ตอนที่ 16 : การดักปล้นของฟางอี๋
“การประมูลในครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว ขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเป็อย่างสูง สำหรับการสนับสนุน หอการค้าเทียนเซียนของเรา โอกาสหน้าพบกันใหม่ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพทุกท่าน” เนี่ยเซียงหลีโค้งคำนับทุกคน และเดินลงจากเวทีไป
“ก๊อก...!!! ก๊อก...!!!”
เฉิงชิงชิงเดินไปที่ประตู เห็นเนี่ยเซียงหลีเดินเข้ามา “ว้าว!!! คุณชายม๋อเทียน ข้าผู้นี้ได้พบตัวจริงของท่านเสียที ช่างหล่อเหลายิ่งนัก ถึงว่าน้องชิงชิง ไม่ยอมออกห่างจากท่านเลย” นางยิ้มมุมปาก
“พี่สาวเนี่ย… มันไม่ใช่แบบนั้นเราแค่เป็สหายกัน” เฉิงชิงชิงเขินอาย
“เป็เช่นนี้เองหรือ??? งั้นพี่สาวคนนี้ขอนะ” เนี่ยเซียงหลียิ้มโปรยเสน่ห์
“หืม!!!” สองสาวที่อยู่ในห้องกระทืบเท้า ดังขึ้นพร้อมกันด้วยความหมั่นไส้
“อะแฮ่ม!!! พี่สาวเนี่ยเซียงหลี มีธุระอะไรกับข้าหรือไม่??? ” ม๋อเทียนรีบกล่าว
“ฮ่า... ฮ่า... เอาล่ะ!!! ข้านำเงินส่วนต่าง ที่หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ท่าน อยู่ในบัตรสีม่วงใบนี้ ส่วนเตาหลอมพยัคฆ์ 3 เศียร และศิลาสงบจิตฝัน ทางเราจะจัดส่งให้ทันที ตามสถานที่ที่ท่านได้ระบุเอาไว้” เนี่ยเซียงหลีเดินเข้ามาประชิดเขา และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
***บัตรสีม่วง คือ บัตรมิติที่ใช้สำหรับเก็บเงินโดยเฉพาะ ไม่ว่าจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม เก็บได้แค่เหรียญทองแดง, เหรียญเงิน, เหรียญทอง เท่านั้น
“ขอบคุณมาก พี่สาวเนี่ยเซียงหลี” ม๋อเทียนคารวะ กลิ่นของหญิงสาวบริสุทธิ์ พัดโชยเข้ามาแตะ ที่จมูกของเขา ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในทุ่งดอกไม้ ม๋อเทียนหลับตาเคลิบเคลิ้ม.....
“หึ... หึ...!!! พี่ม๋อเทียนกลับบ้านกันเถอะ ข้ากลัวว่าท่านแม่จะเป็ห่วง” ม๋ออิงรีบกล่าว
“อืม...!!! ได้ แม่นางชิงชิงอย่าลืม ที่ข้ากล่าวเตือนท่านล่ะ รักษาตัวด้วย” ม๋อเทียนกล่าวอย่างจริงใจ
“รักษาตัวด้วย คุณชายเทียน” เฉิงชิงชิงกล่าวลาอย่างอาลัย
“อะแฮ่ม!!! ทำไมไม่ตามไปอยู่กับเขาเสียเลย” เนี่ยเซียงหลีขยิบตา
“พี่สาว... บ้า!!!” เฉิงชิงชิง วิ่งหลบออกไป
ขณะเดินออกจากหอการค้าเทียนเซียน ม๋อเทียนััได้ถึง จิตคุกคามจำนวน 15 จุด พุ่งตรงมาที่พวกเขา ม๋อเทียนทำเป็ไม่สนใจ และเดินทางต่อไป
“พี่ม๋อเทียน... ข้าว่า... พี่สาวชิงชิงคงจะชอบท่านเข้าให้แล้ว เพราะข้าสังเกตเห็น ว่านางเหลือบมองมา ที่ท่านอยู่บ่อยครั้ง อืม... ข้าว่านางทั้งสวยและฉลาด เหมาะสมกับท่านอยู่นะ” ม๋ออิงพูด และเดินก้มหน้าไปอย่างเงียบ ๆ
ม๋อเทียนถอนลมหายใจอย่างจนใจ และยกมือเขกไปที่ศีรษะของนาง…..
“โอ๊ยยย!!! พี่ม๋อเทียน… ท่านเขกศีรษะข้าทำไม??? ” ม๋ออิงกล่าว
“หากไม่เขกเช่นนี้ เ้าคงคิดไปไกลแล้ว ข้าในตอนนี้มุ่งแต่เพียงฝึกวิชา เพื่อยกระดับพลังปราณของตนเอง ยังไม่มีความคิดเ่าั้หรอก” ม๋อเทียนกล่าว
“จริงนะ!!!” ม๋ออิงะโขึ้นอย่างดีใจ
“เ้าจะดีใจไปทำไม!!! กลัวข้าทิ้งเ้าไปงั้นหรือ ฮ่า...ฮ่า... ยายเด็กโง่!!! ข้าไม่ทิ้งเ้าไปไหนหรอก เ้าจะต้องลำบากไปกับข้าอีกแสนยาวนาน ฮ่าฮ่า” ม๋อเทียนกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“เย้... เย้...!!!” นางวิ่งไปกอดเขาอย่างดีใจ
ม๋อเทียนเดินผ่านชุมชนเมือง มองดูความเป็อยู่ ของคนที่นี่แล้วถอนหายใจ การเป็อยู่ของผู้คน บนทวีปฟ้ากระจ่างแห่งนี้ ไม่สะดวกสบาย เหมือนตอนที่เขา อยู่บนดาวโลกเลย…..
“ข้าจะสามารถสร้างสรรค์ สิ่งประดิษย์อะไร ได้บ้างหรือไม่ !!!” ม๋อเทียนคิด
ขณะที่ม๋อเทียนกำลังคิด อะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น มีบางสิ่งกำลังพุ่ง เข้ามาหาพวกเขา
“เคร้งงงงง!!!”
ม๋อเทียนชักกระบี่ขึ้นมาตวัด ผ่าสิ่งที่บินมาเป็สองท่อนทันที มันคือ!!! ลูกศร... ม๋ออิงที่กำลังยืนอยู่ด้านหลังของเขา ใบหน้าเริ่มซีดลง เมื่อสังเกตเห็นชายฉกรรจ์จำนวน 15 คน ปิดล้อมทั้งคู่เอาไว้
“ไอ้ขยะ!!! คิดไม่ถึงล่ะสิ… ว่าเ้าจะมีวันนี้ จงมาคุกเขาต่อหน้าข้า และส่งผลเมฆาฟ้า มาให้ข้าเสียแต่โดยดี ข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตของเ้าก็ได้” ชายสวมหน้ากากคนนั้นเดินออกมา และกล่าวขึ้น
ม๋อเทียนมองไปที่คนกลุ่มนี้ และส่ายศีรษะ คิดขึ้นในใจว่า “คนพวกนี้คงจะป่วยจิตแน่นอน แต่ฉากแบบนี้ ข้ามักจะเห็นในละครบ่อย ๆ หรือว่าละคร สร้างมาจากชีวิตจริง??? ”
จากนั้นม๋อเทียนก็ถอนลมหายใจ และกล่าวขึ้นว่า “ฟางอี๋... ข้าว่าเ้าหยุดเพียงแค่นี้เถอะ ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่มีเมตตา”
ม๋อเทียนเอียงศีรษะ และกำลังคิดว่า “ในละครตัวเอกต้องตอบ แบบนี้หรือไม่นะ??? ”
“เหอะ... เหอะ...ไอ้ขยะ!!! อย่างเ้าจะทำอะไรพวกข้าได้ พวกเ้าจงไปจัดการไอ้ขยะนั่น ส่วนเด็กผู้หญิงคนนั้น จับนางเปลื้องผ้าเสีย แล้วพวกเราจะได้ ไปเพลิดเพลินกับนาง” ฟางอี๋กล่าวอย่างดุดัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ม๋อเทียนขมวดคิ้วขึ้น และดึงม๋ออิงมาอยู่ด้านหลังของเขา
ม๋ออิงตัวสั่นพร้อมกับะโขึ้น “ฟางอี๋!!! เ้าคิดจะทำอะไร เ้ายังเป็มนุษย์อีกหรือไม่ นี่มันในเมืองนะ มีทหารเดินลาดตระเวนอยู่”
“ทหารลาดตระเวนหรือ ฮ่า...ฮ่า... พวกมันไม่มีทาง ที่จะมาแถวนี้หรอก ข้าให้เงินสินบน พวกมันไปแล้ว พวกมันจะทำเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เ้าพวกโง่!!!” ชายคนหนึ่งในกลุ่มยิ้มกว้างและกล่าวขึ้น
“ใช่แล้ว… ถามว่าพวกข้าจะทำอะไรงั้นรึ ฮ่า...ฮ่า... ข้าจะบอกว่า พวกข้าไม่ทำอะไรนางหรอก แค่อยากเล่นสนุก กับนางสักหน่อย เ้าจะทำอะไรได้…ไอ้ขยะ!!!” ฟางอี๋กล่าว
เมื่อม๋ออิงได้ยินสิ่งที่ฟางอี๋กล่าว นางก็ใเป็อย่างมาก จนไม่อาจหยุดตัวสั่นได้เลย แต่แล้วก็มีมือมาลูบผมของนางเบา ๆ
“เ้าไม่ต้องกลัวนะสาวน้อย... เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะปกป้องเ้าเอง” ม๋อเทียนยิ้มและปลอบใจนาง
“ไม่มีใครผ่านมาก็ดีแล้ว เื่มันจะได้ง่ายขึ้น” ม๋อเทียนแววตาเปลี่ยนเป็คมกริบ มีจิตสังหารหลุดลอดออกมาเป็จำนวนมาก
“ไอ้ขยะนี่!!! คิดว่าตัวเองยังมี พลังยุทธเท่าเดิมงั้นหรือ ช่างหยิ่งผยองเสียจริง” ฟางอี๋มองอย่างเหยียดหยาม
“อยากรู้ว่าข้ามีพลังยุทธเท่าเดิม หรือไม่อย่างนั้นหรือ!!! มานี่... มานี่... มาใกล้ ๆ ข้านี่!!! เดี๋ยวข้าจะบอกให้ ว่าข้ามีพลังยุทธเท่าเดิมหรือไม่” ม๋อเทียนยิ้มแล้วพูดขึ้น พร้อมกวักมือเรียก กลุ่มชายฉกรรจ์ให้เข้ามา
“ไอ้เด็กเหลือขอนี่!!! ดูเหมือนว่าเ้า ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ ” เมื่อเห็นว่าม๋อเทียนยั่วยุพวกตน พวกเขาก็โกรธมาก จึงะเิพลังปราณ พุ่งเข้าใส่ม๋อเทียน
“เหอะ!!! กะอีแค่พลังยุทธระดับ 6 ถึง ระดับ 10 ขอบเขตก่อเกิดกายา เพียงไม่กี่คนหาเื่ตายจริง ๆ ” ม๋อเทียนกล่าวอย่างเฉยเมย
“พรึบ... พรึบ... พรึบ...!!!”
ม๋อเทียนตวัดกระบี่ออกไป รวดเร็วดุจสายฟ้า แม่นยำและเด็ดขาด ทุกคมกระบี่รวมเป็หนึ่งกับจิตใจ มิอาจมีผู้ใดสามารถ มองตามกระบี่ของม๋อเทียนได้ทันแม้แต่ผู้เดียว มีเพียงม๋ออิงคนเดียวเท่านั้น ที่พอจะมองเห็นเงากระบี่ลาง ๆ ว่ามีคลื่นลักษณะคล้ายอสรพิษเพลิงสีน้ำเงิน เคลื่อนผ่านร่างของเหล่าชายฉกรรจ์ไป
“อ๊ากกกกก...!!!” เสียงร้องดังลั่น หน้าของม๋ออิงซีดเผือด เมื่อมองเห็นสภาพของพวกเขา
ในขณะนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 14 คน นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นใกล้ ๆ กับนาง แขนและขาของพวกเขาถูกตัดออก พร้อมกับโลหิตที่ไหลนองเต็มพื้น เป็ภาพที่น่าสยดสยองยิ่งนักสำหรับนาง อย่างไรก็ตามเมื่อนางมองไปที่ม๋อเทียน ก็เห็นเท้าของเขาข้างหนึ่ง เหยียบไปบนอกของชายฉกรรจ์ แล้วกำลังกล่าวว่า
“จำไว้!!! พวกเ้าดูถูกข้าได้ข้าไม่ถือสา แต่พวกเ้าบังอาจคิดไม่ซื่อกับนาง ข้าไม่อาจทนได้ พวกเ้าจงไปสำนึกตนในนรกซะ!!!”
“จึก... จึก... จึก...!!!”
ปลายกระบี่จิตบริสุทธิ์ แทงเข้าสู่กลางหน้าผากของพวกเขา... ตายสนิท!!!!!!
ฟางอี๋เป็คนเดียว ที่ยังยืนอยู่ตรงหน้าม๋อเทียน เท้าของเขาค่อย ๆ ก้าวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว แล้วอุทานออกมาว่า “เป็ไปไม่ได้!!! ไหนพวกตระกูลตงมันบอกข้าว่า เ้ากลายเป็คนพิการไปแล้ว และข้าก็ััพลังปราณของเ้าไม่ได้!!!”
“ฟางอี๋ข้าเตือนเ้าแล้ว... ข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง ถ้าเ้าสามารถ ััโดนข้าได้ ข้าก็จะยอมปล่อยเ้าไป” ม๋อเทียนกล่าวอย่างเ็า
“ย๊ากกกกก!!!” ฟางอี๋ได้ยินดังนั้น จึงพุ่งเข้าหาม๋อเทียนทันที
ฟางอี๋ ตระหนักว่า เขาไม่สามารถมองเห็น เงากระบี่ของม๋อเทียนได้ เขาจึงคิดว่าการที่จะััโดนม๋อเทียนได้ ก็คงไม่ง่ายเช่นกัน เขาจึงออกหมัด ใส่ใบหน้าของม๋อเทียน เพื่อล่อหลอกให้ม๋อเทียนหลบ
“วืดดดดด!!!”
เมื่อเวลาที่เขารอคอยมาถึง!!! ฟางอี๋ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ไปอยู่ที่ด้านหลังของม๋อเทียน และใช้แขนที่ว่องไว รวบรวมพลังปราณ “เคล็ดวิชาหมัดอสูรดิน” โจมตีเข้าไปที่จุดชีพจร 5 จุดสำคัญ และจุดด้านหลังคอซึ่งเป็จุดตายของมนุษย์
แต่ฟางอี๋ ก็พบเห็นรอยยิ้ม ที่มุมปากเล็กน้อยของม๋อเทียน
“วืด... วืด... วืด...!!!”
ม๋อเทียนแค่ขยับเท้าเพียงสองก้าว ก็ทำลายกระบวนท่าของฟางอี๋ได้ อีกทั้งยังสลับตำแหน่งของตน มายืนอยู่ด้านหลังของฟางอี๋ พร้อมกับกล่าวว่า “หมดเวลาของเ้าแล้วสหายฟางอี๋!!!”
“ฉึกกกกก!!!!!”
เงากระบี่พุ่งเข้าสู่หัวใจของฟางอี๋ จากทางด้านหลังทันที ม๋ออิงสังเกตเห็นม๋อเทียน พลันคิดขึ้นได้ว่า... นี่ใช่พี่ชายคนเดิม ที่นางเคยรู้จักจริง ๆ หรือ เขาสามารถฆ่าคนได้ โดยไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ แต่ก่อนพี่ชายของนาง มักมีนิสัยที่อ่อนโยนกับผู้คน หรือว่าั้แ่ออกไป อยู่สำนักัฟ้า เมื่อสองปีก่อน เขาไปเจอเื่อะไรมา??? แต่อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่ง ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ เขายังคงเอาใจใส่ นางเป็อย่างดีเช่นเคย
“เอ่อ...!!! พี่ม๋อเทียน ท่าน... มันจะไม่เป็ไรหรือ นั่นคือบุตรชายคนที่ห้าของประมุขพรรคตระกูลฟาง” ม๋ออิงกล่าว
“อย่ากังวลเลย ไม่มีใครเห็นนี่ ว่าเราเป็คนทำ ต้องขอบใจพวกมันนี่แหละ ที่ไล่ทหารลาดตระเวน ไปทางอื่นหมด... น้องอิงเ้าอย่ามัว แต่ยืนเหม่ออยู่เลย มาช่วยข้าเก็บของจากคนพวกนี้ แล้วรีบไปจากที่นี่กันเถอะ” ม๋อเทียนชี้ไปที่ศพของกลุ่มชายฉกรรจ์
ม๋อเทียนกำลังเดินค้นหาของมีค่าจากศพอยู่ ก็สบถขึ้นมาว่า “บัดซบเอ้ย!!! คนพวกนี้มันช่างยากจนเสียจริง... ในบัตรสีม่วงมีเงินแค่หยิบมือ เฮ้อ!!! น้องอิงเรากลับบ้านกันเถอะ” ม๋ออิงหันมามองเขาอย่างเคือง ๆ แล้วเดินตามไป
ณ บ้านตระกูลม๋อ มีแขกจากสำนักใหญ่มาเยือน ทั้งคนงานและพ่อบ้านกำลังวุ่นวาย เพื่อเตรียมการต้อนรับอย่างสมเกียรติ
“ท่านประมุขม๋อเป่ย ไม่ต้องลำบากจัดเตรียม งานเลี้ยงให้ยุ่งยากเลย ข้าเพียงมีเื่บางอย่าง อยากจะไถ่ถามท่านเท่านั้น” หญิงสาวใส่ชุดผ้าไหมสีฟ้า หน้าตางดงามราวกับเทพธิดากล่าวออกมา พร้อมจิบน้ำชาด้วยท่าทาง ที่สง่างามน่าดึงดูดเป็อย่างยิ่ง
“แม่นางปิงลี่ มาเยือนตระกูลม๋อของเรา มีอะไรขาดเหลือ โปรดบอกข้ามาได้เลย ถ้าข้าช่วยเหลืออะไรได้ ข้าก็จะช่วยจนสุดความสามารถ” ม๋อเป่ยกล่าวด้วยแววตาเป็ประกาย ชื่นชมรูปลักษณ์ของนางอย่างออกน่าออกตา