บทที่4
คำขอโทษจากพ่อ
กลางดึกที่บ้านตระกูลซ่งนั้นเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านม่านหน้าต่างเบา ๆ บ้านที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็ที่อันเ็าอย่างน่าหดหู่หลังเหตุการณ์วันหมั้นพ่อของเธอก็ล้มป่วยลงเพราะตรอมใจเื่ครอบครัวแตกแยก ซ่งหว่านอิงเฝ้าดูอาการอยู่ข้างเตียงทุกวันไม่เคยห่าง เธอคอยเช็ดเหงื่อ ป้อนยา พูดปลอบทั้งน้ำตา แต่ทุกวันสุขภาพของพ่อก็ยิ่งทรุดลง
“อิงเอ๋อร์... พ่อผิดเอง... ผิดที่ไม่ปกป้องลูกและแม่ของเหมยฮวาของลูกให้ดี...”มือท่านสั่นเล็กน้อย ขยับข้อมือลูบกรอบรูปแม่ของฉันวางไว้แนบอกเสียงแ่เบาของพ่อในค่ำคืนสุดท้ายยังคงก้องอยู่ในใจเธอไม่เสื่อมคลาย
“อย่าเสียใจไปเลย พ่ออยากให้ลูกมีชีวิตดี ๆ ไม่ต้องกลับมาทนเ็ปแบบเดิม....."ซ่่งเทียนหลงเดิมทียังคงมีท่าทีเคร่ง แต่สายตานั้นเปลี่ยนไป มีความเหนื่อยล้าและความเสียใจซ่อนอยู่ลึก
น้ำเสียงนั้นแหบพร่า มันไม่ใช่เสียงเข้มเหมือนเมื่อตอนที่เขาต่อว่า แต่เป็เสียงของคนที่ทนผิดหวังมานาน “พ่อ…ขอโทษ”
มือที่เคยอบอุ่นของพ่อค่อย ๆ เย็นลงในมือของเธอ เสียงหายใจแ่ลง ก่อนจะหยุดนิ่งอย่างสงบ ซ่งหว่านอิงทรุดลงร้องไห้ ข้างเตียงที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรและเสียงสะอื้นแ่ ๆ ของเธอเป็เพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในคืนนั้น
รุ่งเช้า ข่าวการเสียชีวิตของคุณพ่อซ่งเทียนหลงดังขึ้นไปทั่วบ้าน ตลอดทั้งเช้าซ่งหว่านอิงไม่พูดไม่จา ได้แต่จัดการเื่งานศพด้วยตนเอง น้ำตาที่แห้งผากแล้วไหลอีกครั้งตอนเห็นร่างของพ่อถูกเคลื่อนออกจากห้อง
แต่แทนที่จะได้รับความเข้าใจจากแม่เลี้ยง สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็คำกล่าวหาที่เฉือนหัวใจ
หลิวเจิน แม่เลี้ยงของเธอ กรีดเสียงใส่ขณะยืนในห้องโถง สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
“ซ่งหว่านอิง! ถ้าไม่ใช่เพราะแกยกเลิกงานหมั้น ทำให้บ้านเราต้องอับอายจนพ่อเจ็บใจ แกคิดว่าพ่อจะตายหรือ!?”
ซ่งหว่านหลินก็ก้าวตามออกมา น้ำตาคลอแต่เต็มไปด้วยการแสดง
“พี่... ถ้าพี่ไม่ทำให้พ่อเสียใจ ท่านคงไม่ต้องตรอมใจแบบนี้หรอก พี่ใจร้ายเกินไปไหม...?”
ซ่งหว่านอิงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับเย็นเยียบ
“ใจร้ายงั้นหรือ...” เธอหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา “พวกเธอสองคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าพ่อเจ็บเพราะอะไร ใครกันแน่ที่ทำให้พ่อเสียใจ... ไม่ใช่ฉัน แต่เป็พวกเธอต่างหาก”
คำพูดนั้นทำให้หลิวเจินหน้าเปลี่ยนสี ซ่งหว่านหลินเม้มปากแน่น แต่ยังทำสีหน้าราวกับตนเป็ฝ่ายถูกกระทำ
“พูดจาไร้มารยาท! ยังจะกล้ากล่าวหาผู้เป็แม่อีกหรือ!” หลิวเจินตวาดเสียงแหลม
“แม่อย่างเธอหรือ...” ซ่งหว่านอิงเอ่ยเสียงเรียบ “ั้แ่แม่แท้ ๆ ของฉันตาย เธอไม่เคยคิดจะดูแลฉันเลยแม้แต่วันเดียว มีแต่ใช้ฉันเป็เครื่องมือให้ลูกสาวเธอได้ดี...”
พิธีศพของคุณพ่อจัดขึ้นแบบเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความเคารพ แขกที่มาร่วมมีความหลากหลาย เพื่อนร่วมงานของพ่อ เพื่อนบ้าน ผู้คนที่เขาเคยช่วยเหลือ แม้แม่เลี้ยงและซ่งหว่านหลินจะอยู่ในมุมหนึ่ง แต่สายตาของผู้คนก็เปลี่ยนไป บางคนยกมือไหว้พ่อด้วยความเคารพ บางคนก็สบตาฉันด้วยความเห็นใจที่ซ่อนเร้น
หลังพิธี ฉันนั่งอยู่ในห้องนอน เห็นกล่องไม้ของแม่วางเปิดอยู่ แหวนหยก เงินบางส่วน สมุดบัญชี ฉันหยิบมันขึ้นมาทุกชิ้น ความรับผิดชอบบางอย่างตกลงมาที่บ่าฉันหนักขึ้น ทว่าขณะเดียวกันฉันก็รู้สึกเบากว่าเดิม เพราะคำพูดสุดท้ายของพ่อเป็เสมือนการมอบโอกาส
---
1เดือนผ่านไป
เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดหน้าต่างไม้เข้ามา ฉันตื่นขึ้นพร้อมเสียงนกร้องในสวน ปี้อิงนำชามข้าวต้มร้อน ๆ มาให้เช่นเคย แต่วันนี้หัวใจฉันเต้นแรงเป็พิเศษ เพราะอีกไม่กี่วันฉันจะต้องเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
“คุณหนู…เมื่อคืนพักผ่อนบ้างหรือเปล่าคะ?” ปี้อิงถามพลางยื่นถ้วยน้ำชาให้
ฉันยิ้มบาง ๆ “พักสิ แต่ถึงไม่พัก ฉันก็ยังต้องอ่านต่ออยู่ดี”
ปี้อิงถอนหายใจเบา ๆ แต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ รู้ดีว่าฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
เมื่อเดินออกจากห้อง ฉันเห็นซ่งหว่านหลินนั่งอยู่ใต้ต้นพลัมในสวน เธอสวมชุดสีชมพูอ่อน ใบหน้ายังคงใสซื่อ พอเห็นฉันเดินออกมา เธอก็รีบลุกขึ้นยิ้ม
“พี่สาว วันนี้พี่ดูสดใสมากเลยนะคะ”
ฉันยกยิ้มเพียงเล็กน้อย “ขอบใจจ้ะ”
หว่านหลินเดินเข้ามาใกล้ สายตาวาววับแฝงความเจตนา “ได้ยินมาว่าพี่สาวจะเดินทางไปเมืองหลวงในอีกสองวันใช่ไหมคะ? การเดินทางไกลลำบากมากนะคะ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว”
ฉันตอบเรียบ ๆ “ถึงฉันไปคนเดียวก็ไม่มีอะไรน่ากลัว”
แววตาของหว่านหลินกระตุก แต่ก็ยังคงรอยยิ้มหวาน “จริงสิคะ แต่…ผู้ชายมากมายที่เมืองหลวงต่างก็มุ่งไปสอบเพื่อสร้างอนาคต หากพี่สาวอยากแข่งขันกับพวกเขา คงเหนื่อยมากนะคะ”
ฉันหันไปสบตาเธอด้วยความมั่นคง “ถึงจะเหนื่อย…ฉันก็จะสู้”
---
่บ่าย ฉันนั่งอ่านหนังสือในห้องโถง เสียงฝีเท้าม้าดังมาจากทางเข้าบ้าน ครู่ต่อมาคนรับใช้เข้ามาแจ้งว่า “คุณหนู มีท่านนายทหารมาขอพบค่ะ”
ฉันเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกไป และพบว่าเฮ่อจุนเว่ยยืนอยู่ เขายังคงสวมชุดทหารสีกากี ใบหน้าคมเข้มและดวงตาคมกริบสะกดสายตาได้ทันที
“สวัสดีครับคุณซ่ง” เขายกมือทำความเคารพ
ฉันตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณมาถึงที่นี่ มีธุระอะไรหรือคะ?”
เฮ่อจุนเว่ยมองมาที่ฉันอย่างจริงจัง “ผมทราบว่าคุณจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสอบ จึงอยากมาเตือนให้ระวัง ระหว่างทางไม่ค่อยสงบปลอดภัยนัก”
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง “ขอบคุณค่ะ แต่ฉันตัดสินใจแล้ว”
“ผมรู้ครับ” เขายิ้มบาง ๆ “เพราะคุณคือคนที่มีความกล้าหาญ แต่ถึงอย่างนั้น ผมอยากขอให้ผมได้จัดทหารสองนายคอยคุ้มกันคุณระหว่างเดินทาง”
ฉันเบิกตากว้างเล็กน้อย “นั่นเกินไปแล้วค่ะ คุณไม่จำเป็ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอก”
“ไม่ลำบากหรอกครับ” เขาตอบเสียงหนักแน่น “ถือเสียว่าผมขอทำในสิ่งที่ถูกต้องเถอะ”
หัวใจฉันสั่นไหวอย่างไม่อาจห้ามได้ จึงตอบเพียงเบา ๆ “เช่นนั้น…ก็แล้วแต่คุณเลยค่ะ”
---
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนา เสียงหัวเราะหวาน ๆ ของซ่งหว่านหลินก็ดังแทรกขึ้น
“โอ๊ะ…ท่านนายพลก็มาเยี่ยมบ้านเราด้วยหรือคะ”
เธอเดินเข้ามาอย่างอ่อนหวาน สวมรอยยิ้มสดใสราวกับไม่รู้เื่อะไร แต่แววตาที่ฉายแวบออกมาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ใช่ครับ” เฮ่อจุนเว่ยตอบเพียงสั้น ๆ แต่สายตาเขายังคงมองมาที่ฉัน ไม่ได้หันไปสนใจหว่านหลินนัก
หว่านหลินก้าวเข้ามาใกล้ ยกถ้วยน้ำชามาวางต่อหน้าเขา “ท่านนายทหารเหนื่อยแน่ ๆ เชิญดื่มชาสักหน่อยนะคะ”
แต่เฮ่อจุนเว่ยกลับปฏิเสธสุภาพ “ไม่เป็ไรครับ ผมต้องรีบไปทำธุระต่อ”
หว่านหลินชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังคงยิ้มฝืน ๆ “เช่นนั้น…เดินทางปลอดภัยนะคะ”
เฮ่อจุนเว่ยหันมามองฉันอีกครั้ง “คุณซ่ง…แล้วพบกันที่เมืองหลวงครับ”
ฉันพยักหน้าช้า ๆ “ค่ะ”
---
หลังจากเขาออกไป หว่านหลินหันกลับมาหาฉันทันที รอยยิ้มหวานหายไป เหลือเพียงสายตาคมวาว
“พี่สาว…ดูเหมือนท่านนายพลจะใส่ใจพี่ไม่น้อยเลยนะคะ”
ฉันตอบอย่างเยือกเย็น “เขาเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น”
“แน่หรือคะ?” หว่านหลินหัวเราะเบา ๆ “พี่สาวคงไม่คิดว่าจะสามารถดึงดูดสายตาของบุรุษผู้สูงศักดิ์เช่นนั้นได้จริง ๆ ใช่ไหมคะ?”
ฉันมองเธอด้วยความสงบ แต่ในใจกลับเจ็บแปลบกับคำเสียดสีเ่าั้ ทว่าฉันไม่อ่อนแอเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว
“ไม่ว่าเขาจะมองฉันอย่างไรก็คงไม่เกี่ยวกัยเธอ”
หว่านหลินกัดริมฝีปากแน่น แต่ไม่ตอบอะไร เดินจากไปด้วยท่าทางไม่พอใจ
---
คืนนั้น ฉันนั่งเขียนบันทึกใต้แสงตะเกียง
“โลกนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะฉันย้อนเวลากลับมา ผู้คนรอบข้างยังคงเป็เช่นเดิม แต่ฉันจะเปลี่ยนตัวเอง ฉันจะไม่ยอมพ่ายแพ้อีกต่อไป”
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า ราวกับกำลังบอกฉันว่าเส้นทางที่เลือก แม้ยากลำบาก แต่ก็เปล่งแสงงดงามในแบบของมันเอง
และฉัน…จะก้าวต่อไปอย่างไม่หวั่นไหว