ถ้าสายตาฆ่าคนได้เกรงว่าเฉินมู่อิ๋งคงถูกสายตาของอาจารย์หยางแผดเผาจนตกตายเป็พันเป็หมื่นครั้งแล้วกระมังแต่น่าเสียดายที่สายตาฆ่าคนไม่ได้ เฉินมู่อิ๋งถามต่อ “ว่าอย่างไรอาจารย์หยาง? ท่านจะตกลงหรือไม่ตกลง?”
“หึ!” หยางซีหยุนแค่นเสียงเ็า“ข้าเห็นเ้ามีพร์จึงคิดช่วยเหลือสอนสั่งไม่คิดเลยว่าข้าจะเลี้ยงงูพิษให้กลับมาแว้งกัดตัวเองเช่นนี้”
“หึ! สอนสั่งรึ ตำราอาคมไม่สมบูรณ์นั่นยังกล้าเรียกว่าสอนสั่งอีกรึอาจารย์หยางท่านช่างมากแผนการยิ่งนักตำราอาคมไม่สมบูรณ์ม้วนเดียวก็กล้าอ้างบุญคุณแล้ว?” เฉินมู่อิ๋งเยาะหยันหยางซีหยุนถลึงตามอง “แต่เ้าก็ใช้สมุนไพรที่ข้าปลูกในการหลอมโอสถสิ่งนี้ก็นับว่าเป็บุญคุณเช่นกัน รึเ้าจะปฏิเสธเช่นนั้นก็จ่ายค่าสมุนไพรของข้ามา”
“หึ! ทวงค่าสมุนไพร! ได้ ข้าจ่ายคืนให้ท่านแน่นอนตามราคาของสำนัก” เฉินมู่อิ๋งแค่นเสียง หยางซีหยุนถลึงตาจ้องเ้าเด็กนี่ช่างอวดใหญ่อวดโตเสียจริง! คิดว่าตัวเองเป็คุณชายตระกูลสูงศักดิ์หรือไร!
เจอเด็กเย่อหยิ่งจองหองพองขนเช่นนี้เขาก็คร้านจะสอนสั่งแล้ว“หึ! ได้ๆๆๆ ต่างคนต่างอยู่ เ้าต้องจ่ายค่าสมุนไพรคืนให้ข้าทั้งหมด”
“เช่นนั้นก็รอข้าเอาโอสถไปประมูลก่อนเถอะแล้วข้าจะจ่ายค่าสมุนไพรคืนให้ท่านแน่นอน”เฉินมู่อิ๋งบอกแล้วเดินเข้ากระท่อมไปปิดประตูหยางซีหยุนถลึงตาจ้องอย่างโกรธเคืองยิ่งนักเ้าเด็กสารเลวนี่หาความน่ารักน่าเอ็นดูไม่ได้เลย!ศิษย์ของอาจารย์คนอื่นยังเรียกขานอาจารย์อย่างเคารพนบนอบคอยเอาอกเอาใจสารพัดสารพัน แต่ดูศิษย์ของเขาซิ ทั้งดื้อรั้น!เย่อหยิ่ง! จองหองพองขน!แว้งกัดอาจารย์! อีกทั้งยังเป็ตัวล้างผลาญด้วย!
มีศิษย์นิสัยเช่นนี้เขาก็คร้านจะสอนสั่งแล้ว! พอกันทีๆ ช่างหัวย่ามันเถอะ!
เขาหมุนตัวเดินจากไปอย่างโกรธเคืองคอยดูซิ เขาจะไม่สนใจเ้าศิษย์ชั่วช้านี่อีกเลย!
ภายในกระท่อม เฉินมู่อิ๋งรับรู้ว่าอาจารย์หยางเดินห่างออกไปแล้วก็ถอนหายใจทีหนึ่ง“เฮ้อ...”
่ที่อ่านตำราโอสถอยู่ในหอตำราทำให้เขาได้ยินเื่ราวต่างๆ มาไม่น้อยเลย จึงรู้ว่าเซียนเกลียดชังมารเข้ากระดูกดำมิน่าล่ะ อาจารย์เฟยเทียนถึงได้มาส่งเขาแค่ชายแดนเซียนเพราะหากนางเข้ามาส่งเขาถึงสำนัก เกรงว่าคงถูกไล่ล่ากันทั้งสองคนแน่นอนอีกทั้งเขาก็จะไม่อาจเข้าสำนักเซียนได้เลยดังนั้นเื่ตำรายาของอาจารย์เฟยเทียนที่เขาเรียนรู้มาย่อมไม่อาจเปิดเผยที่มาออกไปได้ไม่เช่นนั้นคงถูกไล่ออกจากสำนักแน่นอน ถูกไล่ออกอย่างเดียวยังพอว่าคาดว่าคงจะถูกตามไล่ล่าฆ่าล้างอีกด้วยจะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขามีมารเป็อาจารย์!
ตอนที่คุยกับศิษย์พี่เลี่ยงก็รู้เื่ราวในสำนักไม่น้อยเลยเช่นภายในสำนักจะมีการจัดประมูลโอสถ เดือนละครั้งส่วนใหญ่เป็โอสถจากลูกศิษย์ของอาจารย์จงฮ่วน แล้วก็มีการจัดประมูลอาวุธเซียนเดือนละครั้ง ส่วนใหญ่เป็อาวุธเซียนที่ลูกศิษย์อาจารย์หานเจิ้นตงหลอมออกมาได้แล้วก็มีการจัดประมูลเครื่องหอมที่ลูกศิษย์ของอาจารย์หงหลินทำออกมางานประมูลเครื่องหอมนี้ส่วนใหญ่จะมีแต่สตรีเข้าร่วมจึงไม่ค่อยยิ่งใหญ่เหมือน 2งานแรก แล้วก็นอกสำนักจะมีตลาดเดือนละครั้ง ระยะเวลาราวๆ 5 วัน มีสินค้าต่างๆมาขายมากมาย และมีงานประมูลโอสถกับงานประมูลอาวุธเซียนซึ่งจะจัดงานไม่ตรงกันแต่ติดๆ กัน ทำให้เวลามีตลาดมาตั้งขายของผู้คนจะมารวมตัวกันมากเป็พิเศษ
ในเมื่อเขาหลอมโอสถได้เช่นนั้นเขาจึงคิดจะเอาโอสถไปร่วมประมูลซะหน่อยแน่นอนว่าเขาย่อมเลือกตลาดนอกสำนักเป็ที่ประมูลโอสถของเขาเพื่อที่ว่าจะได้ปิดบังตัวตนได้ เขายังไม่อยากเด่นดังเกินไปไม่เช่นนั้นจะเป็ดังคำที่ว่า ‘ไม้สูงเกินไปย่อมนำภัยมาถึงตัว’
หยางซีหยุนกลับถึงเรือนไผ่อย่างโมโหโทโส เขาตั้งใจจะไม่สนใจใยดีเ้าศิษย์ชั่วนั่นอีกแต่ในความคิดของเขากลับสลัดเ้าศิษย์ชั่วออกไปไม่ได้เลยแม้ว่าจะเป็ในแง่ที่มันทำให้เขาโมโหโกรธเคืองแต่มันก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเขาตลอดคิดแล้วยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งสลัดไม่หลุดสุดท้ายความคิดเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเ้าศิษย์ชั่วอยู่ดี
ปากว่าจะไม่สนใจแต่พอผ่านไป2 วันเขาก็ไปแอบดูเ้าศิษย์ชั่วอยู่ห่างๆ เขาให้เหตุผลตัวเองว่า้าดูว่ามันถอนสมุนไพรอะไรของเขาไปบ้าง เขาจะให้มันจ่ายให้ครบทุกต้นทุกใบเลยเชียว!
เฉินมู่อิ๋งจับััได้ว่าอาจารย์หยางมาแอบดูอยู่ไกลๆเขาก็ไม่สนใจอาจารย์หยางผู้นั้นยังคงออกไปเก็บสมุนไพรมาหลอมโอสถแล้วก็ปิดประตูกระท่อมนั่งหลอมโอสถอยู่ภายในกระท่อมมีศิษย์พี่เลี่ยงเอาปิ่นโตมาส่ง 3 มื้อต่อวันเหมือนเช่นเคยทำให้เขามีเวลาทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถอย่างเต็มที่
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งถึงวันที่มีตลาดมาตั้งเฉินมู่อิ๋งก็ชวนศิษย์พี่เลี่ยงออกไปด้วยกันเขาขี่กระบี่บินไปกับศิษย์พี่เลี่ยงเพราะตัวเขาเองยังไม่เคยหัดขี่กระบี่อีกทั้งเขาก็ยังไม่มีกระบี่เซียนเป็ของตัวเองด้วย ทั้งสองไปถึงตลาดเลี่ยงจินก็แนะนำว่า “นั่น ร้านนั้นขายสินค้ามีคุณภาพแต่ราคาก็แพงเอาเื่อยู่เหมือนกันส่วนร้านนั้นเ้าไม่ต้องเข้าไปซื้อเลย อาวุธเซียนสู้ของสำนักเราก็ไม่ได้ร้านนั้น.......”
เลี่ยงจินบอกเสียงเบาไปตลอดทางที่เดินผ่านร้านค้าสองข้างทางแต่ละร้านเป็กระโจมตั้งกลางแจ้ง ภายในกระโจมมีสินค้าวางขายแน่นขนัดพ่อค้าแม่ค้าอยู่ในกระโจมคอยขายสินค้าให้ลูกค้าที่เข้ามาดูสินค้าอย่างกุลีกุจอมีเพียงไม่กี่กระโจมที่พ่อค้าแม่ค้าไม่พูดอะไรเพียงแค่ชายตามองลูกค้าที่เข้ามาดูสินค้าของตัวเองอย่างเย่อหยิ่งเพราะถือว่าสินค้าของตัวเองเป็สินค้าคุณภาพสูงย่อมมีคนไม่น้อย้าซื้อหา
“เอาล่ะพวกเราไปดูเครื่องเทศกันเถอะ อาจารย์ให้ข้าออกมาซื้อเครื่องเทศซื้อเสร็จแล้วข้าก็ต้องรีบกลับไป เ้าก็รีบๆ ไปดูของที่เ้าอยากได้เถอะซื้อเสร็จแล้วจะได้กลับกันเลย” เลี่ยงจินบอก เฉินมู่อิ๋งส่ายหน้า “ศิษย์พี่เลี่ยงท่านกลับไปก่อนเถอะ ข้าอยากดูการประมูลโอสถกับอาวุธน่ะ”
“อ่อเช่นนั้นข้าคงต้องกลับไปก่อน ว่าแต่เ้ากลับเองได้แน่นะจากนี่ถึงสำนักก็ไกลอยู่นะศิษย์น้องเฉิน” เลี่ยนจินบอกอย่างเป็ห่วงศิษย์น้องเฉินยังขี่กระบี่ไม่เป็อีกทั้งยังไม่มีกระบี่เซียนเป็ของตัวเองปล่อยให้เดินกลับสำนักเองก็ไกลยิ่งนักกว่าจะกลับถึงสำนักคงเสียเวลาไปเป็วันเลยกระมัง
“ข้ากลับเองได้ศิษย์พี่เลี่ยงไม่ต้องเป็ห่วงหรอก” เฉินมู่อิ๋งบอกระยะทางแค่นี้ไม่นับว่าเป็อุปสรรคอะไรตอนที่เขาเร่งเดินทางไปสมัครเข้าสำนักเขายังวิ่งไปตลอดทางมาแล้วเลยเลี่ยงจินฟังเช่นนั้นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีกศิษย์น้องเฉินแม้จะดูผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงแต่ก็ผ่านการทดสอบเข้าสำนักมาได้ย่อมไม่ได้อ่อนแอปวกเปียกนักหรอกเขาตบๆ ไหล่ “เอาๆ เช่นนั้นข้าไปดูเครื่องเทศก่อน เ้าก็ไปกับข้าล่ะกัน”
“อืม”เฉินมู่อิ๋งพยักหน้า จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปที่กระโจมเครื่องเทศซึ่งมีเครื่องเทศนานาชนิดวางขายแน่นขนัดทีเดียวเลี่ยงจินก็เลือกๆ เครื่องเทศ คุยกับพ่อค้าอย่างสนิทสนมเห็นได้ชัดว่าเขาซื้อกับพ่อค้าคนนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเฉินมู่อิ๋งยืนมองเครื่องเทศในกระโจมแล้วจดจำราคาเอาไว้เผื่อวันหน้าเขาอยากซื้อหาอะไรจะได้มาซื้อเอง
หลังจากซื้อเครื่องเทศเสร็จแล้วเลี่ยงจินก็ขี่กระบี่กลับสำนักไปส่วนเฉินมู่อิ๋งก็เดินดูสินค้าไปเรื่อยๆ ครั้งนี้ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาจริงๆหลังจากเดินดูจนเมื่อยขาแล้วเขาจึงไปนั่งในเพิงน้ำชาแห่งหนึ่งเขามีหยกปราณฟ้าดินที่ขอยืมมาจากศิษย์พี่เลี่ยงนิดหน่อย ซึ่งเขารับปากว่าจะคืนให้หลังจากกลับถึงสำนักเลี่ยงจินก็ให้ยืมอย่างไม่อิดออดเลยเพียงแต่เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าอาจารย์หยางไม่ได้ให้หยกปราณฟ้าดินกับศิษย์คนเดียวของเขาเลยหรือ?เขาสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะอาจารย์หยางนั้นใครๆทั้งสำนักก็รู้กันดีว่าเขาอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ขนาดไหน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนคนอื่นหวาดกลัวกันถ้วนหน้า
เถ้าแก่วางน้ำชาไว้แล้วก็ไปต้อนรับลูกค้าคนอื่นเฉินมู่อิ๋งก็นั่งจิบชาฟังผู้คนคุยกันไป การฟังคนอื่นแน่นอนว่าย่อมทำให้รู้อะไรดีๆหลายอย่าง โดยเฉพาะเขาที่ยังไม่ค่อยรู้เื่แดนเซียนนี้อย่างทะลุปรุโปร่งแน่นอนว่าเขาย่อมอยากฟังเื่ราวของแดนเซียนให้มากขึ้น
เท่าที่ฟังคนอื่นคุยกันทำให้เฉินมู่อิ๋งรู้ว่าการประมูลโอสถจะจัดขึ้นในวันที่ 4 ส่วนการประมูลอาวุธจะจัดขึ้นในวันที่ 5หลังจบการประมูลแล้วตลาดก็จะปิดตัวไป จะกลับมาเปิดอีกครั้งในอีก 1 เดือนข้างหน้าตลาดนี้จะย้ายไปเปิดตามสถานที่ต่างๆ ตลอดทั้งเดือน แต่ละครั้งก็เปิดประมาณ 5 วันครบ 5 วันก็ย้ายไปที่อื่นต่อ หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปทำให้เฉินมู่อิ๋งรู้สึกว่าคนที่คิดแนวทางนี้ขึ้นมาเป็คนฉลาดล้ำลึกยิ่งนัก
เคลื่อนย้ายไปทั่วแดนเซียนรับรู้ข่าวสารน้อยใหญ่ อีกทั้งหากมีใคร้านำสินค้าเข้าร่วมประมูลก็จะนึกถึงตลาดนี้ก่อนใครช่างเป็แิที่แยบยลยิ่ง!
เฉินมู่อิ๋งเห็นหลายๆคนสวมผ้าคลุมสีดำ ปกปิดใบหน้าเดินไปเดินมา ดูแล้วคล้ายกับไม่อยากให้คนอื่นจดจำได้บางคนก็สวมหน้ากากเอาไว้ปิดบังใบหน้าตัวเองคนลักษณะนี้เดินขวักไขว่ไปมาในตลาดแห่งนี้ ทำให้เขาได้แนวทางในการจะนำโอสถเข้าร่วมประมูลแล้วเขาเชื่อว่าโอสถพิษศิลากับโอสถแก้พิษศิลาจะต้องขายได้แน่นอนเช่นนั้นเขาก็ควรจะปกปิดตัวตนของตัวเองก่อนเอาโอสถไปร่วมประมูล ฮี่ๆๆๆ...
เวลาผ่านไป 3 วัน พอถึงวันที่ 4 เฉินมู่อิ๋งที่เปลี่ยนอาภรณ์เป็ชุดดำมีผ้าคลุมสีดำคลุมอยู่บนศีรษะ อีกทั้งผ้าคลุมผืนนั้นยังใหญ่จนคลุมตัวเขาไปทั้งตัวใบหน้าเขาก็สวมหน้ากากเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง เขามองเงาในกระจกจนแน่ใจว่าจะไม่มีใครจดจำเขาได้จึงเดินตรงไปที่กระโจมของผู้ดูแลตลาดต่อแถวยาวเหยียดเพื่อนำโอสถเข้าร่วมประมูล คนอื่นๆ ที่ต่อแถวอยู่ก่อนๆเขาก็ล้วนเป็คนที่นำโอสถมาเข้าร่วมประมูล เขาเดินตามแถวที่ค่อยๆหดสั้นเข้าไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งถึงคราวที่เขาได้เข้าไปในกระโจมหลังนั้นองครักษ์หน้ากระโจมผายมือ “เชิญ”
เฉินมู่อิ๋งก้าวเข้าไปในกระโจมภายในกระโจมมีคนเจ็ดแปดคนนั่งอยู่ มีคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธานเฉินมู่อิ๋งจึงเดาว่าคนๆ นั้นน่าจะเป็ผู้ดูแลตลาดเขาดูลักษณะโหงวเฮ้งแล้วเดาว่าคนๆนี้ก็ยังไม่น่าจะใช่เ้าของตลาดที่มีความคิดลึกล้ำแยบยลเขาไม่ได้กุมมือคารวะเพียงแค่นำขวดโอสถออกมา พูดว่า “นี่เป็โอสถพิษศิลาที่ข้านำมาร่วมประมูล”
“หือ? พิษศิลา?”คนหนึ่งเลิกคิ้วขึ้น คนอื่นๆ ก็ส่ายหน้าไม่รู้จัก เฉินมู่อิ๋งยื่นขวดไป“เชิญพวกท่านดูก่อน”
คนที่เลิกคิ้วขึ้นชื่อซีห้าว(子豪) เป็ผู้ตรวจสอบโอสถของตลาดจึงลุกขึ้นเดินไปหยิบขวดใบนั้นมาจากชายสวมหน้ากากเขาเทโอสถใส่จานแล้วใช้คีมคีบคีบโอสถขึ้นมาดู เขาดูๆ แล้วดมกลิ่นเขาไม่ได้กลิ่นสมุนไพรจากโอสถนี้เลยแม้แต่น้อย เขาจึงยิ่งดมๆ ฟุดฟิดๆเหมือนสุนัขอย่างไรอย่างนั้น แต่ดมๆ อย่างไรก็ไม่ได้กลิ่นสมุนไพรสักนิด เขาวางเม็ดโอสถลงบนจานแล้วพูดว่า“โอสถนี้ไร้กลิ่น อีกทั้งสรรพคุณใช้ทำอะไรรึ?”
ประโยคหลังเขาถามเ้าของโอสถเฉินมู่อิ๋งยิ้มบางๆ อยู่ใต้หน้ากาก แล้วตอบว่า“สรรพคุณของมันทำให้คนที่สูดดมเข้าไปตัวแข็งเหมือนเป็อัมพาตหากไม่ได้รับโอสถแก้พิษก็จะกลายเป็อัมพาตทั้งตัวแล้วตกตายไปในที่สุด”
ซีห้าวหน้าเปลี่ยนสีทันทีเขารีบเก็บโอสถใส่ขวดแล้วก้าวขาไปข้างหน้าหมายเอาเื่เ้าของโอสถที่ไม่รีบบอกสรรพคุณของโอสถนี้ให้เขารู้คล้ายกับว่าคนๆ นี้จงใจใช้เขาเป็ตัวลองโอสถอย่างไรอย่างนั้นแต่เขากลับก้าวเท้าไม่ออก เขาก้มลงมองเท้าตัวเองที่คล้ายกับกลายเป็ท่อนไม้อย่างไรอย่างนั้นทำให้เขาใยิ่งนัก “นี่!”
คนอื่นๆก็มองดูซีห้าวที่หน้าเปลี่ยนสีไปอย่างสงสัย “มีอะไรรึท่านซี?”
“ข้ายกเท้าไม่ได้ข้าไม่รู้สึกว่ามีเท้า เท้าข้าเป็อัมพาตแล้ว” ซีห้าวบอกพลางถลึงตาจ้องเ้าของโอสถ“เ้ารีบเอาโอสถแก้พิษให้ข้าเร็ว”
“เดี๋ยวก่อนซีห้าวท่านไม่ลองใช้โอสถแก้พิษของท่านแก้พิษนี้ดูก่อนล่ะ” ผู้ดูแลตลาดเอ่ยขึ้นเขาก็อยากรู้ว่าพิษชนิดนี้จะใช้โอสถแก้พิษแก้ได้หรือไม่ หากแก้ได้เช่นนั้นราคาของโอสถชนิดนี้ย่อมลดลง แต่หากแก้ไม่ได้ต้องใช้โอสถแก้พิษโดยเฉพาะเช่นนั้นราคาก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวทีเดียวรวมถึงต้องขายคู่กันทั้งโอสถพิษศิลาและโอสถแก้พิษศิลา
ซีห้าวรีบเอาโอสถแก้พิษออกมาจากถุงฟ้าดินแล้วกินลงไปในทันทีคนอื่นๆ ก็มองดูซีห้าวเป็ตาเดียว ผู้ดูแลตลาดมองเ้าของโอสถแล้วถามว่า“เ้าชื่ออะไรรึ?”
“ข้าแซ่โอหยาง”เฉินมู่อิ๋งตอบ ผู้ดูแลตลาดถามอีก “โอสถพิษศิลานี้คุณชายโอหยางมีเม็ดเดียวรึ?หรือว่ายังมีอีก?”
“ของดีย่อมต้องมีเม็ดเดียวซิแค่เม็ดเดียวนี้ก็สามารถทำให้คนกลายเป็อัมพาตได้ครึ่งร้อยแล้วส่วนวิธีการใช้ก็แค่บดให้เป็ผงแล้วโปรยไปในอากาศใครสูดดมเข้าไปย่อมกลายเป็อัมพาตจนตกตาย อ่อ โอสถแก้พิษทั่วไปล้วนแก้พิษศิลาของข้าไม่ได้หรอกนะ”เฉินมู่อิ๋งบอก
คนอื่นๆเบิกตาโตอย่างรู้สึกตะลึงกับสรรพคุณของโอสถชนิดนี้พวกเขาจ้องมองซีห้าวที่กินโอสถแก้พิษเข้าไปแล้ว หากว่าโอสถแก้พิษของเขายังแก้พิษโอสถนี้ไม่ได้โอสถนี้ก็ร้ายกาจยิ่งนัก พวกเขารอดูผลของโอสถแก้พิษอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว
เวลาผ่านไปซีห้าวรู้สึกว่าพิษลามขึ้นมาเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึกไปแล้วเป็ที่แน่ชัดแล้วว่าโอสถแก้พิษของเขาใช้ไม่ได้ผลกับโอสถพิษศิลา เขาไม่ถลึงตาจ้องเ้าของโอสถแล้วแต่เปลี่ยนเป็ชื่นชม “ดีๆๆๆ พิษของเ้าแม้แต่โอสถแก้พิษของข้ายังแก้ไม่ได้เป็แค่โอสถเซียนระดับหนึ่งกลับร้ายกาจถึงเพียงนี้ ยอดเยี่ยมๆ”
แน่นอนว่าเขาดูระดับโอสถจากลายเส้นบนโอสถมีลายเส้น 1 วงรอบ ก็คือระดับหนึ่ง มีลายเส้น 2 วงรอบก็คือระดับ 2สูงสุดคือลายเส้น 9 วงถือเป็ระดับสูงสุด โอสถแก้พิษของเขามีลายเส้นถึง 5วงยังไม่อาจแก้พิษโอสถระดับหนึ่งได้เลยอีกทั้งเขาสูดดมไปเพียงนิดเดียวเท่านั้นยังกลายเป็อัมพาตได้ หากว่าสูดดมเข้าไปทั้งเม็ดเกรงว่าคงก้าวขาเข้าปากประตูยมโลกในทันทีเลยกระมัง
“พิษแพร่ขึ้นมาถึงเอวข้าแล้ว”เขาบอกน้ำเสียงตื่นเต้น แน่นอนว่าการบอกกล่าวนี้เป็การบอกกล่าวพวกพ้องคนอื่นๆของเขา
“คุณชายโอหยางหากว่าพิษแพร่ไปทั่วร่างแล้วจะเป็อย่างไร?” ผู้ดูแลตลาดถาม เฉินมู่อิ๋งตอบ“แค่แพร่ไปถึงอกก็ทำให้หายใจไม่ได้แล้ว ไม่กี่อึดใจย่อมตายน่ะซิ หากปล่อยให้แพร่ไปถึงบ่าคนๆนั้นก็ไร้ทางรอดแล้ว”
“โอ...”หลายคนอุทานอย่างตื่นเต้น ผู้ดูแลตลาดถามอีก“หากว่าแพร่ไปถึงอกแล้วได้รับโอสถแก้พิษทันล่ะ?”
“ก็ยังไม่ตาย”เฉินมู่อิ๋งตอบน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ทำคนอื่นๆ อึ้งไป นึกไม่ถึงว่าจะตอบแบบ ‘กำปั้นทุบดิน’ เช่นนี้
“อึกๆ โอ...อึก...อึก...สถ”ซีห้าวเริ่มหายใจติดขัดจนพูดแทบไม่ออกเฉินมู่อิ๋งเอาโอสถแก้พิษศิลาเทออกมาจากขวดแล้วดีดใส่ปากที่อ้าพะงาบๆ ของซีห้าวทำให้ซีห้าวร้องคำหนึ่ง “อุบ!”
เขาเห็นแค่บางสิ่งที่เล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวพุ่งเข้าปากไปเมื่อสิ่งนั้นไหลลงสู่ลำคอก็ละลายกลายเป็กระแสธารอุ่นในร่างของเขาแพร่กระจายไปทั่วร่างทำให้ความรู้สึกของร่างกายท่อนล่างค่อยๆกลับคืนมาทีละนิด...ทีละนิด เขามองเ้าของโอสถแซ่โอหยางคนนั้น ถามว่า“เมื่อครู่คือโอสถแก้พิษศิลารึ?”
“แน่นอนรึว่าท่านอยากตายล่ะ?” เฉินมู่อิ๋งย้อนถามน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยซีห้าวสะอึกทีหนึ่งแล้วส่ายๆ หน้า “ไม่ๆ”
“ท่านติดค้างค่าโอสถแก้พิษของข้า1 เม็ด รอให้จบงานประมูลแล้วโอสถแก้พิษประมูลได้เท่าไหร่ท่านต้องจ่ายให้ข้าตามราคาประมูล” เฉินมู่อิ๋งบอก คนอื่นๆ ฟังแล้วรู้ทันทีว่าโอหยาง ผู้นี้เขี้ยวลากดินยิ่งนัก!
“หลังจากประมูลแล้วข้าจะหักค่าประมูล20 ส่วนร้อย” ผู้ดูแลตลาดบอก เฉินมู่อิ๋งยกนิ้วส่ายๆ “โอสถของข้าล้ำค่าถึงเพียงนี้ข้าแน่ใจว่าต้องมีคนอยากได้อีกแน่นอน ข้ายอมให้ท่านหักค่าประมูล 5 ส่วนร้อยหากไม่ตกลง ข้าก็ไม่เอาโอสถเข้าร่วมประมูล”
ทุกคนในที่นั้นล้วนผุดประโยคหนึ่งขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันทันที‘เขี้ยวลากดิน!’ คนๆนี้เขี้ยวลากดินยิ่งนัก!พวกเขารู้ดีว่าหากโอสถชนิดนี้เผยโฉมออกไป ย่อมมีคนไม่น้อยสนใจอยากได้แน่นอนหากปล่อยให้โอสถนี้หลุดมือไปประมูลที่อื่น เกรงว่าพวกเขาจะพลาดกำไรมหาศาลน่ะซิผู้ดูแลตลาดคิดๆ แล้วพูดว่า “ข้ายอมให้ 5 ส่วนร้อยก็ได้แต่ท่านจะต้องให้ข้าเป็ผู้เดียวที่ประมูลโอสถพิษศิลา ตกลงหรือไม่?”
“ได้คราวหน้าหากท่านมาเปิดตลาดที่นี่อีกข้าจะส่งโอสถพิษศิลาเข้าร่วมประมูลอีก”เฉินมู่อิ๋งตกลง ผู้ดูแลตลาดยิ้มพอใจ ซีห้าวก็พูดขึ้นว่า “ขอโอสถแก้พิษศิลาด้วย”
เฉินมู่อิ๋งจึงยื่นขวดโอสถแก้พิษศิลาให้“ในนี้มีโอสถแก้พิษอีก 49 เม็ด”
“อืม”ซีห้าวพยักหน้ารับรู้ รับขวดโอสถไปแล้วเทเม็ดโอสถใส่จานเขามองเม็ดโอสถที่เล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวพวกนั้นเห็นลายเส้นมีเพียงเส้นเดียวจึงรู้ว่าเป็โอสถระดับ 1 ทั้งหมด
เขาเก็บโอสถใส่ขวดแล้วยื่นป้ายไม้ให้“นี่เป็ป้ายลำดับ หลังจากจบการประมูลแล้วท่านนำป้ายลำดับนี้มารับค่าโอสถทางเราจะเตรียมหยกปราณฟ้าดินให้ท่านตามจำนวนค่าโอสถหลังหักค่าประมูลแล้ว”
“อืม”เฉินมู่อิ๋งรับป้ายไม้ที่สลักอักษรเลข 64 เอาไว้ เขาเก็บป้ายไม้อันนั้นใส่อกเสื้อแล้วหมุนตัวเดินออกจากกระโจมไปองครักษ์นอกกระโจมก็ผายมือเชิญคนอื่นต่อ “เชิญ”
คนที่รออยู่จึงก้าวเข้าไปในกระโจมนำสิ่งของไปเข้าร่วมการประมูล ส่วนเฉินมู่อิ๋งก็เดินไปนั่งที่เพิงน้ำชาแถวๆนั้นรอเวลาเปิดประมูลสินค้า เขาไม่รู้ว่าโอสถของเขาจะประมูลได้สักเท่าไหร่แต่ก็น่าจะมากพอที่เขาจะมีหยกไว้ใช้จ่ายบ้าง การไม่มี ‘เงินทอง’ทำอะไรก็ติดขัดไปหมด ข้อนี้เขาเข้าใจดีหยกปราณฟ้าดินก็เป็เหมือนเงินในโลกเซียน ดังนั้นเขาจึงต้องหาหยกปราณฟ้าดินให้มากๆหน่อยจะจับจ่ายใช้สอยอะไรจะได้ไม่ติดขัดเหมือนอย่างตอนนี้หยกปราณฟ้าดินที่เขายืมศิษย์พี่เลี่ยงมาก็เหลือแค่ 2 ก้อนแล้วเขาอยากซื้อถุงฟ้าดินสักใบ แต่ราคาของถุงฟ้าดินก็แพงเอาเื่ทีเดียวถุงฟ้าดินที่มีพื้นที่ภายในระดับต่ำสุด 1 ตารางเมตรยังมีราคาถึง 1 พันหยกเชียวนะยิ่งมีพื้นที่กว้างมากเท่าไหร่ ราคายิ่งแพงมากขึ้นเท่านั้น
ที่เขาอยากได้ถุงฟ้าดินก็เพื่อเอามาปิดบังเื่ที่เขามีแหวนคุนเฉียนหากคนอื่นเห็นว่าเขามีถุงฟ้าดินก็จะไม่เอะใจเื่ที่เขามีแหวนคุนเฉียนแหวนคุนเฉียนเป็ของวิเศษที่เหนือกว่าถุงฟ้าดินมากนักหากคนอื่นรู้ว่าเขามีแหวนคุนเฉียนย่อมต้องเกิดความโลภขึ้นแน่นอนดังนั้นเขาจึงอยากซื้อถุงฟ้าดินสักใบ เอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกที่ไม่สำคัญนักเพื่อตบตาคนอื่นๆ
เวลาผ่านไปจนกระทั่งคนของตลาดเริ่มตีฆ้องร้องป่าว “งานประมูลโอสถกำลังจะเริ่มแล้วๆ”
ผู้คนก็พากันทยอยไปยืนออรอบๆเวทีทรงกลมยกพื้นสูงประมาณ 2 เมตร เฉินมู่อิ๋งก็ตามผู้คนไปด้วยเขายืนอยู่ในหมู่ผู้คนไม่ได้โดดเด่นเลย เรียกว่ากลืนไปกับฝูงชน เขามองไปรอบๆเห็นคนของสำนักหมื่นดารายืนอออยู่ทางหนึ่ง แล้วก็มีคนของสำนักเทียนเต๋ากลุ่มหนึ่งคนของสำนักซ่อนจันทร์กลุ่มเล็กๆ ห้าหกคนกลุ่มหนึ่ง คนของสำนักซ่อนจันทร์นี้เป็ที่จับตาของผู้คนยิ่งนักเพราะพวกนางล้วนมีรูปโฉมงดงามสวมอาภรณ์สีเหลืองนวลเหมือนๆ กันหมด มีผ้าโปร่งสีเหลืองปิดใบหน้าเอาไว้คนของสำนักเทียนเต๋าก็สวมอาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้านให้ความรู้สึกเหมือนเทพผู้สูงส่งเหนือผู้คนส่วนสำนักหมื่นดาราพวกเขาสวมอาภรณ์หลากสีตามความชอบของแต่ละคน
บุรุษสวมชุดสีดำรูปร่างกำยำคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที เขามองผู้คนเบื้องล่างแล้วประกาศว่า“เริ่มการประมูลโอสถ ณ บัดนี้”
ผู้คนเบื้องล่างส่งเสียงฮือฮาบุรุษชุดดำบนเวทีพูดอีกว่า “โอสถเม็ดแรกคือ โอสถมายาระดับ 3”
มีสตรีคนหนึ่งถือถาดใส่ขวดโอสถเดินขึ้นไปบนเวทีบุรุษชุดดำเทโอสถใส่จานให้ทุกคนได้เห็นเม็ดโอสถ
“อืม”ผู้คนเบื้องล่างส่งเสียงอย่างไม่ค่อยสนใจนัก โอสถมายานี้มีสรรพคุณคือช่วยให้นอนหลับดีขึ้นทำให้คนที่กินเข้าไปหลับใหลอยู่ในความฝัน จึงเรียกว่าโอสถมายามีคนหนึ่งชูมือแล้วเปิดประมูล “10 หยก”
“20 หยก”มีคนประมูลแข่ง
“25 หยก”มีคนเสนอราคาแข่ง บุรุษชุดดำบนเวทีมองกวาดไปรอบๆไม่เห็นมีใครชูมือเสนอราคาอีกเขาจึงผายมือไปทางบุรุษเฒ่าที่เสนอราคาสูงสุด 25หยกคนนั้น “โอสถมายาเป็ของท่านแล้ว เชิญไปจ่ายค่าโอสถที่กระโจม”
บุรุษเฒ่าเดินแหวกผู้คนไปที่กระโจมข้างเวทีทันทีสตรีที่ถือถาดใส่ขวดโอสถก็ลงจากเวทีแล้วเดินไปที่กระโจมหลังนั้นเช่นกัน
บุรุษชุดดำเอ่ยขึ้นว่า“ต่อไปเป็โอสถบัวแดงระดับ 1”
สตรีคนหนึ่งก็ถือถาดใส่ขวดโอสถเดินขึ้นไปบนเวทีบุรุษชุดดำเทโอสถใส่จานให้ทุกคนได้เห็นเม็ดโอสถอีกเช่นเดิม ซึ่งโอสถบัวแดงนี้มีสรรพคุณทำให้คนที่กินเข้าไปจะมีกลิ่นกายหอมกลิ่นบัวไปหลายเดือนโอสถชนิดนี้สตรีให้ความสนใจไม่น้อย แน่นอนว่าพวกนางย่อมอยากมีกลิ่นกายหอมเครื่องหอมต้องประพรมผิวทุกวันแต่โอสถบัวแดงนี้กินเม็ดเดียวก็มีฤทธิ์อยู่ได้หลายเดือน
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 5 บาท 10 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ