"ไอ้สุนัขตัวไหน... มันบังอาจกล้าลงมือทำร้ายศิษย์เพียงคนเดียวของข้า!!!"
เสียงตวาดแหบพร่าทว่าดุดันก้องกังวาลราวกับเสียงคำรามของัโบราณ คลื่นเสียงนั้นแฝงไปด้วยแรงกดดันระดับ 'ิญญาก่อกำเนิด' ที่หนักอึ้งดุจขุนเขาทั้งสิบลูกร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า มันบดขยี้พลังฝ่ามือแดนแกนทองคำของผู้าุโคุมสอบจนแตกสลายกลายเป็เพียงเศษละอองปราณในพริบตา!
ทุกคนในลานกว้างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นขาดกะรุ่งกะริ่ง มือหนึ่งถือขวดน้ำเต้าสุรา ค่อย ๆ ลอยตัวลงมาจากหมู่เมฆเบื้องบนและหยุดยืนตระหง่านอยู่เหนือศีรษะของเยี่ยเฟยิ
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของตาเฒ่าอู๋มู่จะดูเหมือนขอทานขี้เมา ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับทำให้ผู้าุโทุกคนบนอัฒจันทร์ต้องตัวสั่นงันงก!
"ทะ... ท่านผู้าุโสูงสุดอู๋มู่!" ผู้าุโคุมสอบผู้เป็อาจารย์ของคุณชายหานหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลงกับพื้นหินอ่อน ทว่ามันยังคงกัดฟันพยายามแก้ต่างให้ตนเอง "ตะ... แต่ว่าศิษย์ของท่านลงมือทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักอย่างโเี้! มันลบหลู่กฎเกณฑ์และทำลายความสงบของงานสอบจัดลำดับ ข้าน้อยในฐานะผู้คุมสอบจึงต้องลงโทษ—"
"หุบปาก!!" อู๋มู่ตวาดสวนกลับเสียงฟ้าฟาดจนผู้าุโคนนั้นกระอักเืออกมาคำโต "กฎเกณฑ์งั้นรึ? ตอนที่ศิษย์สวะของแกรุมซ้อมสหายของศิษย์ข้า ทำไมแกไม่แหกตาดูและเอาคอขวดสุราไปยัดปากพวกมันบ้าง! ศิษย์ของข้าก็แค่ลงมือสั่งสอนหมาลอบกัดแทนแกก็เท่านั้น... หรือแกมีปัญหา?!"
ผู้าุโคุมสอบกัดริมฝีปากแน่นจนเืซึม ความอับอายและเคียดแค้นพุ่งทะลุปรอท ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับตัวตนที่อยู่เหนือกว่ามันถึงสองมหาระดับ มันจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าหลบสายตาและกลืนความอัปยศลงคอ
อู๋มู่แค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะหันขวับไปมองยังที่นั่งสูงสุดบนอัฒจันทร์ ซึ่งเป็ที่ประทับของบุรุษวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและสวมมงกุฎหยก... 'เ้าสำนักวายุคราม'
"หากการสอบยังไม่เสร็จ ก็ดำเนินการต่อซะ!" อู๋มู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่บีบคั้น "ข้าจะนั่งดูอยู่ตรงนี้... คงไม่มีใครว่าอะไรใช่ไหม?"
เ้าสำนักวายุครามชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเจื่อน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่เขาจะทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับอย่างสุภาพ "เชิญท่านผู้าุโอู๋มู่ตามสบายขอรับ"
ภาพเ้าสำนักที่ต้องยอมก้มหัวให้ตาแก่ขี้เมา ทำให้ศิษย์ใหม่หลายคนตกตะลึง ทว่าสำหรับศิษย์เก่าและผู้าุโระดับสูง พวกเขารู้ดีว่าความจริงแล้ว 'ทุกสำนักเซียนระดับกลาง' จำเป็ต้องมีตัวตนระดับบรรพจารย์ที่บรรลุแดนิญญาก่อกำเนิดคอยนั่งแท่นเป็เสาหลัก ทว่าัเฒ่าอู๋มู่ผู้นี้รักความสันโดษและี้เีรับภาระปกป้องสำนัก จึงปฏิเสธตำแหน่งบรรพจารย์มาโดยตลอด
แต่ถึงกระนั้น ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาก็ไม่มีผู้าุโคนใดก้าวข้ามแดนแกนทองคำไปเทียบรัศมีเขาได้เลย จึงไม่มีใครกล้านั่งตำแหน่งบรรพจารย์นั้น และด้วยความที่มี 'ตัวตนระดับัหลับ' อย่างอู๋มู่สถิตอยู่ที่นี่ สำนักเซียนระดับสูงจากเขตดาว อื่น ๆ จึงเกรงใจและไม่กล้ายื่นมือเข้ามาก้าวก่ายหรือรุกรานสำนักวายุครามเลยแม้แต่ครั้งเดียว!
เมื่อเห็นเ้าสำนักพยักหน้า ผู้าุโคุมสอบที่เคยหยิ่งยโสก็จำต้องลุกขึ้น กัดฟันแน่นเดินกลับไปนั่งที่ของตนด้วยสภาพดูไม่จืด
"ไปไอ้หนู ตามข้ามา" อู๋มู่กระดกสุราดื่ม ลวก ๆ ก่อนจะเดินโซเซนำเฟยิขึ้นไปบนอัฒจันทร์
ชายชราและชายหนุ่มในชุดคลุมเซียนสีขาวขลิบฟ้าคราม ก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ใน 'ชั้นสูงสุด' ซึ่งเป็ระดับเดียวกับเ้าสำนักและศิษย์สายตรงสองลำดับแรก!
ศิษย์อันดับหนึ่งและสองที่นั่งอยู่ไม่ไกล ปรายตามองเฟยิด้วยท่าทีไม่เป็มิตรนัก พวกเขาคืออัจฉริยะที่ถูกฟูมฟักมาอย่างดี การที่จู่ ๆ มีศิษย์จากยอดเขาทรุดโทรมขึ้นมานั่งตีเสมอ ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกถูกหยามเกียรติ ทว่าทั้งสองก็ทำได้เพียงเบือนหน้าหนีและหันไปสนใจลานประลองเบื้องล่างแทน
เฟยิไม่ได้ใส่ใจสายตาไร้สาระเ่าั้ ชายหนุ่มกวาดสายตามองลงไปยังลานหินอ่อนเบื้องล่าง และไปสะดุดเข้ากับ 'หลี่เทียน' ที่ยังคงยืนตัวเกร็งอยู่ท่ามกลางฝูงชน เฟยิพยักหน้าและส่งสายตาเป็สัญญาณว่า 'ขึ้นมายืนข้าง ๆ ข้าสิ'
หลี่เทียนกลืนน้ำลายเอื๊อก ส่ายหน้ารัว ๆ ด้วยความประหม่า ให้ปุถุชนอย่างเขาขึ้นไปยืนบนอัฒจันทร์ชั้นเดียวกับเ้าสำนักเนี่ยนะ? ขืนก้าวขึ้นไปมีหวังโดนสายตาผู้าุโคน อื่น ๆ ถลกหนังแน่!
เฟยิเห็นสหายยืนตัวแข็งทื่อ จึงหันไปหาอาจารย์ของตน "ท่านอาจารย์..."
ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดจบ อู๋มู่ที่หลับตาพิงเก้าอี้อยู่ก็โบกมือปัด ลวก ๆ คล้ายรู้ทัน "จะทำอะไรก็ทำ อย่าให้กวนเวลานอนข้าก็พอ"
เฟยิแย้มยิ้มมุมปาก เขาพยักหน้าขอบคุณ ก่อนจะใช้วิชาย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์ พุ่งทะยานลงไปที่ลานหินอ่อนเบื้องล่าง คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของหลี่เทียน แล้วกอดคอลากสหายรักเหาะเหินขึ้นมาบนอัฒจันทร์ระดับวีไอพีหน้าตาเฉย!
"เฮ้ย ๆ ! เฟยิ! ข้าเป็แค่ศิษย์สายในนะโว้ยยย!" หลี่เทียนร้องลั่นพยายามขัดขืน แต่แรงของแดนเปิดชีพจรก็ลากเขาขึ้นมายืนเคียงข้างได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งลานประลอง ทว่าเมื่อเห็นตาเฒ่าอู๋มู่นอนกรนอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่มีผู้าุโคนไหนกล้าเปิดปากด่าแม้แต่คนเดียว
การทดสอบดำเนินต่อไปจนกระทั่งเสร็จสิ้นลงในยามบ่าย มีทั้งศิษย์ที่ผิดหวังเดินคอตก และศิษย์ที่สมหวังดีใจจนน้ำตาไหล เพราะเพียงแค่สามารถฝ่าฟันผ่านการประเมินในรอบแรกไปได้ พวกเขาก็จะได้รับสิทธิ์อันล้ำค่า นั่นคือการเข้าไปเลือกสรรวิชาใน "หอตำรา ชั้นพรตหนึ่ง" ซึ่งเต็มไปด้วยคัมภีร์วิชาหายากที่ไม่อาจหาได้จากโลกภายนอก!
เมื่องานเลิกรา ผู้คนเริ่มแยกย้ายกันไปตามยอดเขาของตน คุณชายหานที่บัดนี้หน้าปูดบวมดุจหัวหมู ฟันหลุดไปหลายซี่ ถูกอาจารย์ของมันพยุงร่าง (และกึ่งลากกึ่งถู) กลับไปยังยอดเขาด้วยสภาพที่อนาถและดูไม่จืดที่สุด
ในขณะที่หลี่เทียนกำลังประสานมือเตรียมจะกล่าวลาเฟยิและผู้าุโอู๋มู่เพื่อกลับไปยังที่พักศิษย์สายในนั้นเอง...
"ช้าก่อน สหายน้อย"
น้ำเสียงทุ้มลึกและแฝงไปด้วยกลิ่นอายหอมหวนของสมุนไพรดังขึ้น ชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมสีเขียวมรกต ผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบและรอยยิ้มใจดี เดินแหวกฝูงชนเข้ามาหาพวกเขา... เขาคือ 'ผู้าุโซูหยวน' แห่งยอดเขาโอสถ!
ผู้าุโซูหยวนประสานมือทักทายอู๋มู่พอเป็พิธี ก่อนจะหันมามองหลี่เทียนั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเป็ประกาย
"หลี่เทียนใช่หรือไม่? เป็เพียงศิษย์สายในที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงครึ่งปี แถมไม่มีทรัพยากรหนุนหลัง แต่กลับสามารถเคี่ยวกรำตนเองจนผ่านรอบแรกมาได้ในลำดับที่ 18... พร์และความมุมานะของเ้า ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก" ผู้าุโซูหยวนลูบเคราขาวของตน "ไอ้หนู... เ้าสนใจจะมาเรียนรู้ 'วิชาการหลอมปรุงยา' ที่ยอดเขาโอสถของข้าหรือไม่?"
สิ้นคำชวน เยี่ยเฟยิและหลี่เทียนถึงกับชะงัก นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่! การถูกผู้าุโระดับสูงเอ่ยปากชวนเข้ายอดเขาโดยตรง เป็วาสนาที่ศิษย์นับหมื่นใฝ่ฝันหา!
เฟยิตั้งสติได้ก่อน เขายิ้มกว้างและหันไปสะกิดแขนสหายที่ยังคงยืนอ้าปากค้าง "เฮ้... ิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้วหรือไง?"
หลี่เทียนสะดุ้งสุดตัว ได้สติกลับมา ทว่าบนใบหน้าของเขากลับปรากฏความลังเล "เอ่อ... ขอบพระคุณท่านผู้าุโที่เมตตา ทว่า... เป้าหมายของข้าคือการแสวงหาความแข็งแกร่งในเส้นทาง 'สายต่อสู้' เพื่อกลับไปทวงความยุติธรรมให้ครอบครัว ข้าเกรงว่าวิถีแห่งเตาหลอมและสมุนไพร อาจจะไม่เหมาะกับคนหยาบกระด้างอย่างข้าขอรับ..."
ผู้าุโซูหยวนหัวเราะลั่นดุจรู้ความในใจของชายหนุ่ม เขาชี้มือไปที่ตัวเอง "ไอ้หนู! เ้าเห็นข้าเป็ตาแก่เก็บสมุนไพรธรรมดา ๆ รึไง? ข้าจะบอกอะไรให้... หากไม่นับตาเฒ่าอู๋มู่ที่นอนกรนอยู่ตรงนี้ ข้าคือผู้าุโที่มีตบะสูงส่งที่สุดในสำนักแห่งนี้นะโว้ย! หากข้าไม่หลงระเริงไปกับกลิ่นสมุนไพรและเตาหลอมล่ะก็... ป่านนี้ข้าอาจจะทะลวงระดับแซงหน้าไอ้เฒ่าขี้เมานี่ไปนานแล้ว!"
"ถุย!" อู๋มู่ที่แกล้งหลับอยู่ ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วลืมตาขึ้นมาหัวเราะร่า "ตาเฒ่าซูหยวน! อย่ามาขี้โม้ต่อหน้าศิษย์ข้าหน่อยเลย! ต่อให้แกกินยาระดับฟ้าเข้าไปสักร้อยเม็ด ก็ไม่มีทางตามกลิ่นตดข้าทันหรอกว่ะ ฮ่า ๆ ๆ !"
ผู้าุโทั้งสองหัวเราะร่วนและพูดจาหยอกล้อข่มกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร บ่งบอกถึงความสนิทสนมและมิตรภาพที่ยาวนาน
เมื่อเสียงหัวเราะซาลง อู๋มู่ก็หันมามองหลี่เทียนด้วยแววตาจริงจังขึ้นเล็กน้อย "ไอ้หนูหลี่เทียน... จงฟังข้าให้ดี การต่อสู้ไม่ใช่แค่การแกว่งดาบหรือซัดหมัดเสมอไป 'การหลอมโอสถ หากก้าวขึ้นเป็ที่หนึ่งในใต้หล้าได้... ก็นับว่าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าเช่นเดียวกัน!' ยาเม็ดเดียวสามารถพลิกชะตาคน ยาเม็ดเดียวสามารถสั่งเป็สั่งตายจอมยุทธ์นับหมื่นได้... เ้ายังคิดว่ามันอ่อนแออยู่อีกรึ?"
ผู้าุโซูหยวนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะกล่าวเสริมเพื่อปิดการขาย "และที่สำคัญ... ยอดเขาโอสถของข้า ตั้งอยู่ไม่ไกลจากยอดเขาซอมซ่อของพวกเ้าเลย หากเ้ามาเป็ศิษย์ของข้า เ้าก็จะมีข้ออ้างมาเยือนยอดเขานี้ และมี 'คู่ซ้อม' ที่แข็งแกร่งคอยประมือให้เ้าทุกวันอย่างแน่นอน... ว่าอย่างไรล่ะ?"
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลี่เทียนก็สว่างวาบ เขาหันไปมองเฟยิทันที
เฟยิแย้มยิ้มด้วยความยินดีอย่างแท้จริง เขาพยักหน้าให้สหายอย่างหนักแน่น "ไปเถอะหลี่เทียน... วิถีโอสถจะมอบรากฐานที่แข็งแกร่งให้เ้า และยอดเขาไร้นามของข้า จะเป็ลานประลองให้เ้ามาระบายพลังเอง!"
ความลังเลมลายหายไปจนหมดสิ้น หลี่เทียนถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะคำนับผู้าุโซูหยวนอย่างงดงามเต็มพิธีการ!
"ศิษย์หลี่เทียน... ขอน้อมรับคำสั่งสอนจากท่านอาจารย์ขอรับ!"
ผู้าุโซูหยวนหัวเราะลูบเคราด้วยความพึงพอใจขีดสุด ในที่สุดเขาก็ได้อัจฉริยะเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ในโคลนตมมาเสียที!
เมื่อเื่ราวทุกอย่างคลี่คลายอย่างงดงาม ทั้งสี่คนก็ประสานมือร่ำลากัน เยี่ยเฟยิมองแผ่นหลังของสหายที่เดินตามผู้าุโโอสถไป รอยยิ้มบาง ๆ ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา
การสอบรอบแรกจบลงแล้ว และการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ 'หอตำราชั้นพรตหนึ่ง' กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เฟยิคิดว่า... คัมภีร์วิชาในหอตำรานั้น อาจจะเป็กุญแจสำคัญที่ทำให้เขาแข็งแกร่งพอที่จะเหยียบย่ำทุกคนในการประลองรอบที่สอง!