บทที่ 12
สัตว์อสูร
ได้ยินว่ามีสัตว์อสูรอาละวาดอยู่ใกล้เมืองไป๋สือ สวีหยางเองก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง
สวีหยางรู้อยู่แล้วว่าในโลกใบนี้มีสิ่งเหนือธรรมชาติมากมาย อย่างเช่นผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้บำเพ็ญก็เป็หนึ่งในสิ่งเหนือธรรมชาติ
สัตว์อสูรเองก็เป็หนึ่งในนั้น สำหรับสัตว์อสูรถือว่าเป็เผ่าพันธุ์ที่เป็ศัตรูกับมนุษย์มานาน
อย่างเช่นดินแดนของราชวงศ์ต้าเหยียนแห่งนี้เองก็โดนพวกสัตว์อสูรรุกรานมานาน
แต่เมืองไป๋สือแห่งนี้ตั้งอยู่ในมณฑลชิงหลาน โดยมณฑลชิงหลานไม่ได้ตั้งอยู่ติดกับชายแดนใต้ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากพวกสัตว์อสูรมากนัก
ทว่าก็ไม่ใช่ว่าภายในต้าเหยียนจะไม่มีพวกสัตว์อสูรเลย เพราะภายในอาณาของราชวงศ์ต้าเหยียนก็มีสัตว์อสูรถือกำเนิดขึ้นมาไม่น้อย
เคยได้ยินว่าสถานที่บางแห่งภายในราชวงศ์แห่ง มีพวกสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งยึดขุนเขาสายน้ำเป็อาณาเขตของตนเองไปไม่น้อย แม้แต่ราชสำนักที่บางครั้งส่งกองทัพไปปราบปรามก็ยังทำลายพวกมันไม่ได้
แต่ก็เพราะการมีอยู่ของราชสำนัก พวกสัตว์อสูรที่อยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าเหยียน ก็ทำได้แค่ยึดพื้นทีู่เาสายน้ำบางแห่งเป็ของตนเองเท่านั้น ไม่มีสัตว์อสูรตนไหนกล้าตั้งเมืองสร้างราชวงศ์ทำได้แค่เป็เ้าของอาณาเขตเล็กๆของตนเอง และพวกมันเองก็ไม่กล้าสร้างความเคลื่อนไหวใหญ่โตด้วย มากที่สุดก็ทำเพียงแค่การก่อขึ้นลมเล็กๆเท่านั้น
แล้วนี่เองก็เป็เหตุผลที่เมืองแต่ละแห่งจะมีกองทัพประจำการเมือง เพื่อป้องกันการโจมตีอของพวกสัตว์อสูรที่อาจจะบุกโจมตีได้ทุกเมื่อ
กลับมาที่การปรากฏกายของสัตว์อสูรใกล้เมืองไป๋สือ เื่นี้ถือว่าแปลกเพราะว่าสัตว์อสูรส่วนใหญ่จะไม่เคลื่อนไหวใกล้เมืองมนุษย์
เพราะภายในเมืองแต่ละแห่งจะมีทั้งกองเนตร์และยังมีกองทักพิทักษ์เมือง ถ้าเกิดไม่โง่เกินไปก็ไม่มีสัตว์อสูรตนใดกล้าเข้ามาใกล้เมืองมนุษย์หรอก
ในขณะที่กำลังคิดเกี่ยวกับเื่ของสัตว์อสูร เด็กน้อยเหยาเอ๋อร์ก็วิ่งออกมาจากหลังร้านแล้วพร้อมกับน้ำเต้าสุราในมือของนางที่ถูกเติมจนเต็ม
สวีหยางดึงสติกลับมาแล้ววางเงินค่าสุราลงด้านหน้าเถ้าแก่เนี้ย พร้อมกับหันไปรับน้ำเต้าสุราในมือของเด็กหญิง
“ไปแล้ว..” สวีหยางเอ่ยขึ้นพลางหันหลังแล้วเดินออกไปจากร้านสุราแห่งนี้
ในขณะที่กำลังเดินกลับไปยังเรือนของตนเอง ในหัวของสวีหยางเองก็ยังคงคิดเกี่ยวกับเื่ของสัตว์อสูรอยู่
แม้เขาจะคิดว่าการปรากฏกายของสัตว์อสูรรอบเมืองไป๋สือแห่งนี้จะแปลกอยู่บ้าง ทว่าเขาเองก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ เพราะเขายังคงอ่อนแอเกินไป
ใช่แล้วยังอ่อนแอเกินไป สำหรับสัตว์อสูรเป็สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งมาก ตามคำพูดของผู้คนเขาบอกว่าต่อให้เป็สัตว์อสูรระดับต่ำที่สุดแม้แต่ระดับปรมาจารย์เมื่อเผชิญหน้ากับมันยังยากลำบาก
เพราะสัตว์อสูรถึงว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระดับเดียวกับผู้ฝึกตน เพราะแบบนั้นสวีหยางที่ในตอนนี้ยังมีพลังเพียงแค่ระดับปราณโลหิตยังไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ได้
หลังจากนี้ก็นอนไปก่อนเถอะ
สวีหยางกลับไปบ้านของตนเองแล้วก็นอนเอนกายลงที่เก้าอี้หวายตัวเดิม เขาดื่มเหล้าภายในน้ำเต้าสุราไปพลางหยิบขนมกินเล่นที่เตรียมเอาไว้เข้าปากไปพลาง
ชีวิตเช่นนี้ช่างสุขสบายเสียจริง…
…
หลังจากนั้นกาลเวลาก็ผ่านไปรวดเร็วเป็อย่างยิ่ง
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสิบวัน
สำหรับคนอื่นๆเวลาสิบวันนั้นถือว่ายามนานมาก แต่สำหรับสวีหยางที่ทำเพียงแค่การนอนหลับมันก็เป็เื่ของการหลับไม่กี่ตื่นเท่านั้น
ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในลานบ้านแห่งเดิมเก้าอี้หวายตัวเดิม ร่างของสวีหยางยังคงนอนทอดกายอยู่บนเก้าอี้
บัดนี้เขากำลังมองดูหน้าต่างของระบบที่แสดงอยู่ด้านหน้าของเขา
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปราณโลหิต ขั้น 7 ]
[เคล็ดวิชา ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 10 [49,300/51200] ดาบปราบมาร ขั้น 10 [49,300/51200] เคล็ดวิชากายาหยก ขั้น 9
[23,400/25600] เคล็ดวิชากายาเหล็กดำ ขั้น 9 [23,400/25600] เคล็ดวิชาผลาญโลหิต ขั้น 9 [23,400/25600] เคล็ดวิชาล่องเมฆา ขั้น 9 [23,400/25600] เคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลา ขั้น 9 [23,400/25600] ]
หลังจากผ่านไปอีกสิบวันเคล็ดวิชาของเขาเองก็เก็บสะสมค่าประสบการณ์จนใกล้จะพัฒนากันหมดแล้ว แถมระดับตบะของเขาก็ทะลวงขึ้นเป็ระดับปราณโลหิตขั้นเจ็ดแล้วเช่นกัน
เมื่อมองเห็นการพัฒนาที่รวดเร็วเช่นนี้ของตนเอง สวีหยางเองก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
สำหรับความรวดเร็วในการพัฒนาระดับนี้
สวีหยางแสดงใบหน้าครุ่นคิด จ้องมองหน้าต่างระบบของตนเอง ใน่หลายวันที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความคิดที่จะหาเคล็ดวิชาเพิ่ม
เพราะสำหรับเขาแล้วการที่มีเคล็ดวิชาเพิ่มขึ้น ก็แสดงว่าเขาจะยิ่งฝึกฝนรวดเร็วขึ้นแล้วก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นก็คือเงินในกระเป๋า
จริงอยู่ที่ตอนนี้ถึงแม้ว่าเขาจะมีเงินอยู่ภายในกระเป๋านับพันตำลึงทอง ทว่าเงินพวกนั้นเขาต้องเก็บเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
อีกอย่างเงินเพียงแค่หนึ่งหรือสองพันตำลึงทอง ถ้าเกิดจะซื้อเคล็ดวิชาจริงๆก็ยังไม่พอนัก
ครั้งก่อนเขาที่เดินทางไปที่ตลาดมืด ได้เคล็ดวิชามาถึงห้าเคล็ดวิชาจ่ายเงินไปถึงห้าร้อยตำลึงทอง จริงอยู่ที่ในตอนนั้นมีเคล็ดวิชาอีกมากมาย แต่เคล็ดวิชาพวกนั้นมีราคาแพงแถมพวกมันยังไม่มีประโยชน์เท่าไหร่ นี่จึงทำให้เขานั้นไม่เลือกซื้อพวกมันมาแม้พวกมันจะถือว่าเป็ของที่มีประโยชน์มากสำหรับเขาก็เถอะ
ถึงแม้ว่าการใช้จ่ายภายในเมืองไป๋สือจะไม่มาก ทรัพย์สินหนึ่งถีงสองพันตำลึงทองนี่ก็สามารถเป็ทรัพย์สินที่สามารถให้ตระกูลตระกูลหนึ่งใช้ชีวิตไปได้หลายชั่วอายุคน แต่นั่นมันสำหรับคนธรรมดาสวีหยางเขาไม่รู้เลยว่าตนเองจะมีเื่ใช้เงินเมื่อไหร่เขาเลยต้องเก็บเงินส่วนนี้เอาไว้เป็ค่าใช้จ่ายสำรอง
สำหรับคนที่มาจากยุคสมัยใหม่เช่นเขา การเก็บออมเงินถือว่าเป็เื่ปกติเป็อย่างยิ่ง
ในขณะที่กำลังจ้องมองหน้าต่างระบบของตนเองไปพลางคิดไปพลาง ประสาทััที่รวดเร็วของสวีหยางก็ััได้ถึงบางอย่าง
เขาที่กำลังเอนกายนอนอยู่บนเก้าอี้หวายดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จ้องมองไปยังประตูใหญ่ที่กำลังปิดสนิทอยู่
หลังจากนั้นเพียงหนึ่งลมหายใจก็มีเสียงเคาะดังขึ้น สวีหยางลุกเดินไปเปิดประตู
ในครั้งนี้ผู้ที่ปรากฏด้านหน้าประตูไม่ใช่พี่ใหญ่จางที่มักจะแวะเวียนมาหาเขาประจำแต่กับเป็บุรุษสองคน
ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูเป็บุรุษหนุ่มสองคนอายุไม่มากนักน่าจะราวๆสักประมาณยี่สิบต้นๆเท่านั้น ทั้งสองร่างกายสูงโปร่งใบหน้าถือว่าหล่อเหลา แถมยังแผ่ซ่านกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดาบางอย่าง แต่จุดเด่นของพวกเขาทั้งสองจริงๆคือชุดที่พวกเขาสวมใส่อยู่มันคืออาภรณ์สีครามที่ตรงแขนเสื้อมีตราสัญลักษณ์ดวงตาหยินหยาง
เมื่อเห็นอาภรณ์ที่ชายหนุ่มทั้งสองสวมใส่ สวีหยางก็รู้แล้วว่าพวกเขาคือใคร คนจากกองเนตร์
ทันทีที่พบเห็นสวีหยางบุรุษหนุ่มทั้งสอง ทำเพียงแค่กวาดสายตามองร่างของสวีหยางขึ้นๆลงๆ สวีหยางรอดูว่าคนทั้งสองจะพูดอันใด แต่ว่าทั้งสองคนนั้นไม่แม้แต่จะเปิดปากพูดอันใดกับเขา เมื่อจ้องมองจนพอใจแล้วก็หันหลังเดินออกไปในทันที
สวีหยางใบหน้าสงบนิ่งเขามองเห็นว่า ภายในดวงตาของทั้งสองคนก่อนจะจากไป เผยความรู้สึกเหยียดหยามออกมาสายนึง
เมื่อเงาหลังทั้งสองจากไปแล้วสวีหยางก็ปิดประตูลงอีกครั้ง
ทั้งสองคนนั้นคือคนจากกองเนตร์ ที่มาปรากฏตัวที่หน้าบ้านของเขา ก็เกรงว่าคงเป็เพราะทำตามสืบคดีของมารเงาอยู่
ส่วนที่พวกมันจากไปในทันทีก็คงเป็เพราะว่า มองเห็นว่าสวีหยางเหมือนกับคนธรรมดาคนนึงที่ไม่มีลมปราณภายในร่างกาย นี่เป็เพราะเคล็ดวิชาลมหายใจเต่าศิลาที่แทบจะปิดบังลมปราณทั่วทั้งร่างกายของเขา ทำให้ถ้าเกิดว่าไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธที่มีระดับเหนือกว่าเขามากมาจ้องมอง ก็จะมองเห็นเขาเป็เพียงแค่คนธรรมดาที่ไม่ได้ลมปราณที่แข็งแกร่ง
และชายหนุ่มทั้งสองที่อยู่ด้านหน้าก็เห็นเขาแบบนั้น เห็นเป็เพียงแค่คนธรรมดาที่ไม่มีลมปราณภายในร่างกาย
ในเมื่อเป็คนธรรมดาที่ไม่มีลมปราณ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสืบถามให้เสียเวลาแล้ว คนธรรมดาที่ไม่ใช่แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ในสายตาของเหล่าใต้เท้าในกองเนตร์พวกนั้นก็เหมือนกับเศษสวะไร้ค่า