มันเห็นเหยื่อรู้ตัววิ่งหนี แสดงอาการคล้ายคนหวาดกลัว ประกอบกับยังมีเพื่อนไล่ตามมาอีกสองคนจึงย่ามใจไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือและตอบโต้ฉับพลันเช่นนี้
เื่ยังไม่จบ เมื่อมันถูกศอกกระแทกเข้าที่ลิ้นปี่จนต้องอ้าปากโก่งตัวร่างของมันถูกไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายที่ย่อตัวลงสะบัดเบาๆทำให้ร่างท่อนบนถลำไปข้างหน้าจนเกือบจะข้ามร่างของเป้าหมายจากนั้นมือซ้ายที่ทรงพลังก็ขยุ้มเขามาที่ปกเสื้อ ก้มตัวลงดึงร่างของมันให้ลอยข้ามไหล่ฝ่ายตรงข้ามไป
มันกำลังถูกเป้าหมายใช้วิชายูโด ทุ่มข้ามไหล่!
มันที่ใอ้าปากเพื่อแหกปากร้อง แต่จู่ๆก็มีเงาดำขยายขนาดอย่างรวดเร็วและมีของเหลวเย็นจัดกรอกพรวดเข้าไปในลำคอ มันรีบปิดปากแต่ช้าไป ปากของมันถูกขวดโค๊กที่อีกฝ่ายยัดเข้ามาของเหลวจำนวนมากถูกฉีดผ่านตรงเข้าลำคอ
ส่วนชายหนุ่มที่มือขวาถือขวดโค๊กที่เปิดล๊อกไปแล้วครั้งหนึ่งหลังจากใช้มือซ้ายลากมันทุ่มข้ามศีรษะ มือขวาก็ไม่อยู่นิ่ง บีบขวดโค๊กแน่นหัวแม่มือขวาของเขากดปั่นฝาขวดปลิวกระเด็นออกไปพร้อมยัดเข้าปากคนร้ายในเสี้ยวพริบตา แก๊สในน้ำโค๊กที่ถูกเขย่าโดยการวิ่งกำลังขยายตัวประกอบกับแรงบีบที่ไม่ธรรมดาของมือชายหนุ่มเมื่อเจอช่องที่เปิดออกอย่างรวดเร็ว ก็ะเิออกเป็ฟอง พุ่งเข้าไปในลำคอฝ่ายตรงข้ามในทันที
“อั๊กๆๆ ”
ชายหนุ่มปล่อยทั้งโค๊กและตัวของคนร้ายให้ตกลงไป จังหวะที่มันกระแทกพื้นขวดโค๊กก็กระเด็นออกจากปาก แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้นในหลอดลมของมันเต็มไปด้วยฟองโค๊ก ร่างของมันกระตุกเกร็ง มันกำลังจะสำลักฟองโค๊กด้วยสัญชาตญานของคนย่อมเอามือมาจับปากตัวเองเหมือนกรรมจะตามทัน มือขวาของมันที่กุมซองเม็นทอสอยู่หลวมๆ คลายออกทำให้เม็นทอสทั้งซองที่เหลือกระเด็นเข้าปากที่อ้าอยู่ของมันพอดี! ราวกับผีซ้ำด้ำพลอย
มันทำท่ากระอักคล้ายสำลัก เสี้ยววินาทีต่อมา มีฟองจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากปากและจมูก ร่างของมันชักกระตุกยึกยัก แน่นอนเพราะว่าขาดอากาศหายใจทั้งหลอดลมในปอดและหลอดอาหารของมันเต็มไปด้วยฟองฟู่ของเม็นทอสกับโค๊ก!
ที่จริงอาศัยฟองแค่นี้ปรกติไม่มีทางเป็อะไรมาก แต่หากว่ามันทะลักพุ่งพรวดอยู่ในหลอดลมแล้วนั่นหมายถึงการขาดอากาศหายใจ อย่าลืมว่าฟองโค๊กคือ คาร์บอนไดออกไซด์ แถมยังะเิฟองพลุ่งพล่านเพราะเมนทอสอีกงานนี้หากไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต
เสียงฝีเท้าดังตุบตับ ในที่สุดคนร้ายที่มาจากหน้าลานจอดรถโรงแรมก็เข้ามาถึงมันปราดเข้ามาพร้อมเงื้อแขนขวาขึ้นเพื่อที่จะแทง ชายหนุ่มหันมาตั้งรับจ้องแนวทางของมีดแล้วฉากขวาหลบแบบฉิวเฉียดพร้อมพุ่งเข้าไปในอ้อมอกของมัน เพื่อประชิดตัว จากนั้นเขาก้าวเท้าขวานำพร้อมบิดตัวกลับใช้สองมือตบใส่สองตำแหน่งบนล่างเข้าที่แขนท่อนล่างที่ถือมีดอย่างรุนแรง มีดเล่มนั้นปลิวกระเด็นออกไปในทันที
จากนั้นจับแขนของอีกฝ่ายดึงไปข้างหน้าย่อตัวใช้ไหล่ขวาสะบัดขึ้นกระแทกเข้าที่กรามของมันอย่างรุนแรงร่างของอีกฝ่ายลอยขึ้นกลางอากาศ วินาทีนั้นหูของชายหนุ่มได้ยินเสียงคมมีดแหวกอากาศคนร้ายคนที่สามมาถึง ไม่รอช้าเขาถอยหลังกระแทกยกร่างที่ลอยขึ้นของมือมีดคนที่สองจนลอยถอยหลังออกไป ส่วนตัวเองคลายมือพร้อมออกวิ่งไปข้างหน้า เสี้ยวพริบตานั้นหูเขาได้ยินเสียงดัง
“ฉึก...”
จังหวะนี้เขาหันหลังกลับมาดูคนที่เขาใช้หลังกระแทกมันให้ไปรับมีดแม้ไม่เด่นชัดนัก แต่ยังเห็นอาการสะดุ้งเฮือกๆ สองสามครั้ง จากนั้นมันเบิกตากว้างแน่นอนว่ามีดเล่มนั้นต้องปักเข้าไปที่กลางหลังของเพื่อนมันจนจมมีดเนื่องจากแรงบวกที่มันวิ่งเข้ามาพร้อมร่างที่ถูกกระแทกลอยสวนกลับไป
จากนั้น หูแว่วเสียงล้อรถบดถนนเพราะเบรคเสียงแหลมดังมาพร้อมเสียงไซเรน ‘ตำรวจมาแล้ว’ เขาถอยหลังออกมาอีกห้าก้าว
คนร้ายคนที่สองที่รับมีดแทนเขา ตาของมันเหลือกขาวไปแล้ว ส่วนคนที่สามที่โถมเข้ามากะจะแทงเขากลายเป็จ้วงแทงเพื่อนของมันจนจมมีด ยืนตกตะลึงจนเพื่อนของมันล้มลงมาข้างหน้ามีดหลุดออกมาจากตัวและคามือของมันอยู่ เืสีแดงดำพุ่งออกมาจากกลางหลังมันหน้าซีดเผือด ทันใดนั้น ได้ยินเสียง ภาษาญี่ปุ่นตวาดออกมาเร็วบรื่อโซโลฟังไม่ออก แต่เดาว่าตำรวจคงบอกให้มันวางอาวุธ
ใบหน้าของคนร้ายคนสุดท้ายขาวซีด มองมีดขนาดหกนิ้วที่ชุมเืไปถึงโคนใบตาเหลือกขาว เหมือนสติของมันหลุดลอยไปแล้ว นิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนะโออกมาราวกับเสียสติ ควงมีดวิ่งเข้าใส่ตำรวจสองนายที่ถือปืนก้าวผ่านโซโลไปก่อนที่จะถึงตัวตำรวจ เสียงปืนดังขึ้นสามนัดติด
“ปัง ปัง ปัง”
ด้วยระยะเผาขน สองนัดที่หน้าอก มันก็รอดยากแล้ว อย่าว่าแต่นัดที่สามเข้ากลางกะโหลกราวกับจับวาง ตายจนไม่อาจตายได้อีก
ตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็ว พวกเขามาพร้อมรถพยาบาลถึงสองคันนับว่ารอบคอบดีแท้ เพียงแต่มีคนเจ็บเพียงคนเดียวแต่คนตายสองคนส่วนคนที่สำลักโค๊กผสมเมนทอส โอกาสรอดก็ยากเต็มทน เพราะมันไม่เพียงขาดอากาศหายใจยังมีฟองคาร์บอนไดออกไซด์เข้าท่วมอยู่เต็มปอดต่อให้ใส่เครื่องช่วยหายใจก็ไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ ต่อให้รอดก็บอบช้ำสาหัสเพราะไหล่ของเขาที่กระแทกไปตำแหน่งนั้นไม่ธรรมดา
ตำรวจชั้นผู้กองคนหนึ่งเข้ามาคุยภาษาอังกฤษกับชายหนุ่มว่า้าเรียกร้องแจ้งความอะไรหรือไม่ชายหนุ่มปฏิเสธเพียงบอกว่าเขาเป็นักท่องเที่ยวไม่รู้จักกับกลุ่มโจรไม่รู้ว่าอีกฝ่าย้าอะไรเพราะพวกมันจู่โจมโดยไม่พูดจา โดยไม่มีคำถามมากมาย ตำรวจก็ปล่อยเขาออกมาอย่างเรียบง่าย
ที่จริงเขารู้ว่าทุกความเคลื่อนไหวของเขาถูกบันทึกด้วยกล้องที่ติดอยู่บนมุมเสาบริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยว เนื่องจากเป็ทางลอดอุโมงค์ การตอบโต้ถึงตายในครั้งนี้เขาไม่ได้ฆ่าใครสักคน นอกจากป้อนโค๊กให้ผู้ร้ายหนึ่งคนสำลักโค๊กแล้วเขาไม่ได้ใช้อาวุธใดๆเลยด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นไม่กี่นาที ชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าไปใน Hakone Museum OfPhotography โดยที่สองหนุ่มกับสองสาวไม่ได้รู้ระแคะระคายในเื่ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
แม๊ก กึ่งถามกึ่งบ่นออกมาหลังเจอหน้าเขา “หน่วยกู้ภัยญี่ปุ่นจะเหมือนบ้านเราไหมพี่ เมื่อกี้มีเสียงไซเรนผ่านไปทางคู่ขนานรางรถไฟวิ่งเร็วเหมือนกับบ้านเราเลย คงไม่ต้องไปแย่งคนเจ็บเหมือนของเราหรอกนะแล้วที่ญี่ปุ่นนี่เขาห้ามจุดพลุไม่ใช่หรือเมื่อกี่ได้ยินเหมือนเสียงปะทัดเสียงพลุะเิเลย...”
ชายหนุ่มเบี่ยงเบนประเด็นโดยบอกว่า “เอ้ามา...ถ่ายหมู ถ่ายรูปหมู กัน”
แพท ชะงักกึก “แหมพี่ ไม่ตลกนะ หนูสองคนออกจะสวยไม่ใช่หมูซะหน่อย แต่ก็อย่างว่า สาวสวยสองคนถ่ายรูปกับหมูสองตัว พี่พูดถูกแล้วอิอิอิ...”
หลังจากจัดรูปหมู่กันจนอิ่มเอมแล้วก็เดินกลับไปที่ Ninja Café ร้านนี้เป็ร้านกาแฟที่มีอาหารจานด่วนด้วย ทั้งหมดจึงนั่งลงพักกันอย่างสบายใจที่อีกฝากหนึ่งของร้าน ส่วนด้านที่ติดรางรถไฟนั้น มีไว้ให้คนสังเกตเห็นเท่านั้นเองจุดถ่ายรูปของที่ร้านที่จริงก็คือฉากรูปนินจาที่สามารถไปยืนโผล่หัวเป็นินจาถ่ายรูปที่ระลึกและถ่ายกับพ่อครัวที่แต่งตัวเป็นินจาครบเครื่อง ด้านหน้าร้านยังมีเป้าซ้อมซูริเคน(อาวุธซัดของนินจา)
ไม่นานนักทั้งหมดก็ได้อาหารที่ตัวเองสั่ง แม้เป็มื้อเบาๆ แต่ม๊กแกับโต้งกินสปาเกตตี้แฮมชีส กับพิซซ่าถาดเล็กเช้าไปคนละสองชามไม่รวมกาแฟที่สั่งมานั่งละเลียดกินอีก โซโลบอกให้พวกเขาเร่งเวลา ยังมีสถานที่เที่ยวที่วางแผนเอาไว้และยังถูกบังคับด้วยตารางเดินรถไฟโรมานซ์คาร์ที่จองกันอย่างเร่งด่วยเมื่อคืนก่อนอีก
…
“ตึง... นี่มันเื่อะไรกัน พวกคุณต้องอธิบายผมมาเดี๋ยวนี้ทำไมตำรวจถึงต้องวิสามัญคนร้าย และมันเกิดอะไรขึ้นในท้องที่ของผม”
เสียงของชายวัยกลางคน ดูเกรี้ยวกราด เขาเป็นายกเล็กของท้องถิ่นคดีที่เกิดขึ้นวันนี้ หากจัดการไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และอาจเป็สาเหตุที่เขาต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบหากประชาชนไม่พอใจ คนที่เขาเกรี้ยวกราดใส่คือ นายตำรวจในสถานีท้องถิ่น
ปรกติหากเขาออกอาการเช่นนี้ ต่อให้ตำรวจในสถานียศใหญ่แค่ไหนก็ต้องออกอาการขนาดเป็สารวัตรใหญ่ยังต้องเกรงใจเขา แต่วันนี้แปลกไป นายตำนวจชั้นร้อยตำรวจโทคนนี้กลับนิ่งเฉย ทำราวกับไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร ก่อนทีเขาจะอาละวาดต่อ
มีคนแต่งเครื่องแบบนายทหารและนายตำรวจกลุ่มหนึ่งมีคนต่างชาติด้วยเดินเข้ามาหนึ่งในนั้นเป็สารวัตรใหญ่เ้านายโดยตรงของนายตำรวจหนุ่มเองเขาพลันได้รับสัญญาณบางอย่าง จึงลุกขึ้นยืนผายมือ เชิญเขาไปทางห้องประชุม
“สารวัตร เชิญท่านเข้าประชุมกับ อินเตอร์โพล และกองกำลังป้องกันประเทศ”
“อะไรนะ! กองกำลังป้องกันประเทศ...”
น้ำเสียงของเขาดูสงบลงขึ้นมาในพริบตา หากเื่ราวพัวพันถึงกองกำลังป้องกันประเทศจริง เื่นี้เกินอำนาจของเขาไปแล้ว เดินตามผู้หมวดหนุ่มเข้าห้องไปอย่างเลื่อนลอยในสมองคิดถึงการแก้ไขปัญหา หากข่าวตำรวจวิสามัญคนร้ายแพร่กระจายออกไป ทำอย่างไรถึงจะสามารถรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเอาไว้ได้
เมื่อเขานั่งลง สารวัตรใหญ่ประจำสถานี แนะนำตัวตนของเขาให้ผู้มารู้จักแต่กลับไม่แนะนำตัวตนของผู้มาให้เขารู้แสดงว่าอีกฝ่ายอยู่คนละระดับกับเขาอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่รู้หรอกว่าที่จริงเป็สารวัตรใหญ่จงใจไม่แนะนำตัวตนของเ้าหน้าที่ผู้มาเยือนเพราะ้าลดอำนาจของเขาในสถานีแห่งนี้ เมื่อเข้าห้องประชุมมีการกล่าวสรุปความเป็มาทั้งหมด ั้แ่คนร้ายลักลอบขนวัตถุะเิเข้ามาทางทะเลมือะเิหลุดด่านตรวจคนเข้าเมือง จนกระทั่งนำนักท่องเที่ยวชาวไทยมาเป็ตัวล่อเป้า
ทันทีที่รู้เื่นี้ เขาตาลุกวาว การให้พลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยงโดยเฉพาะพลเรือนถึงกับเป็เพียงนักท่องเที่ยว เป็เื่ที่เขายอมรับไม่ได้อ้าปากรำๆ จะสอบถามหาความรับผิดชอบ หากเกิดเื่ราวแต่หลังจากได้เห็นภาพกล้องวงจรปิด ที่โซโลปะทะกับกลุ่มคนร้าย ทีละกลุ่มจนสามารถสาวลึกถึงเส้นสายของกลุ่มคนร้ายท้องถิ่นได้ลึกขึ้น จนกระทั่งมาถึงภาพกล้องวงจรปิดการไล่ฆ่า จนถึงตอนที่ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมคนร้าย และข้อสรุปทำให้เขาพูดไม่ออก
คนร้ายที่ถูกแทงตาย และถูกวิสามัญ มีคดีติดตัวหมายแดงถึงแปดและเก้าคดีส่วนคนที่ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ก็มีคดีฆ่าคนตายหลายคดีสรุปว่าเครือข่ายลูกมือของแก๊งใหญ่ในเมืองมิชิมากับหมู่บ้านฮาโกเน่ถูกสาวไส้ออกมาจนหมด มีเพียงตัวหัวหน้าหนีการจับกุมไปได้พร้อมสมุนคู่ใจอีกสองสามคนแม้มีข้อสรุปอย่างนั้น ท้ายที่สุดนายกเล็กก็พูดออกมา
“แล้วการตายของพวกมันสองคนแรกเล่าเห็นได้ชัดว่าถูกนักท่องเที่ยวคนนี้สังหารพวกเราจะปล่อยเขาลอยนวลไปอย่างนั้นหรือ...”ข้อความถูกแปลเป็ภาษาอังกฤษโดยผู้กองโยชิดะ
นายทหารฝรั่ง พันโทโรเบิตร์ฟังแล้วส่ายหัว พูดออกมาเป็ภาษาอังกฤษ
“ผมไม่เข้าใจ ว่าที่คุณพูดหมายถึงอะไร เขาเป็เป้าล่อชั้นดีถึงกับสามารถทำให้เรายึดะเิ ติดตามคนร้ายได้ โดยเฉพาะสามารถกำจัดมือวางะเิที่เป็มือสังหารอาชีพได้หลังจากตามหาตัวมันมานานมากนอกจากนี้ยังสามารถล้มอิทธิพลมืดประจำท้องถิ่นได้อีกด้วย
ที่สำคัญข้อมูลจากกล้องวงจรปิดไม่ว่าบนเรือโจรสลัดหรือตรงอุโมงค์อาวุธเพียงอย่างเดียวในมือของเขา ก็คือโค๊กขวดหนึ่ง ต่อให้ขึ้นศาลที่ไหนในโลกก็ไม่มีผู้พิพากษาคนไหนตาบอด ตัดสินให้เขาผิดอยู่แล้ว แล้วคุณยัง้าอะไรอีก”
นายกเล็กอึ้งไป สารวัตรใหญ่พลันส่งรายงานฉบับหนึ่งให้กับเขา
“ผมรู้ว่าสิ่งที่คุณ้าคือคำตอบและทางออกที่ไม่ส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยว และในกระดาษปึกนี้คือคำตอบสรุปง่ายๆก็คือ อินเตอร์โพล ตามล่ามือสังหารที่แอบมากบดานในพื้นที่ ขอประสานความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่นทำให้สามารถรวบตัวการ และจัดการก่อนผู้ร้ายไหวตัวทัน นี่นอกจากตอบคำถามแล้วคุณยังได้ประโยชน์ไปเต็มๆ”
นายกเล็กอ่านรายงานรอบหนึ่ง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอกจากนั้นเขาก็ออกจากห้องประชุมไป
ผู้พันโรเบิตร์ หันมาทางนายทหารหนุ่มชาวญี่ปุ่น “ผู้กองโยชิดะเป็ไปได้ไหม ที่คุณจะติดต่อให้ชายหนุ่มคนนี้มาอยู่กับกองกำลังของเราฝีไม้ลายมือของเขาไม่ธรรมดาเลย หากได้ฝึกเพิ่มเติมเขาจะกลายเป็สุดยอดฝีมือของเรา ฉากหน้าก็เหมาะสมในโลกนี้ ไม่มีที่ไหนไม่้านักคอมพิวเตอร์ที่เก่งฉกาจ ด้วยฐานะนี้เขาไปได้ทุกที่บนโลกนี้แม้แต่แฝงตัวเข้าไปในพื้นที่อันตรายระดับสามเอ”
ผู้กองโยชิดะ ยิ้มอยู่ในหน้า “ผู้พันไม่ต้องกลัวเขาต้องเข้าหน่วยเราแน่ แม้ว่าจะไม่ค่อยยินดีนักก็ตาม การลงมือของพวกเราทำให้เขามีส่วนร่วมจนถอนตัวได้ยาก ยิ่งมีตัวแปรอย่างสองหัวหน้าแก๊งค์ ที่เป็ไม่เบื่อไม้เมากับเขาการล้างแค้นต้องเกิดขึ้นแน่ เพียงจับตาดูเขาเอาไว้อีกไม่นานเขาจะเดินมาหาพวกเราเอง”
ผู้พันโรเบิตร์ “ศาสตร์การปกครองยึดใจคนของตะวันออกนี่ยากที่จะเข้าใจอย่างแท้จริง แต่ผมหวังว่า โอกาสเช่นนั้นจะมาเร็วกว่าที่คิด”
...
เวลาสิบห้านาฬิกาสามนาที การเรียกเข้าของโทรศัพท์สายหนึ่งสั่นขึ้นบนรถชินคันเซ็นสายโทคูฮุชายวัยกลางคนท่าทางเหี้ยม สวมเสื้อโค๊ทสีดำทมึน สวมหมวกและแว่นตาดำพรางใบหน้าส่วนใหญ่เอาไว้เป็คนรับสาย เขาบอกกับต้นสาย
“รอเดี๋ยว...”
แล้วลุกขึ้นออกจากที่นั่งเพื่อไปคุยในสถานที่ปลอดคนนี่เป็ธรรมเนียมและมารยาทของคนญี่ปุ่นพวกเขาจะไม่คุยโทรศัพท์ในรถขนส่งสาธาณะเพื่อไม่เป็การรบกวนผู้อื่นหากคุณเดินทางในขบวนรถไฟใต้ดินในโตเกียว จะพบว่าเกือบทุกคนล้วนใช้โทรศัพท์แต่ไม่มีเสียงเรียกเข้าแม้แต่นิดเดียว มีแต่คนรับโทรศัพท์ที่สั่นแล้วพูดกระซิบกระซาบเบาๆก่อนวางหูอย่างรวดเร็วเพราะทุกคนไม่ใช้หูฟังก็ปิดเสียง ไม่เหมือนประเทศไทยที่หลายคนใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต บางคนเปิดหมอลำ บางคนเปิดดูละครที่ร้ายที่สุดคือเปิดการปราศัยทางการเมืองเสียงดังสนั่น นั่นเป็การรบกวนผู้อื่นอย่างน่าเกลียดที่สุด
เขาเดินไปที่ตู้บริการห้องน้ำ พร้อมชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่ด้านข้างหลังจากตรวจดูแล้วว่าปลอดผู้โดยสาร เขาถึงเริ่มคุยกับต้นสายผ่านไปห้านาทีเขาวางสายลง และยืนนิ่งเงียบจนน่าอึดอัด มีคนมาใช้บริการห้องน้ำอีกสองสามคนเขารอจนกระทั่งตู้นี้ปลอดคนอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาอย่างเคร่งเครียดว่า
“ชาวประมงที่ติดต่อไม่ได้ ทำงานไม่สำเร็จโดนรวบไปนอกจากนี้พวกมันยังลงมือโดยพลการ ส่งกลุ่มไคโฮ ออกไปแก้มือ ผลที่ได้ร้ายแรงมากพวกมันทั้งสามคน...ตาย”
ชายฉกรรจที่ด้านข้าง อุทานอย่างใ “ล้มเหลวถึงสองครั้งพี่น้องชาวประมงยังอาจพูดได้ว่ามันโชคดี เพราะการลงมือบนเรือโจรสลัดที่มีกล้องวงจรปิดจับจ้องไม่ง่ายดายแต่ถึงขนาดสามเสือไคโฮ ตายทั้งสามคน ไอ้นักท่องเที่ยวคนนี้ มันเป็ตัวอะไรกันแน่?”
ชายวัยกลางคนส่ายหัว เขาพึมพำ “แค้นนี้คงต้องรออีกหลายปีถึงจะชำระได้ ตอนนี้พวกเราไม่อาจเคลื่อนไหว แต่รอเถอะ ข้าเคนตะมีแค้นต้องชำระลูกผู้ชายสิบปีค่อยล้างแค้นยังไมสาย...”
ที่แท้ชายคนนี้คือหัวหน้าแก๊งค์มิชิมาที่หลบหน้านายใหญ่หนีออกจากพื้นที่นั่นเอง...
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็เป้าของการแก้นแค้นของ แก๊งค์ในญี่ปุ่น พวกมันมีความแค้นต้องชำระต่อให้เป้าหมายอยู่ในต่างประเทศ ก็ไม่อาจทำให้พวกมันรามือได้