บทที่ 4 ข้ามีโรคทางสมอง ข้าจะกลัวใคร?
ถึงขั้นทุบตีอ๋องแคว้นจ้าวแล้วหรือ?
ฮองเฮาหลวี่ละมือจากงานดองผัก แล้วมองไปยังหลิวอิ๋งพลางเผยสีหน้ายินดี
การที่พระสนมชีได้ใจจนกล้าะโโลดเต้นต่อหน้าฮองเฮา นั่นเป็เพราะหลวี่จื้อกำลังรอเวลาคิดบัญชีภายหลัง
แต่หลิวอิ๋งนั้นต่างออกไป น้องชายอย่างหลิวหรูอี้โอหังหลายครั้ง แต่เขากลับเลือกที่จะอดทน ในสายตาคนนอก เขาคือรัชทายาทผู้มีเมตตาและใจกว้างงั้นหรือ?
ไม่เลย… รัชทายาทผู้นี้ขี้ขลาด อ่อนแอ และไร้ความสามารถ!
ความใจกว้างที่แท้จริง คือการที่สามารถซัดอีกฝ่ายได้ แต่เลือกที่จะไม่ลงมือต่างหาก
โจวชางวิ่งเหยาะ ๆ มา เขาแทบจะหัวใจวายเพราะต้องคอยดูแลรัชทายาท! "รัง... รังแกคน..."
"ท่านอาจารย์โจว ข้าไม่ได้รังแกใคร เห็น ๆ อยู่ว่าเ้าหมอนี่มารบกวนการนอนของข้า แถมยังมาแตะเนื้อต้องตัวข้าด้วย"
"พระสนมชีมาหาถึงที่แล้ว!" โจวชางร้อนใจยิ่งนัก แม้จะเห็นฮองเฮาหลวี่และพระสนมชีต่อสู้กันลับ ๆ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ถึงขั้นฉีกหน้ากัน
คนหนึ่งคือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของหลิวปัง อีกคนคืออนุภรรยาผู้เป็ที่โปรดปราน หากทะเลาะกันจนคุมไม่อยู่ สุดท้ายย่อมดูไม่ดี
สิ้นเสียงของโจวชาง สตรีในชุดหรูหราก็จูงมือหลิวหรูอี้เดินเข้ามายังตำหนักเจียวฝาง
"พี่หญิง หม่อมฉันมาเยี่ยมรัชทายาท ได้ยินว่าเขาตกม้าจนสมองกระทบกระเทือนหรือเพคะ?" ผู้ที่มานั้นรูปโฉมงดงามน้ำเสียงหวานหู นางก็คือพระสนมชี อดีตนางรำขับร้องอันดับหนึ่งแห่งต้าฮั่น
การที่มีหลิวปังเป็ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ ทำให้ไม่มีใครกล้าตอแยกับนาง แม้แต่ต่อหน้าหลวี่จื้อผู้เป็ภรรยาเอก นางก็ยังมีความมั่นใจที่จะเอ่ยคำเยาะเย้ย "ฮ่องเต้องค์ที่สองของต้าฮั่นเรา จะเป็คนที่มีโรคทางสมองไม่ได้นะเพคะ"
"หากกระทำการโง่เขลาขึ้นมา จะเป็การไม่ให้เกียรติความเหนื่อยยากและผลงานอันยิ่งใหญ่ของฝ่าา" พระสนมชีเอ่ยเย้ยหยัน แทบจะบอกตรง ๆ ว่าหลิวอิ๋งในตอนนี้ไม่คู่ควรที่จะเป็รัชทายาทอีกต่อไป
ฮองเฮาหลวี่ตอบอย่างเ็าว่า "ลูกอิ๋งจะได้เป็รัชทายาทหรือไม่นั้น ฝ่าาเป็ผู้ตัดสิน ไม่ใช่สตรีอย่างเ้า!"
"พี่หญิงกล่าวผิดแล้ว หรือว่าลูกชายท่านสมองกระทบกระเทือนจนไม่ยอมให้ผู้อื่นพูดกันเล่าเ้าคะ?"
ฮองเฮาหลวี่ฉายแววโกรธเกรี้ยว หลิวหรูอี้ได้รับความสำคัญเพราะมารดาที่มีอำนาจ
ในศึกเมืองเผิงเฉิงครั้งนั้น ฮองเฮาหลวี่ติดอยู่ในค่ายศัตรู ขณะที่พระสนมชีฉวยโอกาสแทรกซึมเข้ามา คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายหลิวปังทุกวัน จนให้กำเนิดหลิวหรูอี้ที่มีหน้าตาคล้ายบิดายิ่งกว่า
ฮองเฮาหลวี่โกรธจนอยากจะลงมือตบหน้าหญิงแพศยาที่โอหังผู้นี้
"ท่านคือพระสนมชีหรือ? รูปงามเสียงหวาน ท่านต้องเคยเป็นางรำขับร้องแน่ ๆ เลย!" หลิวอิ๋งเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน พระสนมชีรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เหมือนกำลังถูกอีกฝ่ายด่าอยู่
ส่วนหลิวหรูอี้ที่ปกติไม่เกรงกลัวสิ่งใด พอเห็นหลิวอิ๋งก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เขาถูกฟาดด้วยพื้นรองเท้าจนเข็ดหลาบจริง ๆ!
"รัชทายาทจำข้าน้อยไม่ได้หรือเ้าคะ? สมองกระทบกระเทือนจริง ๆ ด้วย!"
"พี่หญิง ข้าว่าแทนที่จะรอฝ่าาออกราชโองการ มิสู้ท่านเป็ฝ่ายเอ่ยปาก ให้รัชทายาทสละตำแหน่งให้ผู้ที่มีความสามารถจะดีกว่านะเพคะ"
"พี่หญิงท่านก็แก่ชราลงทุกวัน ลูกชายก็มีโรคทางสมอง นี่มันเคราะห์กรรมอะไรกัน?" พระสนมชีรุกไล่เต็มที่
ในสายตาของนาง ฮองเฮาแห่งต้าฮั่นผู้นี้เป็เพียงคนน่าสมเพช สามีถูกแย่งไป และตำแหน่งของลูกชายก็กำลังจะสั่นคลอน
พระสนมชีตั้งใจยั่วยุฮองเฮาหลวี่ ขอเพียงฮองเฮาลงมือตบตี นางก็จะสามารถไปเป่าหูหลิวปังได้ หากราบรื่นก็อาจทำให้หลวี่จื้อสูญเสียตำแหน่งฮองเฮา ถึงตอนนั้นทั้งแม่และลูกจะได้ขึ้นสู่อำนาจพร้อมกัน
หลวี่จื้อกำหมัดแน่น นางพยายามอดทนอย่างถึงที่สุด เพื่อลูกชายและเพื่อขุนนางผู้มีความดีความชอบตระกูลหลวี่
มิเช่นนั้นในฐานะภรรยาเอกของหลิวปัง จะยอมให้อนุภรรยามาสามหาวเช่นนี้ได้อย่างไร?
"เสด็จแม่... ข้าโรคสมองกำเริบ ปวดหัวเหลือเกิน!"
"พวกท่านรีบหนีไปเร็วเข้า พอสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงข้าจะตีคนมั่วซั่ว!"
ข้ามีโรคทางสมอง ข้าจะกลัวใคร?
สิ้นเสียงของหลิวอิ๋ง เขาก็ฟาดฝ่ามือใส่พระสนมชีฉาดใหญ่
เพียะ!
"เ้า... เ้ากล้าตบข้าหรือ?" นางรำอันดับหนึ่งแห่งต้าฮั่น ปกติใช้แต่ปากไม่เคยใช้กำลัง จะไปสู้รัชทายาทวัยสิบกว่าปีได้อย่างไร
เหล่านางกำนัลต่างใจนหน้าถอดสี แต่กลับเห็นรัชทายาทขึ้นคร่อมบนตัวพระสนมชี แล้วระดมตบซ้ายขวาเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
เพียะ!
"พระสนมชี ท่านรีบหนีไปเร็ว สิ่งชั่วร้ายสิงร่างข้า ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้!"
เพียะ!
"หลิวอิ๋ง! เ้าขึ้นคร่อมตัวข้าอยู่ แล้วจะให้ข้าหนีไปได้อย่างไร!"
เพียะ!
หลิวอิ๋งไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น ตบให้สะใจก่อนค่อยว่ากัน
เดิมทีเขาอยากจะเป็เพียงผู้ชม ดูการปะทะกันระหว่างภรรยาเอกและอนุภรรยา ทว่าความรู้สึกของเ้าของร่างเดิมส่งผลต่อหลิวอิ๋งอย่างต่อเนื่อง นั่นคือความปรารถนาของลูกชายที่อยากปกป้องมารดา
ในศึกเมืองเผิงเฉิง หลิวอิ๋งและองค์หญิงหลู่หยวนโชคดีที่พบรถม้าของหลิวปัง จึงได้รับการช่วยเหลือจากเซี่ยโหวอิง แต่หลวี่จื้อและหลิวไท่กงกลับโชคร้าย ถูกเซี่ยงอวี่จับเป็เชลยและถูกคุมขังนานถึงสองปี
แม้แต่ฮั่นฮุ่ยตี้ผู้ขี้ขลาด ก็ยังมีคนที่เขาอยากปกป้อง หลวี่จื้อในตอนนี้มองออกแล้วว่าลูกชายกำลังใช้เื่นี้เป็ข้ออ้าง
หลิวอิ๋งคนก่อนไม่มีทางใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้
พระสนมชีบอกว่าข้ามีโรคทางสมองใช่ไหม? งั้นข้าจะจัดให้ตามคำขอ ออกอาการเดี๋ยวนี้เลย!
"หยุด... หยุดตบเถอะ... พวกเ้ารีบมาดึงตัวเขาออกไปเร็ว!"
"พี่หญิง ข้าน้อยผิดไปแล้ว! ท่านรีบบอกให้รัชทายาทหยุดมือเถิดเพคะ!"
"หลิวอิ๋ง เ้าอย่ามาแสร้งทำเป็บ้า!" พระสนมชีกรีดร้องเสียงดังราวกับหมูถูกเชือด
หลิวอิ๋งกำลังจะลงมืออีกครั้ง แต่แขนกลับถูกใครบางคนคว้าไว้ รัชทายาทแห่งต้าฮั่นหันกลับมาแล้วชกหมัดหนักเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายอย่างจัง
"เ้าลูกระยำ กล้าตบแม้กระทั่งข้าเชียวหรือ!"
ฮองเฮาหลวี่เห็นผู้ที่มาถึงกับหน้าถอดสี "ฝ่าา เหตุใดท่านถึงเสด็จมาที่นี่ได้เพคะ?"
เมื่อได้ยินว่าลูกรักถูกตี ฮ่องเต้แห่งต้าฮั่นเกรงว่าฮองเฮาหลวี่และพระสนมชีจะลงมือกัน จึงรีบเร่งมายังตำหนักเจียวฝางทันที
"ฮั่นเกาจู่เสด็จมาแล้วหรือ?"
"เหลวไหล! ข้ายังไม่ตายโว้ย!" หลิวปังถีบลูกชายออกไป พลางพึมพำว่า "ฮั่นเกาจู่ ชื่อยศหลังความตายนี้ไม่เลวเลยแฮะ!"
พระสนมชีเห็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่มาถึง ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับดอกสาลี่ต้องสายฝน กลายเป็ยัยขี้แยในทันที "ฝ่าา! ท่านต้องให้ความเป็ธรรมกับหม่อมฉันนะเพคะ!"
"หลิวอิ๋งรังแกพวกเราแม่ลูก เขาตีหรูอี้ที่หอเทียนลู่ และตอนนี้ยังมาตบหม่อมฉันอีก!"
หลิวปังรู้สึกปวดหัวจี๊ด หลิวอิ๋งคนก่อนคือตัวแทนของความขี้ขลาด แต่ตอนนี้เขากลายเป็ไอ้เด็กอันธพาลเสียสติไปแล้ว!
"ฝ่าา เมื่อครู่อิ๋งโรคสมองกำเริบ จึงเผลอลงมือกับพระสนมชีโดยไม่ได้ตั้งใจเพคะ" ฮองเฮาหลวี่ย่อมต้องพูดช่วยลูกชาย การที่ได้เห็นการตบหน้าฉาดใหญ่เมื่อครู่ ทำให้ฮองเฮาแห่งต้าฮั่นรู้สึกสะใจอยู่ลึก ๆ
"ท่าน... ท่านพูดโกหก! เขาแสร้งทำเป็บ้าชัด ๆ!"
"ทำไมพอฝ่าาเสด็จมา เขากลับหายจากโรคสมองทันทีเล่าเ้าคะ?" พระสนมชีลูบใบหน้าที่บวมเป่งราวกับหัวหมู เห็นได้ชัดว่าหลิวอิ๋งลงมือหนักมาก
หลิวปังมองดูอนุภรรยาคนโปรด แล้วตัดสินใจทันทีว่าจะค้างคืนที่ตำหนักเจียวฝางในคืนนี้
"บอกมาซิ! เหตุใดจึงทำร้ายพี่น้อง!" หลิวปังจูงมือหลิวหรูอี้ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะเข้าข้างลูกคนเล็ก
"ปกติข้าสั่งสอนพวกเ้าให้รักใคร่ปรองดองกัน ไม่ใช่ให้มาเข่นฆ่ากันเอง!"
หลิวปังกล่าวอย่างหัวเสีย "อย่าเห็นว่าตอนนี้ข้าเป็ฮ่องเต้ แล้วข้าจะไม่เคารพท่านโหวแห่งอำเภอเหอหยาง"
โหวแห่งอำเภอเหอหยางคือหลิวจ้ง ซึ่งเป็พี่ชายคนที่สองของหลิวปัง
หลิวอิ๋งได้ยินดังนั้นก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาทันที "หรูอี้ ได้ยินไหม? เสด็จพ่อสอนให้เ้าเคารพพี่ชายนะ!"
"วันนี้เ้าเตะพี่ชาย ข้าเลยซัดเ้าสักชุด คงไม่เกินไปหรอกใช่ไหม?" หลิวอิ๋งหยิบรองเท้าขึ้นมา ท่าทางนี้ทำให้หลิวหรูอี้รีบยอมแพ้ทันที พยักหน้าหงึก ๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว
"อะไรนะ? หรูอี้เป็ฝ่ายเริ่มรังแกหลิวอิ๋งก่อนหรือ?" พระสนมชีถึงกับงง
ส่วนตาแก่หลิวปังยิ่งเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ใครจะรู้ว่าลูกรักเป็ฝ่ายไปหาเื่ลูกทรพีคนนี้ก่อน!
"หรูอี้ยังเด็ก เ้าเป็พี่ชายก็ควรจะยอมเขา!" พระสนมชีพูดจาไร้เหตุผลและเซ้าซี้ต่อ "เื่ของหรูอี้ช่างมันเถอะ แต่เมื่อครู่เ้าแสร้งทำเป็บ้าตบข้า ฝ่าาต้องให้ความเป็ธรรมกับหม่อมฉันนะเพคะ!"
จะตีสุนัขต้องดูเ้าของ หลิวปังจ้องมองหลิวอิ๋งด้วยความโกรธ และทำท่าจะหยิบรองเท้าขึ้นมาเช่นกัน
"เสด็จพ่อ ข้ามีโรคทางสมอง ถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง! ท่านคือโอรส์ผู้มีบารมี เพียงแค่ท่านเข้ามาใกล้ สิ่งชั่วร้ายในตัวข้าก็ใจนหนีหายไปสิ้น"
หลิวอิ๋งรีบยอมจำนนทันที พร้อมกับก้มตัวคำนับ "เสด็จพ่อทรงพระปรีชาสามารถ สิ่งชั่วร้ายไม่อาจกล้ำกราย!"
อย่างไรเสียเขาก็ซัดพระสนมชีจนหนำใจแล้ว เมื่อได้ประโยชน์แล้วยังจะทำเป็ถ่อมตัวอีก
หลิวปังถึงกับงุนงง ลูกทรพีคนนี้กลายเป็คนปากหวานั้แ่เมื่อไหร่?
ส่วนโจวชางที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตบมือชื่นชม "พูด... พูดได้ดี!"
"ดีกับผีอะไร เ้าหุบปากไปเลย!"