แสงแดดตอนบ่ายแก่ๆของกรุงเทพฯ ส่องกระทบพื้นปูนใต้ถุนอาคารเรียนคณะอักษรศาสตร์จนไอร้อนระอุขึ้นมาในอากาศ ลมชานเมืองที่บ้านของผมมักจะเย็นสบาย แต่ที่มหาวิทยาลัยใจกลางเมืองแบบนี้กลับร้อนอบอ้าวเสียจนทำให้ผมรู้สึกเหนียวตัวไปหมด ผมนั่งพัดกระดาษรายงานไปมาอยู่กับ 'มุก' และ 'แบงค์' เพื่อนร่วมกลุ่มเรียนที่กำลังบ่นเื่ความยากของวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ
"ข้าวหอม แกเขียนพาร์ทนี้เสร็จแล้วใช่ไหม เดี๋ยวเราจะได้เอารวมเล่มส่งอาจารย์พรุ่งนี้เช้าเลย"
มุกเงยหน้าจากหน้าจอแท็บเล็ตขึ้นมาถามผม
"อ๋อ เสร็จแล้วมุก ผมส่งไฟล์เข้าไปในกลุ่มแชทั้แ่เมื่อคืนแล้วนะ ลองเช็กดูได้เลย"
ผมตอบพลางยิ้มกว้าง ส่งผลให้เพื่อนสนิทสองคนถอนหายใจโล่งอกพร้อมกัน
"ขอบใจมากเว้ยข้าวหอม ถ้าไม่ได้แกช่วยแปลส่วนภาษาอังกฤษกลุ่มเราคงเดี้ยงแน่ๆ"
แบงค์พูดพลางตบบ่าผมเบาๆ ทว่าก่อนที่เราจะได้คุยรายละเอียดต่อ เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาบดบังแสงแดดตรงหน้าโต๊ะหินอ่อนที่เรานั่งอยู่
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับ 'พี่พอร์ช' รุ่นพี่ปีสี่จากคณะวิศกรรมศาสตร์ ดีกรีหนุ่มฮอตที่เป็ที่เลื่องลือเื่ความเ้าชู้และคารมคมคาย พี่พอร์ชส่งยิ้มหวานที่คิดว่ากร้าวใจที่สุดมาให้ผม พลางวางแก้วน้ำหวานชามะนาวลงบนโต๊ะตรงหน้าผม
"น้องข้าวหอมครับ พี่พอร์ชเอาน้ำเย็นๆ มาฝาก เห็นนั่งทำหน้าเครียดทำรายงานอยู่ตั้งนาน ร้อนไหมครับคนดี"
พี่พอร์ชพูดน้ำเสียงหวานเลี่ยน พลางขยับตัวนั่งลงข้างผมเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ว่าง
ผมรู้สึกอึดอัดจนต้องขยับตัวหนีเล็กน้อยพลางยกมือไหว้ทักทายอย่างมีมารยาท
"สวัสดีครับพี่พอร์ช... ขอบคุณสำหรับน้ำครับ แต่ผมมีน้ำดื่มส่วนตัวแล้ว ไม่เป็ไรครับ"
"แหม... ใจดำกับพี่อีกแล้วนะน้องข้าวหอม พี่พอร์ชตามจีบมาตั้งหลายอาทิตย์แล้วนะ ขอไอดีไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์หน่อยสิครับคนเก่ง พี่อยากชวนไปทานข้าวเย็นด้วยกันวันนี้จังเลย"
พี่พอร์ชยังไม่ยอมแพ้ เอื้อมมือหนาหวังจะมาแตะที่ข้อมือของผม
มุกเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดแทรกขึ้นมา
"ขอโทษนะค๊าพี่พอร์ช พอดีพวกเราต้องรีบทำรายงานกลุ่มส่งอาจารย์ค่ะ และหลังจากนี้ข้าวหอมเขามีธุระด่วนต้องรีบกลับบ้านด้วย คงไปทานข้าวด้วยไม่ได้หรอกค่ะ"
"ใช่ครับพี่พอร์ช ข้าวหอมมีคนมารับแล้วครับ"
แบงค์ช่วยเสริมน้ำเสียงจริงจังเพื่อปกป้องผม
"ช่างเถอะน่า เพื่อนๆ ก็อย่าเพิ่งขัดจังหวะสิครับ พี่คุยกับข้าวหอมอยูนะ... ว่ายังไงครับข้าวหอม ไปกับพี่เถอะนะ เดี๋ยวพี่ไปส่งถึงบ้านเลย"
พี่พอร์ชทำหูทวนลมและขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้นจนปลายไหล่ชนกัน ความกดดันและท่าทีคุกคามคุกรุ่นขึ้นจนผมรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
ทว่า ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามต่ำของเครื่องยนต์รถ SUV คันหรูสีดำทมิฬแล่นเข้ามาจอดเทียบที่ข้างอาคารเรียน เสียงเบรกดังเอี๊ยดดึงดูดสายตาของนักศึกษาใต้ถุนอาคารเกือบทุกคนให้หันไปมอง รถคันนั้นติดฟิล์มดำสนิทดูลึกลับและน่าเกรงขามคล้ายกับรถของพวกผู้มีอิทธิพล
ประตูฝั่งคนขับเปิดออก ร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยร้อยแปดสิบแปดเซนเมตรของพี่ธันวาก้าวลงมาจากรถ เขาอยู่ในชุดเชิ้ตสีดำพับแขนเสื้อขึ้นถึงศอก กางเกงสแล็คสีเข้ม และสวมแว่นตากันแดดสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มของเขาเรียบนิ่งสนิทดุจก้อนหิน คิ้วหนาขมวดมุ่น ออร่าความเยือกเย็น น่ากลัว และกดดันแผ่ซ่านออกมาจนนักศึกษาแถวนั้นพากันเงียบกริบหลีกทางให้ร่างสูงใหญ่เดินตรงเข้ามาอย่างเกรงบารมี
พี่ธันวาเดินดุ่มๆ ตรงมาที่โต๊ะของเรา สายตาคมกริบภายใต้แว่นตากันแดดจ้องมองตรงมาที่พี่พอร์ชที่นั่งอยู่ข้างผมทันที บรรยากาศรอบตัวพลันลดฮวบลงราวกับอยู่ในช่องแช่แข็ง
---
ธันวาจ้องหน้าไอ้หนุ่มหน้าระรื่นท่าทางเ้าชู้ที่กำลังขยับตัวเบียดเสียดข้าวหอมอยู่ใต้ตึกเรียนด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง ความหึงหวงและห่วงใยพุ่งสูงเสียดอกจนผมต้องจอดรถทันทีและก้าวลงไปจัดการด้วยตัวเอง ข้าวหอมตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับมันดูหน้าน้องก็รู้อึดอัดอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งทำให้ผมอยากกระชากมันออกไปให้พ้นหูพ้นตา
ผมก้าวเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อน ร่างสูงใหญ่ของผมบดบังแสงแดดและสร้างเงาทับร่างของไอ้เด็กวิศวะคนนั้นจนมันต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ
"ขอโทษนะครับ..."
ผมพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นเฉียบ และทรงพลังอำนาจ ไร้ซึ่งรอยยิ้มหรือความเป็มิตรใดๆ สะกดให้ทุกคนในบริเวณนั้นนิ่งอึ้ง
"คะ... คุณเป็ใครครับ?"
ไอ้เด็กวิศวะพอร์ชถามเสียงสั่นเล็กน้อย พยายามปรับท่าทางให้ดูเข้มแข็งแต่สายตากลับสั่นระริกเมื่อมองมาที่ผมซึ่งตัวใหญ่และดูมีอิทธิพลมากกว่ามันหลายเท่า
ผมก้าวเข้าไปแทรกกลางระหว่างมันกับข้าวหอมทันที ดึงตัวข้าวหอมให้ลุกขึ้นยืนแล้วกวาดน้องมาอยู่ทางด้านหลังของผม มือหนาจับไหล่บางของข้าวหอมไว้แน่นเป็การประกาศอาณาเขต แสดงความเป็เ้าของอย่างเปิดเผย
ผมถอดแว่นตากันแดดออกเผยดวงตาคมปลาบดุดันสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในตาของมันด้วยรังสีอำมหิตที่ใช้จัดการกับลูกค้าหรือคู่แข่งทางธุรกิจดุเดือด
"ผมเป็ผู้ปกครองของข้าวหอมครับ และมารับน้องกลับบ้านตามเวลา... เด็กคนนี้มีคนดูแลแล้ว และไม่สะดวกจะคุยหรือไปไหนกับคนแปลกหน้า หวังว่าจะเข้าใจตรงกันนะครับ"
น้ำเสียงของผมราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันมหาศาลจนไอ้เด็กพอร์ชหน้าถอดสีทันที มันมองผมสลับกับข้าวหอมพลางกลืนน้ำลายเอื๊อก
"ขะ... เข้าใจแล้วครับ ขอตัวก่อนนะครับ"
มันรีบคว้าแก้วน้ำหวานแล้วเดินก้าวขายาวๆ หนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ผมหันกลับมามองเพื่อนๆ ของข้าวหอมที่ยืนตัวลีบเกรงใจอยู่ด้านข้าง ผมปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เพื่อนๆ ของน้องต้องกลัวตามไปด้วย
"ขอบใจน้องๆ มากนะครับที่ช่วยดูแลข้าวหอม พี่ขอตัวพาข้าวหอมกลับบ้านก่อนนะ"
ผมพูดพลางส่งยิ้มสุภาพจางๆ ให้มุกและแบงค์ ซึ่งทั้งสองคนรีบพยักหน้ารับคำอย่างมีมารยาท
"คะ... ค่ะพี่ธันวา สวัสดีค่ะ / สวัสดีครับพี่"
ผมหันกลับมากวาดสายตามองเด็กดื้อข้างหลังที่ยืนตาโตแก้มป่องอยู่ชวนน่าหมั่นไส้ ผมจูงมือบางที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของข้าวหอมพาเดินตรงไปที่รถยนต์ทันที พอปิดประตูรถลงล็อกเรียบร้อย บรรยากาศเงียบสงบในรถยนต์ก็กลับมาอีกครั้ง ผมสตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ก่อนจะหันไปดุเด็กซุ่มซ่ามที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆ
"ทำไมปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามานั่งเบียดขนาดนั้นครับข้าวหอม ถ้าพี่ไม่ลงไปจะทำยังไง หืม? รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหนสำหรับเรา"
ผมบ่นพึมพำเสียงเข้มแต่แฝงความห่วงใยอยู่เต็มอก
"ก็ผมปฏิเสธไปแล้วนี่ครับพี่ธันวา แต่พี่พอร์ชเขาไม่ยอมฟังเอง... อีกอย่าง พี่ธันวาทำดุใส่คนอื่นน่ากลัวมากเลยนะครับ รู้ตัวไหมเนี่ย รังสีความขรึมแผ่กระจายจนพวกรุ่นน้องปีหนึ่งแถวนั้นแทบจะไม่กล้าเดินผ่านเลยนะครับ"
ข้าวหอมบ่นอ้อมแอ้มแก้มป่องพลางปัดมือไปมาด้วยท่าทางกระเง้ากระงอด
ผมลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเอื้อมมือหนาไปเปิดกล่องเก็บความเย็นตรงคอนโซลกลางรถ หยิบขวดน้ำส้มคั้นสดเย็นเจี๊ยบที่แช่เตรียมไว้ล่วงหน้าส่งยื่นให้ร่างบางข้างกาย
"ดื่มน้ำส้มเย็นๆ ก่อนครับ จะได้ใจเย็นลงและคลายร้อนบ้าง แล้วก็หันใบหน้ามาทางนี้หน่อยสิครับ"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ข้าวหอมพยักหน้ารับคำพลางเอื้อมมือมารับขวดน้ำส้มไปถือไว้แล้วหันดวงหน้ากลมหวานมาสบตาผมตรงๆ
ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีน้ำเงินเข้มส่วนตัว ค่อยๆ เอื้อมมือประคองใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอมแล้วซับเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผมอ่อนๆ และหน้าผากมนของน้องอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับกำลังเช็ดทำความสะอาดสิ่งของล้ำค่าที่อาจแตกสลายได้ง่ายๆ
สายตาคมกริบของผมจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตสว่างไสวที่กำลังสั่นระริก แก้มใสของน้องเริ่มเปลี่ยนเป็สีชมพูแดงปลั่งลามลึกไปถึง่ลำคอขาวระหงอย่างน่ามอง
"พี่ดุก็เพราะเป็ห่วงและห่วงใยเราจริงๆ นะครับข้าวหอม... จำไว้เลยว่าต่อจากนี้ไปห้ามปล่อยให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาประชิดตัวในระยะประชิดขนาดนั้นอีกเด็ดขาด พี่หวง... ในฐานะผู้ปกครองดูแลแทนคุณพ่อคุณแม่ของเธอ เข้าใจที่พี่พูดไหมครับ"
ผมพูดกระซิบน้ำเสียงเข้มแต่เน้นย้ำความรู้สึกหวงแหนในใจอย่างที่สุด
"ขะ... เข้าใจแล้วครับพี่ธันวา ผมจะระวังตัวให้มากกว่านี้ครับ..."
ข้าวหอมก้มหน้าตอบเสียงสั่นเบาหวิวราวกับเสียงยุงบิน พลางใช้หลอดดูดน้ำส้มอึกใหญ่เพื่อดับความร้อนฉ่าบนใบหน้าและซ่อนความเขินอายที่กำลังทวีคูณ
—------
ใจของผมเต้นระรัวราวกับจะหลุดลอยออกไปข้างนอกั้แ่ได้ยินคำว่า "พี่หวง" ของพี่ธันวา ถึงพี่เขาจะต่อท้ายประโยคว่าในฐานะผู้ปกครองก็ตามเถอะ
แต่แววตาคมกริบที่จ้องมองมาและฝ่ามือหนาอุ่นๆ ที่ประคองข้างแก้มซับเหงื่อให้อย่างแ่เบานั้นช่างอ่อนโยนและเต็มเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลที่ทำให้สมองของผมขาวโพลนไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก
รถยนต์ SUV สีดำแล่นลื่นไหลไปบนถนนเส้นทางหลักมุ่งหน้าสู่ชานเมืองอันเงียบสงบ ต้นไม้สองข้างทางและแสงแดดยามเย็นสีทองส่องผ่านกระจกหน้ารถเข้ามา บรรยากาศเงียบสงัดและปลอดภัยภายในรถทำให้อารมณ์ตื่นตระหนกจากเหตุการณ์ใต้ตึกเรียนเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นใจที่แล่นพล่านอยู่ในอก
"เย็นนี้อยากทานอะไรเป็พิเศษไหมครับข้าวหอม"
เสียงทุ้มของพี่ธันวาเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบกริบ
"เอ่อ... อะไรก็ได้ครับพี่ธันวาที่พี่ธันวาอยากทำ ผมทานได้หมดเลยครับ ฝีมือพี่ธันวาอร่อยที่สุดในโลกอยู่แล้ว"
ผมตอบพลางหันไปยิ้มประจบคนขับรถตัวโต
"ไม่ต้องมาพูดประจบเลยครับตัวแสบ เอาเป็แกงจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักใส่กุ้งดีไหม ทานง่ายๆ และย่อยง่ายด้วย"
พี่ธันวาหันมาเหล่สายตามองผมเล็กน้อยพร้อมมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นจางๆ รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากเหลือเกินจากใบหน้าขรึมดุของเขา
"ดีครับ! ผมชอบแกงจืดเต้าหู้ที่สุดเลย"
ผมพยักหน้ารับคำอย่างร่าเริง
ในหัวของผมเริ่มคิดย้อนกลับไปถึงแววตาดุดันหน้าเกรงขามที่พี่ธันวาใช้จัดการรุ่นพี่พอร์ชเมื่อครู่ มันช่างแตกต่างกับน้ำเสียงนุ่มนวลและสายตาอ่อนโยนที่เขากำลังใช้พูดคุยกับผมตอนนี้อย่างสิ้นเชิง สองมาตรฐานของพี่ข้างบ้านคนนี้ ทำให้ผมรู้สึกพิเศษและแอบอบอุ่นใจ