มุกจันทร์ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาพอได้ยินเขาพูดก็คิดในใจว่า แย่แล้ว นี่มันแย่กว่าการถูกกวนประสาทซะอีก เขาคงไม่ใช่ว่ากำลังทวงถามความรับผิดชอบจากเธอหรอกนะใช่ไหมตอนนั้นเขาก็ไม่เห็นจะโต้แย้งอะไรนี่นา
“เรื่องนั้นมัน...” ให้ตายเถอะ เธออยากจะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่เขาก็ยืนจ้องเธออยู่จะไม่ตอบก็คงไม่ได้ “ตอนนั้นมันฉุกเฉิน คุณก็เห็นว่ามุกถูกคุกคามขนาดนั้นเลยต้องบอกว่าคุณเป็นแฟนเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นเลิกมาตามก่อกวนมุก จริงๆ นะมุกว่าผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละที่เป็นคนทำ ต่อให้ไม่ทำเองก็คงให้คนอื่นทำ”
เธออธิบายยืดยาวเพราะหวังว่าเขาจะเห็นใจไม่ใช่ว่าเธอจงใจกลั่นแกล้งเขา แต่ที่ทำไปเพราะมันจำเป็นจริงๆ
“เรื่องนั้นผมเข้าใจ”
มุกจันทร์ได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดีใจเขาเป็นคนมีเหตุผลและรู้จักเห็นใจคนอื่น สมแล้วที่เป็นหัวหน้าคน ก่อนที่มุกจะจันทร์เอ่ยอะไรออกมาเพื่อแสดงความขอบคุณที่เขาเข้าใจเธอก็ได้ยินเสียงทุ้มของเขาพูดต่อ
“แต่มันคนละเรื่องกับความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดนี่ครับไม่ใช่เหรอ”
“ห๊ะ?”มุกจันทร์ถึงกับเสียกิริยาอุทานออกมาอย่างไม่สุภาพ ยากนักที่เธอจะเสียอาการแบบนี้เธอคิดว่าเขาเข้าใจและมีเหตุผล ไม่คิดว่าเขาจะยังดื้อแพ่งอีก “แล้วคุณจะให้มุกรับผิดชอบยังไงคะมุกขอโทษคุณแล้วกันที่ดึงคุณเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้”
“คุณคิดว่าเรื่องนี้แค่ขอโทษก็จบแล้วเหรอครับ”
“งั้นคุณจะให้มุกทำยังไงคะให้มุกเป็นแฟนคุณจริงๆ หรือไงกัน” เธอหลุดปากพูดออกไปอย่างไม่ทันคิด
“นั่นก็ใช้ได้”เขากลับตอบนิ่งๆ เหมือนไม่ได้แปลกใจอะไรนักกับคำพูดของเธอ
นั่นก็ใช้ได้ อะไรคือใช้ได้ของเขากัน“ใช้ไม่ได้ค่ะ”
“เพราะ?”
“ถามจริงๆเถอะ คุณอยากแต่งงานกับมุกจริงๆ เหรอคะ”
“อืม”
“เพราะแม่คุณ?”
“อืม”
“คุณจะเอาความสุขทั้งชีวิตมาล้อเล่นแค่เพราะพ่อแม่บอกว่าอยากให้ทำเหรอคะ”
“เปล่านี่ผมสืบประวัติคุณมาแล้ว แต่งงานกับคุณก็ไม่น่าใช่เรื่องเลวร้ายอะไร”
“คนเราจะแต่งงานกับใครสักคนไม่ใช่ว่าต้องมีความรักเหรอคะ”
“ไม่จำเป็นคนสมัยก่อนไม่รักกันก็แต่งงานกันได้คนจีนสมัยก่อนไม่เคยได้เห็นหน้ากันจนกระทั่งวันแต่งงานด้วยซ้ำพ่อแม่ให้แต่งกับใครก็แต่งกับคนนั้น”
“แต่นี่มันสมัยนี้ไม่ใช่สมัยก่อน โลกพัฒนาไปถึงไหนแล้วจะทำตัวล้าหลังแบบเมื่อก่อนได้ยังไงคะ”
“ผมเป็นพวกอนุรักษ์นิยม”เขาพูดพร้อมชูตะเกียงในมือให้ดู เป็นหลักฐานที่บ่งบอกว่าเขาเป็นพวกอนุรักษ์นิยมจริงๆ
“คุณคิดดีๆเถอะค่ะ แต่งงานคือความสุขเกือบทั้งชีวิตเลยนะคะ”
“สรุปคือคุณจะไม่รับผิดชอบคำพูดตัวเอง?”
“ขอโทษด้วยนะคะมุกไม่ได้รู้สึกอะไรกับคุณ คงแต่งงานกับคุณไม่ได้หรอก”
“แต่คุณบอกว่าคุณชอบเงินผมมีเงินให้นะ”
นั่นไงพูดไม่กี่คำก็วกมาเอาเงินฟาดหัวเธออีกแล้ว
“ถึงมุกจะชอบเงินแต่มุกชอบชีวิตที่มีความสุขมากกว่าค่ะ”
“คุณไม่ได้มีคนที่ชอบนี่”
“คุณรู้ได้ยังไงมุกอาจจะมีคนที่ชอบแล้วก็ได้”
“งั้นก็ง่ายเลยคุณพามาให้แม่คุณดู แล้วแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นซะ แค่นี้ก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ”
มุกจันทร์เถียงเขาไม่ออกเธอจะไปหาใครมาให้แม่ดูกัน เธอไม่มีคนที่ชอบซะหน่อย
เขาเห็นว่าเธอเงียบจึงพูดต่อ “สรุปว่าคนที่ชอบ คุณก็ไม่มี แล้วยังขัดข้องอะไรอีกครับแต่งงานกับผมไม่ได้แย่หรอก เงินสิบล้านก็ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ”
“มุกไม่สะดวกใจค่ะมุกเพิ่งจะรู้จักกับคุณเอง”
“คุณสะดวกใจแต่คุณแค่ไม่รู้ตัวว่าคุณยอมรับผมแล้ว”
“มุกเนี่ยนะสะดวกใจ ยอมรับคุณ เหลวไหล” เธอไปสะดวกใจยอมรับเขาตั้งแต่เมื่อไรกัน
เขากลับหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี
มุกจันทร์เห็นเขาหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทั้งๆที่เรื่องที่พวกเขากำลังคุยกันไม่ใช่เรื่องที่ชวนให้หัวเราะเลยสักนิด เธอนึกทบทวนรายการอาหารที่กินเข้าไปตอนมื้อค่ำว่ามีจานไหนใส่เห็ดลงไปหรือเปล่าเธอคิดว่าท่าทางของเขาเหมือนคนกินเห็ดพิษที่ทำให้มึนเมาหลงผิดเข้าไป บางคนถึงขั้นประสาทหลอนนั่งหัวเราะคนเดียว “วันนี้คุณไม่ได้กินเห็ดอะไรเข้าไปใช่ไหมคะ”
“หือ?”เขายังงุนงงในตอนแรก แต่ไม่นานก็เข้าใจว่าเธอกำลังหมายถึงอะไร“คุณคิดว่าผมเผลอกินเห็ดพิษเข้าไปเหรอ”
“ก็อาการคุณเหมือนเมื่อกี้คุณก็หัวเราะแบบไม่มีเหตุผลอีก”
“ผมหัวเราะแต่ผมมีเหตุผล”
“เหตุผลอะไรคะ”
“คุณแสดงออกอยู่ตลอดว่าคุณยอมรับผมเมื่อกี้นี้ก็ใช่ แต่คุณก็ยังไม่ยอมรับ”
“มุกแสดงออกยังไงว่ายอมรับคุณแล้ว”
“คุณทำหน้าโกรธไม่พอใจใส่ผมบ่อยๆ”
มุกจันทร์ฟังแล้วก็อึ้งไปอีกครั้งเขาหมายความว่ายังไงที่บอกว่าเธอทำหน้าโกรธเขา ไม่พอใจเขา แสดงว่าเธอยอมรับเขา “ยังไงคะ มุกไม่เข้าใจ”
เธอคิดว่าตรรกะของเขาคงมีปัญหาแล้วถึงได้พูดกลับผิดเป็นถูกได้หน้าตาเฉยแบบนี้
“คุณมุกคุณเป็นคนรู้จักวางตัว รอบคอบ คุณให้เกียรติคนอื่น และระวังการกระทำตลอดคุณไม่ทำหน้าตาบึ้งตึงใส่คนอื่น ต่อให้คุณไม่พอใจคุณก็ยังระงับอารมณ์ได้ดูอย่างสองคนเมื่อเช้าสิ คุณรู้สึกไม่พอใจแต่คุณก็ยังแกล้งพูดกับพวกเขาอย่างสุภาพ”
“แล้วยังไงคะคนเราก็ต้องรู้จักวางตัวอยู่แล้ว จะให้มุกทำหน้าบึ้งตึงใส่คนอื่นไปทั่วได้ยังไงกัน”
“ใช่ครับต่อหน้าคนไม่สนิท คนเราต้องวางตัวให้ตัวเองดูดีอยู่แล้ว แต่กับคนสนิทเรามักไม่ต้องเสแสร้งไม่ต้องแกล้งทำเพราะเรารู้สึกว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ต่อหน้าเขา”
เมื่อเห็นว่ามุกจันทร์กำลังฟังและคิดตามที่ตัวเองพูดเขาก็พูดต่อ “เพราะคุณไว้ใจผม และรู้สึกสนิทใจกับผมแล้วคุณถึงกล้าแสดงอารมณ์กับผมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้งนี่คือการยอมรับผมที่คุณแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว จริงไหมครับ”
มุกจันทร์นิ่งเงียบอยู่นานเธอกำลังคิดตามที่เขาบอก ใช่แล้ว ปกติเธอไม่แสดงท่าทางไม่พอใจใส่ใครเรื่องทำหน้าบึ้งยิ่งแทบจะไม่เคย เพราะเธอไม่อยากให้แม่ของเธอไม่สบายใจไม่อยากสร้างปัญหาให้แม่ ทุกการกระทำของเธอจึงมักจะออกมากลางๆให้เกียรติผู้อื่นเสมอแม้ว่าเธอจะรู้สึกไม่พอใจแค่ไหนก็ตาม
“ก็ถูกค่ะแต่คุณจะบอกว่าเพราะเรื่องพวกนี้เลยแปลว่ามุกยอมรับคุณ มันไม่แปลกไปหน่อยเธอคะ”
“ก็แปลกครับแต่มันคือความจริง หรือคุณจะบอกว่าไม่จริง”
เป็นอีกครั้งที่มุกจันทร์เถียงเขาไม่ได้ใช่แล้ว ที่เขาพูดมาคือเรื่องจริง เธอเริ่มรู้สึกสนิทกับเขาแล้วถึงได้กล้าทำหน้าบึ้งใส่เขาเธอกล้าพูดเถียงกับเขา แสดงตัวตนอีกด้านให้เขาเห็น
“คุณไม่ตอบแสดงว่ายอมรับแล้วว่าคุณเปิดใจยอมรับผมแล้ว”
“แต่ว่าการแต่งงานมันไม่ใช่แค่นั้นซะหน่อย”
“แล้วมีเรื่องอะไรอีกความเหมาะสม เราก็เหมาะสมกัน พ่อแม่เราก็เห็นด้วย เงินทองผมก็ไม่ได้ขาด ผมมีเงินก้อนให้เพื่อรับรองอนาคตของคุณแล้วผมก็เป็นผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาดี แต่งกับผมไม่มีตรงไหนที่คุณขาดทุนเสียเปรียบ”
มุกจันทร์ฟังเขาร่ายถึงความเหมาะสมต่างๆนานา แค่นั้นก็อึ้งแล้ว แต่ที่อึ้งกว่าคือเขาถึงกับกล้าชมตัวเองว่าเป็นผู้ชายรูปร่างหน้าตาดีเชื่อเขาเลย ชมตัวเองให้คนอื่นฟังแบบนี้ก็ได้ด้วย
เขาเห็นเธอมองแบบนั้นก็เหมือนกับรู้ว่าในใจของเธอคิดเรื่องอะไรอยู่“หรือคุณคิดว่าผมไม่หล่อ”
มุกจันทร์ที่กำลังมองเขาอยู่พอโดนถามแบบนี้เธอถึงกับพูดไม่ออก เขานี่ช่างกล้ามากจริงๆ ถึงได้ถามคำถามแบบนี้ออกมาได้