การฝึกฝน "วิทยาการ" ของหลินเฟย (ลู่ซาน) และท่านหญิงอวิ๋นซีดำเนินไปอย่างลับๆ ณ สระบัวม่วง ในขณะเดียวกัน ลู่ซานก็ยังคงพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ร่วมกับจ้าวหยุนในโรงตีเหล็กเก่า เขาสร้าง "ะเิเพลิง" ที่ใช้หลักการเผาไหม้ของสารเคมีบางชนิดให้รุนแรงขึ้น และปรับปรุงหน้าไม้ให้มีระบบบรรจุลูกดอกที่รวดเร็วขึ้น
ความสามารถของหลินเฟยเริ่มเป็ที่ประจักษ์มากขึ้นเรื่อยๆ ในพรรคมาร เขาไม่ได้เป็เพียงศิษย์ปลายแถวที่ถูกดูแคลนอีกต่อไป แต่เป็ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากเ้าสำนัก และเป็ที่ยอมรับจากศิษย์หลายคน
วันหนึ่ง ขณะที่ลู่ซานกำลังทดสอบะเิเพลิงในป่าลึกกับจ้าวหยุน จู่ๆ จ้าวหยุนก็เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
"หลินเฟย... ข้ามีเื่อยากจะเตือนเ้า"
ลู่ซานหันไปมอง "มีอะไรหรือจ้าวหยุน?"
"เื่ท่านหญิงอวิ๋นซี" จ้าวหยุนกล่าว "ข้ารู้ว่าเ้ากับท่านหญิงสนิทกันมากขึ้น และท่านหญิงเองก็ดูให้ความสนใจเ้าเป็พิเศษ"
ลู่ซานรู้สึกใจเต้นแรง แต่ก็พยายามทำสีหน้าเรียบเฉย "แล้วอย่างไรหรือ?"
"เ้าสำนักไป๋ซานไม่ได้มีเพียงบุตรีเดียว" จ้าวหยุนถอนหายใจ "ท่านหญิงอวิ๋นซีมีคู่หมั้นหมายแล้ว และนั่นคือ หลี่จื่อเหว่ย (李子微) ศิษย์เอกของสำนักดาบฟ้า ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ไม่ใช่แค่ฝีมือดาบอันล้ำเลิศ แต่ยังเป็อัจฉริยะที่หายาก"
คำพูดของจ้าวหยุนราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจลู่ซาน คู่หมั้น! ความจริงข้อนี้ทำให้โลกทั้งใบของเขาสั่นคลอน ความสุขที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นดูเหมือนจะพังทลายลงในพริบตา
"เ้า...เ้าพูดจริงหรือจ้าวหยุน?" ลู่ซานถาม เสียงของเขาแหบพร่า
"จริงสิ" จ้าวหยุนพยักหน้า "เื่นี้คนทั้งแผ่นดินต่างรู้ดี พิธีหมั้นหมายเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน แม้จะยังไม่ได้จัดงานแต่งอย่างเป็ทางการ แต่ทุกคนก็ถือว่าท่านหญิงอวิ๋นซีเป็ของหลี่จื่อเหว่ยแล้ว"
จ้าวหยุนเห็นสีหน้าของลู่ซานที่ซีดเผือด ก็กล่าวต่อด้วยความเห็นใจ "หลี่จื่อเหว่ยเป็คนที่มีอิทธิพลมาก หากเขารู้เื่ความสัมพันธ์ของเ้ากับท่านหญิงอวิ๋นซี... เขาจะต้องไม่ยอมแน่"
ลู่ซานนิ่งไปชั่วครู่ ภาพความทรงจำของหลินเฟยคนเดิมที่ฉายเข้ามาในหัวนั้นเลือนรางเกินกว่าจะระบุถึงเื่คู่หมั้นของอวิ๋นซีได้ เขาไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อน!
"เหตุใดเ้าสำนักไป๋ซานถึงไม่เคยบอกเื่นี้แก่ข้า..." ลู่ซานพึมพำกับตัวเอง
"ท่านเ้าสำนักคงเห็นว่าเ้าเป็เพียงศิษย์ปลายแถว ไม่คิดว่าจะมีเื่ราวเกิดขึ้น" จ้าวหยุนตอบ "และอีกอย่าง... หลี่จื่อเหว่ยเป็คนทะเยอทะยาน เขาไม่ได้้าเพียงแค่ท่านหญิงอวิ๋นซี แต่เขา้าอำนาจและอิทธิพลของสำนักเมฆาม่วงด้วย"
คำเตือนของจ้าวหยุนเป็เหมือนน้ำเย็นที่สาดใส่ลู่ซาน ทำให้เขากลับมาสู่ความจริงอันโหดร้าย โลกนี้ไม่ใช่โลกที่ทุกอย่างเป็ไปตามใจปรารถนา ความรักระหว่างศิษย์พรรคมารไร้วรยุทธกับท่านหญิงผู้สูงศักดิ์นั้นยากเย็นอยู่แล้ว แต่การมีคู่หมั้นที่เป็ถึงศิษย์เอกและมีอิทธิพล ยิ่งทำให้ความหวังของเขาดูเลือนลางลงไปอีก
ในคืนนั้น ลู่ซานกลับมายังห้องพักของเขาด้วยความรู้สึกสับสนและหนักอึ้ง เขาหยิบหน้าไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาดู เขาสร้างอาวุธที่เหนือกว่าวรยุทธได้แล้ว แต่เขามีพลังมากพอที่จะต่อกรกับอำนาจและความทะเยอทะยานของหลี่จื่อเหว่ยหรือไม่?
เขาจ้องมองแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง นึกถึงใบหน้าของท่านหญิงอวิ๋นซีที่เคยเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะยามเรียนรู้ "วิทยาการ" กับเขา
"ท่านหญิงอวิ๋นซี... ท่านรู้เื่นี้หรือไม่?" ลู่ซานพึมพำกับตัวเอง
ในอีกด้านหนึ่ง ณ สำนักเมฆาม่วง ท่านหญิงอวิ๋นซีก็กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง จ้องมองแสงจันทร์เช่นกัน นางนึกถึงหลินเฟย และสิ่งที่เขาได้สอนนางในแต่ละวัน ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ในแววตาก็มีความกังวลฉายชัด
"ท่านพี่หลี่จื่อเหว่ย..." นางพึมพำเบาๆ ชื่อที่ถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ในใจของนางจะเริ่มมีที่ว่างให้กับ "หลินเฟยคนใหม่" ที่เต็มไปด้วยความฉลาดและเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปจากชายใดที่นางเคยรู้จัก
เงาแห่งอดีตกำลังคืบคลานเข้ามา ท้าทายความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้น การปรากฏตัวของหลี่จื่อเหว่ยจะนำพาเื่ราวของหลินเฟยและอวิ๋นซีไปในทิศทางใด? และ "วิทยาการ" ของลู่ซานจะสามารถเอาชนะ "วรยุทธ" และ "อำนาจ" ที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินได้หรือไม่?