การต่อสู้ของกองเรือศรีวิชัยมักวัดผลแพ้ชนะขั้นสุดท้ายบนดาดฟ้าเรือที่ซึ่งการต่อสู้ชุลมุนและอันตรายอย่างยิ่งท่านขุนศึกใช้ท่าเท้าก้าวย่างหลบหลีกและล่อสังหารเหล่านายทหารบนเรือข้าศึกลำแล้วลำเล่าพิชิตไปทั่วทุกน่านน้ำ จนต่อมาชาวศรีวิชัยให้สมญาท่านว่าสีหละหาร ที่หมายถึงราชสีห์แห่งท้องน้ำ
“ท่านรู้ได้อย่างไร” พระสุรเสียงเน้นหนักทุกคำ
“แม้ข้าพระองค์จะไม่เคยเห็นท่าราชสีห์ก้าวแปดทิศมาก่อนแต่พอจะรู้มาว่า.. ทุกหนึ่งก้าวคือก้าวใหม่ที่อาจเปลี่ยนได้ในแปดทิศทางทิศที่เลือกถ้าไม่ใช่จุดแข็งที่สุดก็คือจุดอ่อนที่สุด และสามารถวกกลับมาพิฆาตก้าวเดิมที่ทิ้งไปได้ตลอดเวลา
ข้าพระองค์สังเกตเห็นชายด้านล่างหักเปลี่ยนทิศทุกก้าวย่างทุกครั้งถ้าไม่พุ่งตัวเข้าหาดอกธนูที่พุ่งเข้ามาเร็วแรงกว่าดอกอื่นก็จะหลีกไปยังจุดที่ไร้วิถีของธนูพระเ้าค่ะ”
ทุกสายตาหันกลับไปสังเกตการพุ่งกายและย่างเท้าของชายกลางลานประลองทุกก้าวย่างแม้รวดเร็วแต่ทุกครั้งเหมือนก้าวเพียงหนึ่งก้าวแล้วแปรทิศเริ่มก้าวใหม่อีกทั้งเหมือนก้าวหลอกล่อให้พลแม่นธนูยิงมาดักในทิศข้างหน้าหรือด้านข้างก่อนแปรเท้าไปทิศอื่น
ธนูยิงออกมาถึงระลอกที่สิบสองวิถีของห่าธนูก็คล้ายถูกสะกดด้วยวิถีการก้าวเท้าของชายหนุ่ม คล้ายเปิดช่องทางเล็กๆให้ชายหนุ่มเดินวกวนไปมาในห่าธนู
ขณะที่ทุกคนกำลังเพ่งพินิจในลักษณะ“เดินฝ่าในห่าธนู” พลันปรากฏธนูดอกหนึ่งพุ่งสวนออกมาจากกลางลานประลอง
เป็ธนูดอกแรกของชายในชุดเกราะที่ยิงออกมา...
ดอกธนูพุ่งแรงและเร็วจนแทบมองไม่ชัดพุ่งเข้าหาป้ายนักษัตรป้ายหนึ่ง.. และปักตรึงอยู่กลางเป้า
ทุกอย่างยังคงเคลื่อนไหว.. ชายในชุดเกราะยังคงเคลื่อนกายเวียนวนอยู่ตลอดเวลา
ท่ามกลางห่าธนูที่โปรยลงมาครอบคลุม ชายหนุ่มจะพุ่งกายแปรทิศทุกก้าวและหาจังหวะวกหมุนกลับมายิงป้ายนักษัตรในทิศต่างๆ ไปทุกครั้ง
“จังหวะที่ยิงธนูเหมือนราชสีห์วกกลับตะปบเหยื่อด้านหลังพระเ้าค่ะ”
“เป็ดังที่ท่านกล่าวจริงๆไม่น่าเชื่อว่าวันนี้เราจะได้เห็นสุดยอดวิชาที่กล่าวกันว่าหายสาบสูญไปแล้ว”พระเ้าฤทธิเทวาตรัส ทั้งทรงฉงนและยินดีระคนกัน
“ช่างรวดเร็วและพลิกแพลงยิ่งนัก.. นึกไม่ถึงว่าท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศสามารถนำมารับมือการถูกระดมยิงธนูได้แต่ทำไมคนผู้นี้จึงทอดเวลา เอาแต่เดินหลบหลีก กว่าจะได้ยิงธนูดอกแรกออกไป”พระเ้าศรีมหาราชรับสั่งถามขึ้น
“ขอเดชะวิชาพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศเน้นการรับก่อนการรุก ดังนั้นจำเป็ต้องอ่านวิถีการรุกจากทุกทิศรอบด้านให้ชัดเจนเสียก่อนแล้วจึงสามารถแปรกลับเป็ฝ่ายรุกพระพุทธเ้าข้า.. ข้าพระพุทธเ้าสังเกตเห็นผู้เข้าประลองรอจนพลแม่นธนูระดมยิงถึงรอบที่๑๒ จึงค่อยรุกกลับ แสดงว่าคงพิจารณาวิถีธนูจาก ๑๒ ทิศรอบด้านได้ครบถ้วนแล้วจึงค่อยแปรกลับเป็ฝ่ายรุก พระพุทธเ้าข้า” ขุนพลสิงหลกราบทูลถวายความเห็นของตน
ขณะนั้นธนูระลอกที่ยี่สิบเริ่มถูกปล่อยออกมาพลแม่นธนูได้ลูกธนูประจำกาย ๒๐ ดอกเท่ากันกับผู้เข้าแข่งขัน ระลอกนี้จึงนับเป็ระลอกสุดท้าย..ท่ามกลางธนูที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มพุ่งกายไปด้านหน้าและหักหลบไปทางขวามือก่อนจะถลันกายเฉียงออกไปด้านข้าง พลันขึ้นธนูแล้ววกหมุนกายไปด้านซ้ายยิงธนูออกไปยังป้ายนักษัตร
ปลายระลอกสุดท้ายลูกธนูยังคงพุ่งฝ่าลงมาชายในชุดเกราะหนังยังเคลื่อนเท้าต่ออีกสองจังหวะ ขึ้นธนูแล้วปล่อยสายที่เหนี่ยวเต็มแรงลูกธนูออกจากแหล่งไปสู่ป้ายนักษัตรขณะที่เ้าตัวรีบถลันหลบลูกธนู ๓ดอกสุดท้ายที่ลอยลงมา..
ทุกอย่างรอบข้างดูเหมือนหยุดชะงักเมื่อระลอกห่าธนูหยุดลง
ป้ายสิบสองนักษัตรซึ่งแขวนรายรอบ ๑๒ทิศต่างมีลูกธนูปักตรึงติดอยู่เกือบทุกป้าย ยกเว้นเพียงป้ายตราวัวของฉลูนักษัตรที่แขวนอยู่บนเสาทางทิศเหนือ..เบื้องหน้าปะรำที่ประทับ
ชายหนุ่มในชุดเกราะหนังยืนตัวตรงประจันหน้าเข้าหาปะรำที่ประทับร่างยืนเด่นอยู่จุดกึ่งกลางในพื้นที่แนวเส้นวงกลมสีขาว บนพื้นมีลูกธนูปักเกลื่อนกลาดและล้มระเนระนาดอยู่
คันธนูสีดำถูกยกขึ้นพร้อมลูกธนูที่ถูกสอดวางเข้ากับสายเอ็นหนังธนูถูกน้าวขึ้นจนสุดแรง
สายตาแวววาวที่ลอดช่องหน้ากากหวายและผ้าดำกลับเลื่อนขึ้นไปจับจ้องบนปะรำที่ประทับประสานกับดวงพระเนตรคู่ดำขลับของพระราชธิดาวิสาณี...
พริบตานั้นทุกอย่างรอบกายคล้ายถูกสะกดให้หยุดนิ่ง..สำหรับหนุ่มสาวทั้งสองคน
เสียงเฟี้ยวดังขึ้นด้านหลัง ยังมีลูกธนูอีกหนึ่งดอกที่ยังยิงไม่หมด..เป็เสียงดังมาจากด้านทิศใต้ เป็ทิศที่ศิระยอดนักยิงธนูประจำอยู่
ชายหนุ่มภายใต้หน้ากากหวายที่คล้ายอยู่ในภวังค์ตัดสินใจปล่อยสายหนังส่งลูกธนูออกจากคันธนูสีดำ..
เสียงดอกธนูกระทบเกราะหนังด้านหลังของชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมกับเสียงดอกธนูของผู้เข้าแข่งขันปักลงบนป้ายฉลูนักษัตร
“ยุติ”เสียงประกาศของขุนธรณินพร้อมกับเสียงกลองที่ย่ำดังขึ้น
เป็ศิระที่ออมลูกธนูไว้ในระลอกที่สิบแปดเพราะไม่เห็นตำแหน่งที่ดีที่จะยิงลงมา จึงเหลือลูกธนูสุดท้ายหลังระลอกที่ยี่สิบ
“ผู้เข้าแข่งขันคนที่ห้ายิงได้สิบสองป้าย
ศิระคือผู้ยิงยุติการแข่งขัน”
สิ้นเสียงประกาศของขุนพลธรณินเสียงโห่ร้องกึกก้องของผู้ชมรอบสนามก็ดังขึ้น การยิงป้ายสิบสองนักษัตรจนครบนับว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน...
“ดวงตา.. เป็ดวงตาของเขา” องค์หญิงวิสาณีทรงรำพึงขึ้น
“เกล้ากระหม่อมแทบไม่อยากเชื่อ.. ว่าคนผู้นี้จะเป็เ้าทิพ”เสียงล่ามแปลคำแว่วมา
แต่พระนางยังทรงมีพระอาการเหม่อลอยสายพระเนตรทอดจับไปที่ชายหนุ่มเบื้องล่าง รับสั่งคล้ายดั่งทรงละเมอ..
“เกิดอะไรขึ้นกับเขา..ทำไมจึงเป็เช่นนี้...”
--------------------------------------------------