แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าทอดผ่านกำแพงเมืองทิศเหนือที่บัดนี้กลายเป็สถานที่ "ศักดิ์สิทธิ์" ในสายตาชาวเมืองหลวง หลี่ิ นั่งอยู่บนตั่งไม้ตัวเดิมที่เริ่มจะบุบสลายจากการใช้งานหนัก ในมือของเขาคือซาลาเปาไส้หมูสับลูกที่สี่ของวัน ทว่าแววตาของเขากลับมิได้มีความสุขเหมือนวันวาน
เขามองดูซาลาเปาในมือด้วยสายตาปลาตาย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเป็สายเพลิงจาง ๆ จนซาลาเปาแทบไหม้
"แม่นางหลิว... เ้าว่ารสชาติของแป้งนึ่งนี่มันเริ่มจะเหมือนกระดาษแข็งขึ้นทุกวันหรือไม่?" หลี่ิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ
หลิวรั่วเฉิน ที่กำลังกวาดลานหน้าป้อมยามชะงักไป "พี่หลี่ ท่านกินมันมาห้าวันติดต่อกัน วันละเกือบสิบลูก มิแปลกที่ท่านจะเริ่มเบื่อ แต่นี่คือร้านที่อร่อยที่สุดในเขตกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วนะเ้าคะ"
หลี่ิลุกขึ้นยืนพลางปัดเศษแป้งออกจากชุดเกราะเก่า ๆ "ข้าตัดสินใจแล้ว... วันนี้ข้าจะไม่กินซาลาเปา ข้าได้ยินพวกพ่อค้าคุยกันว่า ในเขตวังหลวงชั้นนอกมีภัตตาคารที่ชื่อ 'ัคาบแก้ว' ที่นั่นมีเป็ดปักกิ่งที่หนังกรอบดุจแก้วและเนื้อนุ่มดุจสำลี ข้าต้องไปลองให้ได้"
หลิวรั่วเฉินเบิกตากว้าง "แต่ท่านเป็ยามเฝ้าประตูนะเ้าคะ! หากท่านทิ้งหน้าที่ไปตอนนี้ พวกขุนนางหรือคนขององค์ชายสี่แอบลักลอบเข้า-ออกเมืองกันวุ่นวายหรือ?"
หลี่ิไม่สนคำทัดทาน เขาหยิบพู่กันจีนด้ามหัก ๆ มาเขียนข้อความลงบนกระดาษหยาบ ๆ แล้วแปะไว้ที่หน้าประตูเมืองทิศเหนือด้วยน้ำลาย:
"ไปหาเป็ดกิน กลับมาตอนเย็น ใครจะเข้าเมืองกรุณารอสักครู่ หรือถ้าใจร้อนก็เฝ้าแทนข้าที (ห้ามขโมยอิฐกำแพงเมือง) "
ชาวเมืองและทหารยามคนอื่น ๆ ที่กำลังต่อแถวรอเข้าเมืองต่างยืนนิ่งเป็ใบ้ เมื่อเห็นยามระดับเทพเดินทอดน่องเข้าเมืองไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีใครกล้าก้าวข้ามเส้นประตูเมืองแม้แต่คนเดียว เพราะป้ายเตือนนั้นสำหรับพวกเขา มันขลังยิ่งกว่ายันต์สะกดิญญาเสียอีก!
หลี่ิเดินใจลอยเข้าสู่เขตเมืองชั้นในที่หรูหรา โดยมีหลิวรั่วเฉินในชุดทหารยามตัวเล็กเดินก้มหน้าก้มตาตามหลังมาติด ๆ ทุกย่างก้าวที่หลี่ิเดินผ่าน ชาวบ้านต่างพากันแหวกทางให้โดยสัญชาตญาณ แม้เขาจะดูเหมือนทหารเลวธรรมดา แต่กลิ่นอายความเ็า (และความหิว) ที่แผ่ออกมานั้นน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อถึงหน้าภัตตาคาร 'ัคาบแก้ว' อาคารไม้แกะสลักห้าชั้นที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าและกลิ่นหอมของเครื่องเทศชั้นเลิศ หลี่ิหยุดยืนนิ่ง
‘ระบบ... ลงชื่อเข้าใช้’
[ติ๊ง! ท่านลงชื่อเข้าใช้ ณ 'ภัตตาคารัคาบแก้ว' สถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมและรสชาติ] [ยินดีด้วย! ท่านได้รับรางวัลระดับ SSR: 'วิชาหกรูปแบบ' ขั้นสมบูรณ์] [คำอธิบาย: ยอดวิชาการต่อสู้ด้วยร่างกายหกสาย ได้แก่ กายาเหล็ก , โซ , เดินชมจันทร์ , เท้าวายุ , กายากระดาษ , และดัชนีพิฆาต]
วินาทีนั้น ร่างกายของหลี่ิเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ กล้ามเนื้อที่ดูธรรมดาของเขาหดตัวและขยายออกอย่างยืดหยุ่น ความรู้เื่การเร่งความเร็วและการเสริมความแข็งแกร่งของิัไหลพุ่งเข้าสู่สมอง
"โอ้... วิชาพวกนี้ดูเหมือนจะช่วยให้ข้าไม่ต้องออกแรงมากนักเวลาี้เี" หลี่ิพึมพำ เขาใช้ทักษะ 'โซ' เพียงชั่วพริบตาเพื่อเคลื่อนที่จากหน้าประตูร้านไปถึงโต๊ะริมหน้าต่างชั้นบนสุดที่ว่างอยู่ รวดเร็วเสียจนพนักงานต้อนรับที่กำลังจะอ้าปากทักเห็นเพียงแค่ลมพัดผ่านหน้าไป
"พี่หลี่! ท่านมานั่งตรงนี้ได้อย่างไร ข้าตามไม่ทัน!" หลิวรั่วเฉินวิ่งหอบขึ้นมาบนชั้นห้าด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
"นั่งลงเถอะแม่นางหลิว สั่งเป็ดมาสักสามตัว ข้าหิวจนจะกินประตูเมืองได้ทั้งบานอยู่แล้ว"
ในขณะที่หลี่ิกำลังมีความสุขกับการใช้ 'ดัชนีพิฆาต' จิ้มชิ้นเนื้อเป็ดปักกิ่งเข้าปากอย่างรวดเร็ว (ซึ่งเขาพบว่ามันแม่นยำกว่าการใช้ตะเกียบ) เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและหยิ่งยโสก็ดังขึ้นจากบันได
ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีม่วงปักลายเมฆา ท่าทางภูมิฐานแต่แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามสี่คน เขาคือ 'หลี่เหวิน' คุณชายรองแห่งตระกูลมหาเสนาบดีซ้าย ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเื่ความเอาแต่ใจ
"โต๊ะริมหน้าต่างตัวนี้ ข้าจองไว้ล่วงหน้าแล้ว ใครหน้าไหนบังอาจมานั่ง!" หลี่เหวินตวาด เสียงของเขาทำเอาแขกคนอื่นในภัตตาคารแทบจะหยุดหายใจ
พนักงานร้านรีบวิ่งเข้ามาด้วยตัวสั่นเทา "คะ... คุณชายรอง ขออภัยพะยะค่ะ ทหารยามผู้นี้เขา... เขาจู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น ข้าห้ามไม่ทัน"
หลี่เหวินมองไปที่หลี่ิที่กำลังเคี้ยวหนังเป็ดกรอบ ๆ อย่างไม่สนใจโลก "ทหารยามกระจอกรึ? เ้าบังอาจนัก! รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร? ลุกขึ้นแล้วไสหัวไปเสียก่อนที่ข้าจะสั่งตัดขาเ้า!"
หลี่ิไม่ได้เงยหน้ามอง เขาเพียงแค่ใช้ 'กายากระดาษ' เบี่ยงหลบฝ่ามือของผู้ติดตามที่พยายามจะมากระชากคอเสื้อของเขา ท่วงท่าของเขาพริ้วไหวดุจขนนกที่ลอยอยู่ในสายลม แม้จะยังนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่คู่ต่อสู้กลับััตัวเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
"เป็ดนี่อร่อยจริงๆ ... แม่นางหลิว เ้าควรลองกินตอนที่มันยังร้อนนะ" หลี่ิเอ่ยเรียบ ๆ
"เ้า! บังอาจเมินข้า!" หลี่เหวินชักกระบี่สั้นออกมา ลมปราณ ขั้นปฐี (ขั้น 4) พุ่งพล่าน เขาแทงกระบี่เข้าใส่กลางหลังของหลี่ิด้วยโทสะ
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่น แต่สิ่งที่น่าใคือกระบี่ชั้นดีของคุณชายรองกลับหักสะบั้นลงทันทีที่ัักับแผ่นหลังของหลี่ิ!
หลี่ิใช้ 'กายาเหล็ก' เสริมความแข็งแกร่งของิัจนแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้าพันปี เขาค่อย ๆ หันกลับมามองด้วยแววตาปลาตาย "เ้าทำลายบรรยากาศการกินของข้า... รู้ไหมว่าเป็ดตัวนี้ราคาเท่าไหร่?"
ความโกลาหลในภัตตาคารลามออกไปถึงภายนอก เมื่อข่าวที่ว่า "ยามปีศาจทิศเหนือ" บุกเข้ามานั่งกินเป็ดปักกิ่งกลางเมืองชั้นในแพร่สะพัดไปถึงวังหลวง องค์ชายสี่ที่กำลังแค้นจัดเห็นเป็โอกาสดีจึงสั่งระดมพล 'กองพันองครักษ์ทองคำ' กว่าห้าพันนายเข้าปิดล้อมภัตตาคารัคาบแก้วทันที
"ปิดทางเข้าออกทุกทาง! ใครขวางฆ่าทิ้งให้หมด!" องค์ชายสี่ประทับอยู่บนหลังม้าศึกเบื้องล่างภัตตาคาร "วันนี้ข้าจะดูซว่ามันจะรอดพ้นจากค่ายกลธนูหมื่นดอกไปได้อย่างไร!"
หลี่ิเดินออกมาที่ระเบียงชั้นห้า ในมือยังถือห่อกระดาษที่บรรจุเนื้อเป็ดที่เหลือไว้ เขาเห็นกองทัพนับพันและยอดฝีมือขั้นนภานับสิบคนยืนล้อมกรอบอยู่เบื้องล่าง
"พี่หลี่... เราจะทำอย่างไรดีเ้าคะ? พวกเขาปิดล้อมไว้หมดแล้ว!" หลิวรั่วเฉินหน้าถอดสี
หลี่ิหาวหวอดใหญ่ "ก็แค่ทางกลับบ้านมีคนมาต้อนรับเยอะหน่อยเท่านั้นเอง... ตามข้ามาแม่นางหลิว"
เขาก้าวเท้าออกไปนอกระเบียงที่ความสูงห้าชั้น ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความใของฝูงชน แทนที่เขาจะร่วงหล่นลงสู่พื้น หลี่ิกลับเตะอากาศอย่างรวดเร็ว
ปัง! ปัง! ปัง!
'เดินชมจันทร์' ทำให้เขาเดินเหินบนอากาศได้อย่างมั่นคงดุจเดินบนพื้นดิน เขาจูงมือหลิวรั่วเฉินเดินข้ามหัวกองทัพองครักษ์ทองคำไปอย่างหน้าตาเฉย องค์ชายสี่ที่เห็นภาพนั้นถึงกับอ้าปากค้างจนลืมสั่งยิงธนู
"นั่นมัน... วิชาเหินหาวระดับไหนกัน! แม้แต่ขั้นบรรพชนยังทำไม่ได้ยาวนานขนาดนี้!"
ทหารนับพันได้แต่แหงนหน้ามอง "ยาม" ที่เดินพริ้วผ่านไปบนท้องฟ้า หลี่ิก้มลงมององค์ชายสี่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดเท้าออกไปกลางอากาศ
'เท้าวายุ'
คลื่นสุญญากาศรูปจันทร์เสี้ยวสีฟ้าครามพุ่งลงมาจากฟ้า มันมิได้เล็งไปที่คน แต่เล็งไปที่ถนนเบื้องหน้ากองทัพ แรงอัดอากาศตัดถนนหินอ่อนจนแยกออกเป็เหวลึกยาวกว่าร้อยเมตร กั้นกลางระหว่างเขากับกองทัพทหาร
"พวกเ้ามาต่อคิวซื้อเป็ดเหมือนกันรึ? ร้านเขาน่าจะขายหมดแล้วนะ ไว้มาใหม่พรุ่งนี้ล่ะ" หลี่ิทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะหายวับไปด้วยความเร็วของ 'โซ' กลับไปปรากฏตัวที่ประตูเมืองทิศเหนือในพริบตา
เขานั่งลงบนตั่งไม้ตัวเดิม แกะห่อเป็ดปักกิ่งออกมาแทะต่อ พลางมองดูป้าย "ไปหาเป็ดกิน" ที่เขามีความสุขที่ได้กลับมาทำหน้าที่เดิม
"เฮ้อ... เมืองหลวงนี่วุ่นวายจริงๆ อยู่ที่นี่แหละสงบที่สุดแล้ว"