ร่างของโจวเจียอี้ร่วงลงมาจากหน้าผาสูง เขาพยายามดึง พยายามเหนี่ยวเถาวัลย์เอาไว้เพื่อชลอการตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง แต่ก็ช่วยได้เพียงชลอเท่านั้น เพราะไม่มีเถาวัลย์ใดจะเหนี่ยวรั้งร่างกายเขาได้เลยสักเส้นเดียว แต่ก็เพียงพอต่อการช่วยให้ร่างกายเขาไม่แหลกละเอียดไม่ลงมาสู่พื้นเท่านั้น
โจวเจียอี้นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องล่างหน้าผาริมลำธารไม่ได้สติอยู่สามวันเต็ม ก่อนจะตื่นขึ้นมาและพบว่าขาของเขานั้นยังไม่สามารถขยับได้อย่างอิสระ แม้จะมีความรู้สึกตอบสนองอยู่ก็ตาม
“ข้ายังไม่ตาย แต่ว่าเดินไม่ได้ ไม่รู้ว่านี่เป็ความเมตตาจาก์หรือว่าบทลงโทษกันแน่” โจวเจียอี้รำพึงกับตัวเอง
ถัดออกไปไม่ไกลนัก มีกลุ่มสตรีกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพักเพื่อที่จะเดินทางกลับไปยังภาคกลาง พวกเธอแต่งกายด้วยชุดสีขาวผ่องบริสุทธิ์ประดุจดังนางบน์ชั้นฟ้า หากจะให้เปรียบเทียบพวกเธอก็เปรียบดั่งเทพธิดาที่มีกระบี่เป็อาวุธเท่านั้น พวกเธอคือคนของสำนักวังบุปผา
แม้นี่จะเป็การพักระหว่างทาง แต่สำนักวังบุปผาขึ้นชื่อได้ว่ามีการฝึกฝนที่หนักที่สุด แม้จะเป็การพักแต่ก็ไม่ลดละการฝึก ลูกศิษย์ของสำนักต่างใช้เวลาตรงนี้ฝึกฝนร่ายรำวิชากระบี่ประจำสำนักกันอย่างหนัก
“พอ…ไปพักกันได้ ส่วนเ้าตามข้ามา” หลี่เฟิงฝู สตรีวัยกลางคนค่อนไปทางสูงกล่าว แม้อายุของเธอจะมากขึ้น แต่ความงดงามของเธอก็ยังคงหลงเหลืออยู่อีกมาก และเธอก็ได้เรียกลูกศิษย์คนหนึ่งให้เข้าพบ
“อาจารย์มีธุระอะไรกับศิษย์หรือคะ” ศิษย์ผู้นั้นกล่าว นางเป็คนที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มงดงามราวกับนางฟ้านาง์ กริยาท่าทางดูเรียบร้อย ภายนอกดูอ่อนแอสมควรปกป้อง
“หลิวอี้หลาน เ้ารู้ตัวมั้ยว่าวรยุทธ์ของเ้าแซงหน้าคนอื่นๆ ไปแล้ว” หลี่เฟิงฝูกล่าว
“ศิษย์มิกล้า ยังมีศิษย์พี่อีกมากที่มีฝีมือสูงกว่าศิษย์” หลิวอี้หลานตอบ
“หากเ้าไม่เป็คนหัวอ่อนขี้เกรงใจศิษย์พี่ของเ้า ตำแหน่งเ้าสำนักคนถัดไปคงตกอยู่ในมือเ้าเป็แน่” หลี่เฟิงฝู เ้าสำนักคนปัจจุบันกล่าว
หลิวอี้หลานคุกเข่าลงก้มหน้า พร้อมกับพูดว่า “ตำแหน่งเ้าสำนักเป็ตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ และมากไปด้วยเกียรติยศ หากผู้ใดได้รับคัดเลือกให้เป็เ้าสำนักจะต้องเป็ผู้ที่เพรียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง ซึ่งศิษย์ไม่มีเลยสักอย่าง ขออาจารย์อย่ากล่าวเช่นนี้”
“ลุกขึ้นเถิดหลิวอี้หลาน ข้าไม่ได้จะยกตำแหน่งให้เ้าในวันนี้หรือพรุ่งนี้ เ้าเองก็จงตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์ให้เป็แนวหน้าของยุทธภพซะ” หลี่เฟิงฝูกล่าว
หลิวอี้หลานยังคงไม่ลุกขึ้นพร้อมกล่าวต่อไปว่า “จริงๆแล้วตำแหน่งเ้าสำนักคนต่อไปควรจะเป็ศิษย์พี่ แชจือ”
“หลิวอี้หลาน! ใครสั่งให้เ้าแสดงความคิดเห็น ข้าสั่งให้เ้าลุกขึ้น” หลี่เฟิงฝูกล่าว
หลิวอี้หลานรีบรนรานลุกขึ้นยืนก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์ขออภัยท่านอาจารย์”
“เอาล่ะ ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือโทษโกรธเ้า แต่ครั้งถัดไปหากเ้าละเมิดคำสั่งข้าอีก ข้าจะลงโทษตามกฎสำนัก” หลี่เฟิงฝูกล่าว ก่อนจะกล่าวต่อว่า “ช่วยไปหาน้ำหาท่าให้ข้าดื่มหน่อย”
เมื่อหลิวอี้หลานได้ยินคำสั่ง เธอจึงรีบเดินหาแหล่งน้ำทันที เธอเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆก็ได้ยินเสียงน้ำไหล จึงรีบติดตามเสียงนั้นไปจนพบกับลำธารสายหนึ่ง จึงรีบกรอกน้ำลงน้ำเต้า เมื่อเต็มแล้วจึงลุกขึ้น ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับ ดวงตาของเธอก็เหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งนอนนิ่งอยู่ริมผาและริมลำธารซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอรีบเดินบนผิวน้ำข้ามฝั่งไปดูช่ายคนนั้นซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็โจวเจียอี้นั่นเอง
หลิวอี้หลานวางสัมภาระลงและประคองโจวเจียอี้เพื่อตรวจดูสัญญาณชีพ เมื่อทราบว่ายังไม่ตายจึงรีบเรียกทันที “คุณชาย คุณชาย ตื่นเถิด ท่านเป็อะไรทำไมมานอนอยู่ตรงนี้”
โจวเจียอี้ลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงของหลิวอี้หลาน ทันทีที่เขาเห็นหน้าหลิวอี้หลาน ก็ััได้ถึงความงดงามที่มากล้น มากกว่าสตรีใดที่เขาเคยเจอมาก่อนหน้านี้ ในใจเขาคิดขึ้นมาว่า ‘ไม่รู้ว่าตัวข้าได้ตายไปหรือยัง หากตายไปแล้วข้าคงจะขึ้นมาอยู่บน์จึงมีนางฟ้ามาต้อนรับ หากว่าข้ายังไม่ตายนี่คงเป็ของขวัญอีกชิ้นหนึ่งที่์ส่งมาปลอบใจ ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามเท่าแม่นางนางนี้มาก่อน แม้แต่จ้าวเล่อจินที่ข้าเพิ่งพบก็ไม่ได้งามเพรียบพร้อมเท่าแม่นางคนนี้ในสายตาข้า’
“ท่านฟื้นแล้ว ข้าพเ้าดูไม่ผิดจริงๆ ที่ท่านยังไม่ตาย” หลิวอี้หลานกล่าว
“นี่ข้ายังไม่ตายจริงๆ ใช่หรือไม่” โจวเจียอี้กล่าว
“ท่านยังไม่ตาย ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น” หลิวอี้หลานพูด
โจวเจียอี้ชี้ไปยัง้าหน้าผาแล้วกล่าวว่า “ข้าตกมาจาก้า ขาของข้าน่าจะแหลกละเอียดไปแล้ว แม่นางจงปล่อยให้ข้ารอรับความตายที่นี่เถิด”
หลิวอี้หลานจับไปที่ขาของโจวเจียอี้และกล่าวว่า “ขาของท่านมีทางรักษา ข้าพเ้าชื่อว่าอาจารย์ของข้าพเ้าจะต้องรักษาท่านได้แน่ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร”
โจวเจียอี้เป็คนที่ระแวงระวังเื่การบอกแซ่ของตัวเอง เขามองการแต่งกายของแม่นางคนงามผู้นี้จึงพออนุมานได้ว่าอาจเป็คนของสำนักวังบุปผา แต่หากอ้างแซ่อื่นแล้วไซร้เขาอาจจะถูกไล่ล่าจากคนสกุลนั้นจนไม่สามารถมีโชคได้อย่างวันนี้แน่ เขาจึงกล่าวออกไปเพียงว่า “ข้า เจียอี้ แล้วแม่นางล่ะชื่ออะไร”
“ข้าพเ้า หลิว อี้หลาน”