของนอกกายหรอก ส่งมอบของออกมาแต่โดยดีเถอะ จะได้ไม่ต้องทรมาน ไม่อย่างนั้นรอให้พวกเ้าตายอยู่ข้างใน พวกเราเข้าไปเก็บถุงวิเศษเองก็มีค่าเท่ากันอยู่ดี"
สี่ศิษย์พี่ศิษย์น้องพากันแค่นเสียงหัวเราะเ็าออกมาพร้อมกัน ขนาดขั้นแปรเทวะยังปลิดชีพพวกเขาในครั้งเดียวไม่ได้ แล้วไอ้ค่ายกลพรรค์นี้มันจะไปทำอะไรได้?
หลี่เหยียนรุ่ยถูกหัวเราะใส่จนรู้สึกขนลุก "หรือว่าไม่ใช่? รสชาติของการถูกสังหารใจมันไม่น่าอภิรมย์หรอกนะ"
"ขยะ" เซิ่งซีเดินออกจากค่ายกลป้องกันของลวี่เสี่ยงด้วยสีหน้าดูแคลน กำไลลูกปัดเฟิ่งหวงที่ข้อมือของนางแผ่ไออุ่นออกมา ช่วยปัดเป่าพลังโจมตีจากค่ายกลสังหารใจออกไปจนหมดสิ้น
เซวียเฟยเฉินขมวดคิ้ว "เซิ่งซี ค่ายกลสังหารใจสามารถฆ่าผู้ฝึกตนขั้นแก่นพลังทองคำได้ง่าย ๆ เ้าเป็แค่ขั้นรวบรวมปราณระดับสอง อย่ารนหาที่ตายเลย"
"ข้าจะเป็คนสังหารใจเองเ้าค่ะ" เซิ่งซียิ้มให้เขา ก่อนจะชักกระบี่ออกมา
เคล็ดวิชาชิงชางที่โคจรอย่างบ้าคลั่งอยู่ในร่างมานานราวกับได้พบทางระบาย จึงพรั่งพรูออกมาในทันที
พลังิญญามหาศาลทะลักออกมาจากคมกระบี่ พร้อมกับเสียงร้องกังวานของเฟิ่งหวง จุดศูนย์กลางค่ายกลถูกทำลายจนแหลกลาญ ค่ายกลทั้งหมดดูเหมือนจะถูกกดปุ่มย้อนกลับ และหายวับไปอย่างรวดเร็ว
เซวียเฟยเฉินถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ทั้งที่แม้แต่ขั้นแก่นพลังทองคำก็ยังไม่อาจฝืนทำลายค่ายกลสังหารใจได้ด้วยกำลัง แต่ทำไมเซิ่งซีที่เป็เพียงขั้นรวบรวมปราณระดับสอง ถึงสามารถทำลายมันได้ด้วยกระบี่เดียว?
ในชั่วขณะนี้ ดูเหมือนคนที่ถูกสังหารใจ จะกลับกลายเป็พวกเขาเสียเอง