ยามนี้ภายในสำนักวุ่นวาย เสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นไม่หยุด เสียงคนะโโวยวายฟังจับใจความไม่ได้ ไฟไหม้อาคารหลายจุด เสียงโลหะปะทะดังกังวาลไปทั่ว
มู่ไห่เฉินยามนี้รู้สึกสับสนทำตัวไม่ถูก
“ใช่แล้ว ต้องไปหาอาจารย์ที่หอคัมภีร์”
แม้จะนึกได้ว่าต้องไปหอคัมภีร์ แต่ตลอดเส้นทางก็เกิดการปะทะมากมาย กลุ่มคนชุดดำนี้เหมือนเป็เครื่องแบบสำนักใดสำนักหนึ่ง แต่เหตุใดถึงมาบุกสำนักเรา
ตลอดทางทั้งศพคนในสำนักและกลุ่มคนปริศนานอนตายเรียงรายเต็มพื้น มู่ไห่เฉินเองแม้หวาดหวั่นแต่ก็ฟาดฟันกระบี่ไม่หยุดมือ
เขาทะลวงไปถึงหอคัมภีร์ได้ แต่จุดนี้เองก็เกิดการต่อสู้ที่หนักหนาไม่แพ้กัน มู่ไห่เฉินใช้วิชาตัวเบาและเพลงกระบี่ที่ยอดเยี่ยมของตนฝ่ากลุ่มชนเข้าไปในหอคัมภีร์ได้
ตรงหน้านั้นอาจารย์กับศิษย์จำนวนหนึ่งกำลังฟาดฟันกับกลุ่มคนปริศนา พวกเขาใช้เวลาอยู่สักพักกว่าจะหยุดคนกลุ่มนั้นจนหายเรียบ
“คนกลุ่มนี้เป็คนสำนักไหนกัน”
มู่ไห่เฉินถามอาจารย์อย่างร้อนร้น ทั้ง ๆ คราบเืบนกระบี่และบนตัวนั้นยังไม่ทันได้เช็ด
“หมู่มารดาราดับแสง”
เสียงจากอาจารย์กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็กังวล มู่ไห่เฉินตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเห็นท่าทีแบบนี้ของอาจารย์มาก่อน
ขณะที่มู่ไห่เฉินกำลังจะถามต่อถึงกลุ่มคนที่เรียกว่าหมู่มารดาราดับแสง ยามนั้นเองก็มีศิษย์ผู้หนึ่งที่ได้รับาเ็วิ่งเข้ามา
เขาแจ้งว่ามีศิษย์จำนวนหนึ่งทรยศ และตอนนี้กำลังพากลุ่มคนปริศนามุ่งไปยังตึกเ้าสำนัก
ทันใดนั้นเองกลุ่มชายปริศนาอีกจำนวนมากก็โผล่ออกมา กลายเป็ว่ายามนี้ความชุลมุนเกิดขึ้นอีกครั้ง
ยามนี้อาจารย์รีบสั่งให้มู่ไห่เฉินและศิษย์จำนวนหนึ่งรีบมุ่งตรงไปยังตึกเ้าสำนัก มู่ไห่เฉินแม้ลังเลเพราะเป็ห่วงอาจารย์ แต่คำสั่งนั้นก็หนักแน่นจนต้องยอมทำตาม
ตลอดเส้นทางมีศพเต็มพื้น มู่ไห่เฉินไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะเกิดเื่เช่นนี้ มันรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ได้ ทุกอย่างดูสับสนจนอยากจะให้เป็เพียงฝันร้ายที่รอการตื่น
บริเวณลานตึกเ้าสำนักก็แย่ไม่แพ้ที่อื่น ตรงนี้มีทั้งศพและการต่อสู้ที่ดุเดือน มู่ไห่เฉินเพียงประเมินคราว ๆ ก็พอรู้ว่าฝีมือทั้งสองฝั่งนั้นต่างก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน แต่จำนวนคนนั้นทางสำนักมีแต่จะลดน้อยถอยลง หากเป็เช่นนี้ต่อไปสำนักคงจะหมดสิ้นแน่
เสียงะโดังลั่นจากคนผู้หนึ่ง ตอนนี้เ้าสำนักและรองเ้าสำนักนั้นตายแล้ว มู่ไห่เฉินที่ได้ยินแทบไม่อยากจะเชื่อ ที่นี่ล้วนมีแต่ยอดฝีมือที่สุดของสำนักรวมอยู่ จะเกิดเื่เช่นนี้ได้อย่างไร
มู่ไห่เฉินบุกฝ่าฟันเข้าไปในตัวตึก ภายในนี้ก็เต็มไปด้วยศพมากมาย ไม่อยากจะเชื่อ รองเ้าสำนักทั้งสอง รวมถึงผู้าุโสำนักหลายคนล้วนตายสิ้น เื่พรรณนี้จะเป็ไปได้อย่างไร พวกเขาล้วนเป็ยอดฝีมือ จะตายลงไปง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร
เสียงเรียกชื่อเขาเบา ๆ จากกองศพ ที่แท้ก็เป็ศิษย์ผู้หนึ่งที่เขารู้จัก ศิษย์พูดนั้นพยายามสุดชีวิตแต่ก็พูดได้เพียงสองประโยคออกมา
“ทรยศ…ทางด้านหลัง”
พูดเสร็จศิษย์ผู้นั้นก็สิ้นใจ เพียงแค่สองประโยคก็เพียงพอให้มู่ไห่เฉินรู้ว่ามีคนทรยศสำนัก และกำลังหนีไปทางด้านหลัง
ระหว่างวิ่งไปทางด้านหลัง ในหัวก็พอคาดการณ์ได้ คนมากฝีมือของสำนักมากมายล้มตายได้ขนาดนี้ ต้องมีคนวงในวางยาหรือลอบทำร้ายเป็แน่ แต่คนผู้นั้นเป็ใคร มู่ไห่เฉินก็อยากเห็นหน้าสักครั้ง
วิ่งออกมาจากตึกไม่ทันไร ด้านหลังนี้ก็เหมือนสนามรบย่อม ๆ การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองฝั่งก็ทำให้มีคนล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน
ถัดออกไปก็เหมือนมีคนสวมชุดสำนักกำลังฟาดฟันกันเอง มู่ไห่เฉินเข้าใจทันทีว่าหนึ่งในนั้นต้องเป็คนทรยศแน่
มู่ไห่เฉินพุ่งตัวเข้าไปใกล้ เป็จังหวะเดียวกับที่ไป๋ซูหลิงกำลังจะพลาดท่าให้กับเฮยอิง
กระบี่ที่รวดเร็วกำลังจะพุ่งทะลวงอกไป๋ซูหลิง แต่ทว่ามู่ไห่เฉินกลับปัดป้องได้พอดิบพอดี มู่ไห่เฉินกับเฮยอิงปะมือกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนมู่ไห่เฉินโซซาถอยออกมาทางไป๋ซูหลิง
“เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เสียงตื่นตระหนกของไป๋ซูหลิงดังขึ้นจากด้านหลัง
“ที่แท้พวกเ้าก็พวกเดียวกัน ดูจากฝีมือเมื่อสักครู่ ฝีมือของเ้านั้นไม่ใช่ขั้นฝึกปราณแล้วเป็แน่ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะแกล้งโง่เก็บงำฝีมือได้นานถึงเพียงนี้”
พูดเสร็จเฮยอิงไม่รอช้าพุ่งกระบี่เข้ามาหามู่ไห่เฉินทันที ทั้งสองฟาดฟันกันอย่างเอาเป็เอาตาย มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าระดับลมปราณของเขายังห่างจากเฮยอิงนัก แต่ประสบการณ์การต่อสู้นั้นไม่ได้ด้อยกว่า แต่อาจจะเหนือกว่า
อย่างไรก็ดีการฟาดฟันที่ดุดันเช่นนี้หากปะทะตรง ๆ ก็มีแต่จะพ่ายแพ้
ไป๋ซูหลิงที่ยืนมองยามนี้ก็มุ่งตัวเข้าไปช่วยมู่ไห่เฉินอีกแรง แม้ทั้งสองจะร่วมพลังกันแต่ก็ยังไม่อาจจะล้มเฮยอิงได้ และไม่นานไป๋ซูหลิงก็พลาดท่าถูกผลักออกล้มลงไปจนมู่ไห่เฉินต้องรีบรุกคืบเพื่อกดดันเฮยอิง
ทั้งสองสู้กันอย่างสูสี ต่างคนต่างงัดความสามารถออกมาใช้อย่างไม่ลดละ และขณะเดียวกันที่สองกระบี่นั้นกำลังปะทะและพวกเขาต่างกดดันด้วยลมปราณที่ดุดัน
หนึ่งกระบี่ปริศนาอยู่ ๆ พุ่งแทงทะลุอกเฮยอิงโลหิตอุ่นกระเซ็นถูกใบหน้า มู่ไห่เฉินเบิกตากว้าง
สมองคล้ายว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เฮยอิงแทบจะคลั่งะเิพลังปราณจนทุกคนต้องถอยออกคนละก้าว
กระบี่ที่ทิ่มแทงนั้นแท้จริงเป็ของผู้าุโไป๋ชวน บิดาของไป๋ซูหลิง
“เ้าพวกคนชั่ว”
เฮยอิงพูดด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความเจ็บแค้น แม้จะเอากระบี่ปักพื้นไว้ด้วยมือสั่นเทาแต่ก็ไม่อาจจะรองรับร่างที่กำลังล้มลงได้
ประโยคเมื่อครู่นั้นมู่ไห่เฉินได้ยินก็สันหลังเย็นวาบ มาถึงตอนนี้เหมือนพึงจะคิดบางอย่างได้ ตลอดเวลาที่ผ่านยามที่เขาอยู่กับเฮยอิงผู้นี้ เขานับว่าเป็หนึ่งในคนที่รักพวกพ้องและสำนักเป็อย่างมาก ไม่มีทางที่คนผู้นี้จะทรยศสำนักได้แน่
มู่ไห่เฉินหันไปหาไป๋ซูหลิง แต่ยังไม่ทันไรมู่ไห่เฉินก็ถูกนางสะกัดจุด แล้วตามมาด้วยมีดสั้นปักท้องมู่ไห่เฉิน จากนั้นนางพลักร่างมู่ไห่เฉินค่อย ๆ ล้มลง
“ทำไมกัน..ทำแบบนี่..”
มู่ไห่เฉินร่างถูกสะกดจุดไว้ไม่อาจขัดขืนได้ เขาได้แต่นอนมองดูไป๋ซูหลิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย
ทางไป๋ซูหลิงเองแววตาทั้งสองข้างแดงก่ำ นางคล้ายจะกล่าวขอโทษเบา ๆ ก่อนหันหลังค่อย ๆ เดินจากไป
มู่ไห่เฉินเหมือนนึกบางอย่างออก เขาจำแนกวิชาของนาง และกลุ่มคนปริศนา ทุกคนล้วนมีลมปราณแปดทิศ ที่แท้คนทรยศนั้นก็เป็คนกลุ่มนี้ไม่ผิดแน่ ที่แท้พวกเขาคงแฝงตัวเข้ามาในสำนักมาเนินนานแล้ว
สติของเขาค่อย ๆ เลือนลาง ภาพที่เห็นรอบข้างล้วนเป็ภาพที่ศิษย์ของสำนักล้มตายไปทีละคน ช่างเป็ภาพที่เ็ปนัก
มู่ไห่เฉินยามนี้ได้แต่เวทนาตัวเอง เหตุการณ์เหล่านี้คือสิ่งใด เหตุใดไป๋ซูหลินถึงกระทำเช่นนี้ แล้วทำไมสำนักต้องเจอเื่ราวเช่นนี้ มันช่างค้างคาใจนัก
และนี่คงเป็อีกครั้งที่ตัวเองต้องมาตายอย่างน่าเวทนาอีกแล้ว เจ็บใจนัก…
มู่ไห่เฉินลืมตาอีกครั้ง เขากวาดตาไปรอบ ๆ ในใจนึกคิดนี่คงไม่ใช่มาเกิดใหม่ในร่างใครอีกหรือไม่
ร่างกายที่อ่อนแรงตอนนี้จนแทบลุกขึ้นยืนไม่ได้ เขาสำรวจร่างกายดี ๆ ก็พบว่าเหมือนจะยังไม่ได้ไปเกิดใหม่ เพียงแค่เขายังไม่ตาย าแบนตัวก็เหมือนจะมีคนรักษาให้อยู่
ประตูห้องถูกเปิดออก ตามมาด้วยกลิ่นไม้สนจาง ๆ ที่คุ้นเคยลอยเข้ามา มู่ไห่เฉินที่เห็นก็แทบจะเผลอลืมตัวลุกขึ้นไปคารวะศิษย์พี่
ซูเหมยหลินที่เห็นศิษย์น้องของนางฟื้นแล้ว และตอนนี้กำลังตะเกียกตะกายที่จะลุกขึ้น นางรีบพุ่งตัวเข้าไปและสั่งห้ามเอาไว้
นางให้มู่ไห่เฉินนอนเช่นเดิมก่อนจะยกน้ำมาให้ ทั้งสองสนทนากันเล็กน้อยก็พอทราบว่ามู่ไห่เฉินนั้นหลับมาสามวันแล้ว
“แล้วที่นี่ที่ไหน”
มู่ไห่เฉินถามด้วยความสงสัย
“สำนักของเรา”
ศิษย์พี่ตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเต็มคำนัก
ในใจมู่ไห่เฉินยังคิดว่าอย่างโชคดีที่สำนักยังอยู่ ภาพจำจากวันก่อนนั้นผู้คนล้มตายไปจำนวนมาก มู่ไห่เฉินเองคิดว่าสำนักคงไม่รอดเสียแล้ว
“แล้วอาจารย์ล่ะ”
มู่ไห่เฉินรีบถามด้วยความเป็ห่วง
ศิษย์พี่ที่ได้ยินก็มีใบหน้าโศกเศร้าขึ้นมาทันที นางเดินไปที่ประตูห้องที่เปิดอยู่ สายตาที่ว่างปล่อยจ้องออกไปข้างนอก
“สำนักเจ็ดดาราสะท้านภพไม่มีอีกแล้ว ยามนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน ทั้งอาจารย์และผู้าุโในสำนักล้วนไม่มีผู้ใดรอด ศิษย์ในสำนักที่ประจำการในสำนักก็ล้วนไม่มีใครรอด”