พิธีแต่งงานของฉินซูเม่ยและไป๋จิ้งถิงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย มีชาวบ้านไม่กี่คนที่มาร่วมงาน เว้นแต่ครอบครัวฉินกับครอบครัวซูที่ไม่มีใครมาร่วมงานสักคน
ฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงรู้สึกอับอายที่มีคนรู้ว่าพวกเขารับเงินสินสอดหนึ่งพันหยวนมาจากไป๋จิ้งถิง โดยมีเงื่อนไขว่าพวกเขาจะไม่ไปรบกวนฉินซูเม่ยไม่ว่าเื่ใดก็ตาม แม้ไม่ได้เป็การตัดสัมพันธ์ แต่ความหมายก็ไม่ต่างกัน เพราะชาวบ้านต่างก็เข้าใจดีว่าฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงเห็นแก่ตัวขนาดไหน พวกเขาคิดว่าไป๋จิ้งถิงทำถูกแล้ว
ส่วนซูต้าจู้กับหูเสี่ยวเถาก็ไม่ได้มาร่วมงาน พวกเขาจะไปร่วมงานแต่งของอดีตลูกสะใภ้ได้อย่างไรกัน อีกอย่างหนึ่งคืออยู่ดีๆ ซูซ่างจิ่นก็ล้มป่วย ตอนนี้ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
แต่ชาวบ้านก็ไม่ได้ใส่ใจกับเื่ของสองครอบครัวนี้เท่าไหร่นัก พวกเขายังกินเลี้ยงงานแต่งกันอย่างมีความสุข เพราะอาหารและเหล้ามงคลที่ไป๋จิ้งถิงเตรียมไว้ต้อนรับนั้นมีมากมาย ทั้งอาหารก็มีแต่อาหารจานเนื้อ ยิ่งรู้ว่าไป๋จิ้งถิงมอบเงินสินสอดให้กับบ้านฉินไปถึงหนึ่งพันหยวน พวกเขาก็เชื่อแล้วว่าไป๋จิ้งถิงอยากแต่งงานกับฉินซูเม่ยจริงๆ และทุกคนยังยกย่องไป๋จิ้งถิงที่แม้จะรู้อาการป่วยของฉินซูเม่ย แต่เขาก็ยังแต่งงานกับเธอ และยังจัดงานแต่งได้อย่างยิ่งใหญ่
งานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่ร้านอาหารของรัฐก็เรียบง่ายเหมือนกัน คนมาร่วมงานมีแต่สหายของไป๋จิ้งถิง ส่วนเพื่อนสนิทของฉินซูเม่ยก็มีเพียงลี่เยี่ยนฟางเท่านั้นที่มาร่วมงาน ถึงแม้จะไม่มีญาติฝ่ายเ้าสาวมาร่วมงาน แต่แขกทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะพวกเขาตั้งใจมาร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวเท่านั้น
หลังจากนั้นอีกสองวัน ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยก็เดินทางไปกองทัพที่ไป๋จิ้งถิงสังกัดอยู่ โดยบ้านและที่นาที่เป็สมบัติของไป๋จิ้งถิงก็ถูกขายให้กับหัวหน้าหมู่บ้านหรือลุงใหญ่ฉิน นับจากวันนี้ ฉินซูเม่ยกับไป๋จิ้งถิงคงไม่กลับมาที่หมู่บ้านอีกแล้ว
ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยเดินทางมาถึงค่ายทหารก็เป็เวลาบ่ายแก่ อาหารที่โรงอาหารก็คงจะขายหมดแล้ว เขากับฉินซูเม่ยจึงแวะซื้ออาหารสดเพื่อกลับไปทำ กว่าจะกลับถึงบ้านพัก ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว และเด็กสองคนก็เริ่มเป็กังวลว่าทำไมคุณพ่อของพวกเขายังไม่กลับมาสักที
“พี่ ทำไมพ่อยังไม่กลับมาอีกล่ะคะ หรือว่าพ่อไม่้าเราแล้ว” ไป๋เจียวเจียวถามพี่ชายอย่างกังวล
“ทำไมเธอถึงคิดว่าพ่อไม่้าเราล่ะ” ไป๋เจ๋อชิงถามกลับ
“คุณป้าเจิ้งบอกหนูค่ะ คุณป้าเจิ้งบอกว่าคุณพ่อแต่งงานใหม่แล้ว ต่อไปคุณพ่อก็จะไม่สนใจเราสองคนอีก”
“คุณพ่อไม่ใช่คนแบบนั้น เธออย่าไปฟังคำพูดของคนอื่นสิ เธอจำที่คุณพ่อสอนเราไม่ได้เหรอ”
“หนูจำได้” ไป๋เจียวเจียวก้มหน้าพูดเสียงเบา “แต่หนูกลัว หนูกลัวว่าแม่เลี้ยงของเราจะเป็เหมือนแม่เลี้ยงของเสี่ยวหลิน หนูไม่อยากถูกตีถูกหยิกเหมือนเสี่ยวหลินค่ะ”
ไป๋เจ๋อชิงกอดน้องสาวฝาแฝดไว้เมื่อเห็นว่าน้องสาวกำลังจะร้องไห้ “อย่ากลัวไปเลย พี่จะปกป้องเธอเอง จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเธอเป็อันขาด”
“เธอก็เข้าใจหลอกน้องสาวนะเจ๋อชิง แม่เลี้ยงที่ไหนจะดีกับลูกเลี้ยงกันล่ะ” เจิ้งเหยาหรือป้าเจิ้งที่เด็กๆ เรียก เธอเป็ภรรยาของซ่งห้าวหนาน นายทหารรุ่นพี่ของไป๋จิ้งถิง พี่สะใภ้เจิ้งคือแม่นมและคนที่ไป๋จิ้งถิงจ้างให้ช่วยดูแลเด็กๆ เวลาที่เขาไม่อยู่บ้าน
เมื่อก่อนเจิ้งเหยาดูแลเด็กแฝดทั้งสองคนเป็อย่างดี หนึ่งก็เพราะค่าจ้างที่ไป๋จิ้งถิงให้นั้นทำให้ครอบครัวของเธอไม่ลำบากเื่อาหารการกิน อีกเื่หนึ่งคือเธออยากสนับสนุนให้น้องสาวสามีแต่งงานกับไป๋จิ้งถิง ทำอย่างนั้นเธอถึงจะไล่น้องสามีจอมี้เีออกจากบ้านไปได้ แต่เมื่อเธอได้รับโทรศัพท์จากไป๋จิ้งถิงว่าเขาจะพาภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกลับมาอยู่ที่ค่ายด้วยกัน เธอก็รู้สึกไม่พอใจและไม่ถูกชะตากับฉินซูเม่ย และเธอก็เริ่มที่จะไม่ชอบเด็กฝาแฝดคู่นี้เสียอย่างนั้น
“เห็นไหมคะพี่ คุณป้าเจิ้งบอกว่าแม่เลี้ยงไม่ใช่คนดี” คราวนี้ไป๋เจียวเจียวร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“อย่าร้องไห้เลย มันอาจไม่เป็อย่างที่เราคิดก็ได้” ไป๋เจ๋อชิงหันไปมองเจิ้งเหยาอย่างไม่พอใจ “คุณพ่อเคยบอกพวกเราว่าอย่าเพิ่งตัดสินคนอื่นจากคำพูด ตอนนี้ผมกับเจียวเจียวยังไม่เคยเจอแม่เลี้ยง คุณป้าก็ยังไม่เคยเจอแม่เลี้ยงของผมเหมือนกัน แล้วทำไมคุณป้าถึงมาตัดสินว่าแม่เลี้ยงของผมไม่ใช่คนดีแล้วล่ะครับ”
เจิ้งเหยาใกับคำพูดของไป๋เจ๋อชิง เธอรู้อยู่แล้วว่าไป๋เจ๋อชิงเป็เด็กที่มีความคิดเกินวัย แต่เธอก็ไม่นึกว่าความคิดของเขาจะเป็ผู้ใหญ่ขนาดนี้ แต่จะให้เธอขอโทษเด็กเหรอ ไม่มีทาง “ฉันไม่ได้พูดอะไรผิด ฉันไม่เคยเห็นแม่เลี้ยงคนไหนเป็คนดีเลยสักคน”
“แต่เจ๋อชิงพูดถูกนะครับ พี่สะใภ้ยังไม่เคยเจอภรรยาของผมเลย ทำไมพี่สะใภ้ถึงมาตัดสินว่าเธอไม่ใช่คนดีแล้วล่ะครับ” ไป๋จิ้งถิงเปิดประตูบ้านเข้ามาก็ได้ยินสิ่งที่เจิ้งเหยาพูดพอดี หากเขาไม่มาได้ยินเองกับหู เขาคงไม่เชื่อว่าคำพูดร้ายๆ แบบนี้จะเป็คำพูดของพี่สะใภ้ที่คอยช่วยเหลือเขามาตลอด
“เอ่อ...พวกเธอกลับมากันแล้วเหรอ” เจิ้งเหยาถามแก้เก้อ เธอไม่คิดว่าไป๋จิ้งถิงจะกลับมาเวลานี้ “ถ้างั้นฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะ ต้องกลับไปเตรียมอาหารให้เหล่าซ่งน่ะ”
ไป๋จิ้งถิงไม่พอใจกับคำพูดเมื่อครู่ เขาวางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นแล้วล้วงเงินออกมา “นี่คือเงินเดือนสำหรับเดือนนี้ครับ”
“นี่เพิ่งกลางเดือนเองนะ ทำไมเธอรีบให้เงินฉันจังเลยล่ะ” เจิ้งเหยารับเงินมาอย่างสบายใจ ‘เหอะ...ได้ยินแล้วยังไง สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาฉันอยู่ดี’
“ั้แ่วันพรุ่งนี้ พี่สะใภ้ไม่ต้องมาดูแลเด็กๆ แล้วนะครับ ผมกับซูเม่ยจะดูแลพวกเขาเอง”
“อะไรนะ! เธอจะไม่ให้ฉันทำงานต่อแล้วหรือ ทำไมล่ะจิ้งถิง ฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจหรือเปล่า หรือว่าฉันดูแลเด็กๆ ไม่ดี”
“พี่สะใภ้ดูแลเด็กๆ ดีมากครับ และผมก็ขอบคุณพี่มากด้วย แต่ที่ผมไม่พอใจคือคำพูดที่พี่พูดถึงซูเม่ยเมื่อกี้ และพี่ยังสอนให้ลูกๆ ของผมเกลียดคุณแม่ของพวกเขาด้วย”
เจิ้งเหยาได้ยินก็รีบเดินกลับห้องพักของตัวเองไปทันที เธอไม่มีข้อโต้แย้งเพราะเธอพูดคำพูดไม่ดีเ่าั้ให้เด็กฟังจริงๆ
“เจ๋อชิง เจียวเจียว มาหาพ่อ” ไป๋จิ้งถิงพูดเสียงเข้ม
ฉินซูเม่ยยังยืนอยู่กับที่ เวลานี้เป็เวลาของพ่อลูก ยังไม่ใช่เวลาที่เธอจะเข้าไปแทรก และเธอก็อยากรู้ว่าเขาจะสอนเด็กๆ ยังไง
ไป๋เจ๋อชิงจูงมือน้องสาวไปหาพ่อ “ผมขอโทษครับคุณพ่อ”
“หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ”
“ลูกสองคนขอโทษเื่อะไร” ไป๋จิ้งถิงมองลูกสาว “เจียวเจียว ลูกทำผิดเื่อะไร”
“หนูบอกว่าแม่เลี้ยงเป็คนไม่ดีค่ะ”
“ถ้างั้นเป็ใครที่ลูกควรขอโทษ”
“คุ..คุณ...” ไป๋เจียวเจียวไม่รู้ว่าจะเรียกฉินซูเม่ยอย่างไร
“หนูชื่อเจียวเจียวใช่ไหมจ๊ะ” ฉินซูเม่ยยิ้มเอ็นดู เธอเดินไปหาแล้วนั่งยองให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กหญิงตัวเล็ก “ฉันชื่อฉินซูเม่ย เป็ภรรยาของคุณพ่อหนู ฉันจะมาเป็แม่เลี้ยงของหนู หนูอยากเรียกฉันว่าอะไรจ๊ะ”
ไป๋เจียวเจียวมองฉินซูเม่ยที่ยิ้มให้เธออย่างใจดี ความกลัวในใจหายไปครึ่งหนึ่ง แต่เธอก็ยังลังเล “หนู...หนูเรียกคุณว่าคุณแม่ได้ไหมคะ”
“ได้สิจ๊ะ ต่อไปนี้ฉันคือแม่ของหนู แล้วหนูก็คือลูกสาวคนเดียวของฉัน” ฉินซูเม่ยหันไปยิ้มให้ไป๋เจ๋อชิง “ส่วนเธอก็คือลูกชายคนเดียวของฉันเหมือนกัน”
แม้ไป๋เจ๋อชิงจะมีความคิดเป็ผู้ใหญ่กว่าวัย แต่อย่างไรเขาก็ยังเป็เด็ก เขาเห็นว่าฉินซูเม่ยดูใจดี ดังนั้นเขาจึงถามคำถามหนึ่งออกไป “แล้วถ้าคุณกับคุณพ่อมีลูกคนใหม่ คุณยังจะรักผมกับเจียวเจียวอยู่ไหมครับ”
ไป๋จิ้งถิงขมวดคิ้วมองลูกชาย แต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ฉินซูเม่ยก็เป็ฝ่ายพูดขึ้นก่อน และเธอก็ไม่คิดที่จะปิดบังความลับของตัวเอง เธออยากบอกกับเด็กๆ ให้มั่นใจ และไม่อยากให้ใครเอาเื่นี้มาพูดยุแยงทำให้ลูกๆ ของเธอไม่มีความสุข
“ฉันมีความลับบางอย่างอยากจะบอกพวกหนู”
“ความลับเหรอครับ มันเกี่ยวกับคำตอบที่คุณจะให้ผมใช่ไหม” ไป๋เจ๋อชิงกัดริมฝีปาก “คุณกำลังจะบอกว่าตอนนี้ผมมีน้องสาวหรือน้องชายแล้วใช่ไหมครับ คุณจะไม่รักพวกเราใช่ไหมครับ”
ฉินซูเม่ยหัวเราะแล้วลุกขึ้นเดินไปกอดเด็กชาย “ฉันเป็แม่ของพวกเธอ เพราะฉะนั้นฉันต้องรักพวกเธออยู่แล้ว อีกอย่าง...ฉันป่วย ฉันไม่สามารถมีลูกได้”
ไป๋เจ๋อชิงเงยหน้าขึ้นมองฉินซูเม่ยอย่างใ “ผมขอโทษครับ ผมไม่น่าถามคำถามนี้กับคุณเลย”
“ไม่เป็ไร ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร แต่...” ฉินซูเม่ยขมวดคิ้ว “เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“คุณ...” ไป๋เจ๋อชิงยิ้มอย่างคลายกังวล “คุณแม่”
ฉินซูเม่ยทนกับความน่ารักของเด็กทั้งสองคนไม่ไหว เธอกอดและหอมแก้มพวกเขาอยู่อย่างนั้นเป็เวลานาน
“อะแฮ่ม...นี่ก็จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เราเข้าครัวไปทำอาหารกันดีกว่านะ” ไป๋จิ้งถิงรู้สึกอิจฉาลูกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ฉินซูเม่ยรู้ทัน เธอเดินไปกระซิบ “คืนนี้ฉันก็จะให้รางวัลกับความน่ารักของคุณเหมือนกันค่ะ”
จากที่บอกว่าจะช่วยกันทำอาหาร ฉินซูเม่ยก็ไล่สามพ่อลูกให้ไปนั่งรอที่ห้องรับแขก ห้องครัวก็แคบแค่นั้น แถมพวกเขายังทำอะไรไม่เป็เลยสักอย่าง ให้เธอทำอาหารคนเดียวยังจะเร็วกว่า อาหารวันนี้ก็มีแต่ของโปรดของเด็กๆ ทั้งนั้น และเด็กๆ ก็พอใจกับอาหารแสนอร่อยของคุณแม่เป็อย่างมาก
เมื่อทุกคนทานอาหารเสร็จและเตรียมตัวที่จะเข้านอน จากที่ฉินซูเม่ยจะให้รางวัลกับสามี กลายเป็ลูกทั้งสองคนหอบหมอนและผ้าห่มมาขอนอนกับเธอ
ฉินซูเม่ยจะปฏิเสธได้อย่างไร ยิ่งเป็วันแรกที่เธอกับเด็กๆ ได้รู้จักกัน เธอไม่อยากทำให้พวกเขาเสียใจ สุดท้ายสี่คนพ่อแม่ลูกก็นอนอยู่บนเตียงเดียวกัน จากที่เด็กๆ นอนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา พอตกดึก คุณพ่อไป๋จิ้งถิงก็อุ้มแล้วย้ายเด็กๆ ไปนอนอยู่ที่เตียงด้านใน จากนั้นเขากับภรรยาก็เริ่มกิจกรรมของคู่สามีภรรยา