ตอนที่3 แก้โจทย์คณิตศาสตร์
“งั้นก็ไปกันเถอะ”เสิ่นลี่คุนพยักหน้าเข้าใจ เขาเรียกลูกทั้งสองคนให้ไปนั่งรถด้วยกันทันที
จากนั้นเขาขับรถกระบะตอนเดียวส่งลูกชายหญิงไปโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองต้าเสิ้งซึ่งเป็หน้าที่ประจำทุกวันเปิดเรียน ก่อนที่จะกลับมาทำงานในสวนเหมือนเดิม
ถึงแม้ว่างานในสวนจะมีลูกน้องมากมายช่วยทำแต่เขายังชื่นชอบในการขับรถรับส่งลูกชายหญิงไปโรงเรียนเอง
ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียนเสิ่นลี่อิงพยายามพูดโน้มน้าวพ่อให้เห็นถึงข้อเสียของการฝากความหวังการจำหน่ายผลผลิตภายในสวนแก่บริษัทรับซื้อเพียงฝ่ายเดียว
เสิ่นลี่คุนพยักหน้าเข้าใจเป็ระยะเขารู้สึกชื่นชมลูกสาวที่รู้จักคิดและห่วงใยกิจการของครอบครัวจึงตอบรับที่จะไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมกับภรรยาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งหลาย
เสิ่นลี่อิงรู้สึกวางใจไปได้เปลาะหนึ่งที่พ่อรับฟังข้อมูลจากตนโดยคิดที่จะหาเวลาไปศึกษางานในสวนเพิ่มเช่นกันเพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเธอไม่้าให้ตัวเองชดใช้หนี้สินแทนครอบครัวอีกต่อไป
..........
เสิ่นลี่อิงเดินเข้าไปในห้องเรียนที่ห้าอย่างคุ้นเคยโดยห้องห้าเป็ห้องรวบรวมนักเรียนที่เรียนแย่เข้าไว้ด้วยกันในขณะที่ห้องหนึ่งเป็ห้องที่เต็มไปด้วยนักเรียนเก่งและเป็ความหวังในการสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน
หญิงสาวมีผลการเรียนอยู่ในระดับต้นของห้องหากเทียบกับนักเรียนเก่งในห้องหนึ่งแล้ว เธอเท่ากับนักเรียนปลายแถวของห้องหนึ่ง
แต่ถึงอย่างนั้นชาติก่อนเธอสามารถสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยปักกิ่งไปได้อย่างเฉียดฉิวซึ่งเป็ความโชคดีมากกว่าความสามารถที่แท้จริง
ระหว่างที่นั่งเรียนแต่ละวิชาเสิ่นลี่อิงตั้งใจเรียนและฟังครูสอนเป็อย่างดีเพราะไม่อยากทำตัวเหลวไหลหรือผิดพลาดเหมือนอดีตอีกต่อไป
พฤติกรรมความขยันเรียนของหญิงสาวสร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนนักเรียนนั่งข้างกันจนทำให้เพื่อนสนิทที่นั่งโต๊ะติดกันต้องเอนตัวเข้ามากระซิบถามด้วยความสงสัยว่า
“อิงเอ๋อร์.....วันนี้เป็อะไร?ทำไมตั้งใจเรียนนักเล่า? ปกติจะดูแต่ตารางอีเวนต์ของไอดอลไม่ใช่หรือ?”
กงเจียหลิงหญิงสาวผมสั้นสีดำหน้าตาน่ารักสอบถามเสิ่นลี่อิงด้วยความสงสัยเพราะเห็นท่าทางที่แปลกตาของเพื่อนซึ่งแตกต่างจากเดิมเป็อย่างมาก
“ฉันจะตั้งใจเรียนแล้วอีกไม่กี่เดือนก็ต้องสอบเกาเข่า ฉันจะต้องสอบเข้ามหาลัยชิงหวาให้ได้”
เสิ่นลี่อิงบอกเพื่อนตามจริงเพราะไม่มีความจำเป็ที่จะต้องปิดบังความคาดหวังในชีวิตใหม่ของตนเอง
ถึงอย่างนั้นคำตอบของเธอกลับทำให้กงเจียหลิงอุทานขึ้นมาเสียงดังจนทำให้ขัดจังหวะการสอนวิชาคณิตศาสตร์ของครูประจำชั้นพอดีว่า
“ฮ้า ! อะไรนะ ?! จะสอบเข้ามหาลัยชิงหวา !..... อุ๊ย !”
กงเจียหลิงพลันนึกขึ้นมาได้เธอรีบปิดปากตนเองพร้อมกับกวาดสายตามองรอบห้องซึ่งพบว่าสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่ตนเองเป็จุดเดียวรวมทั้งสายตาของครูประจำชั้นด้วย
“กงเจียหลิง!.....คราวนี้อะไรอีก?”
ครูหลิวเฟยฟาชายวัยกลางคนขยับแว่นตา พลางเรียกชื่อกงเจียหลิงเสียงเข้มและจ้องมองลูกศิษย์สองคนเขม็ง
กงเจียหลิงยิ้มแหยด้วยความเก้อเขินพร้อมกับรู้สึกเกรงใจครูหลิวเฟยฟาเธอรีบกล่าวเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษจากครูประจำชั้นทันทีว่า
“อ้อ!พอดีเสิ่นลี่อิงบอกว่าจะสอบเข้ามหาลัยชิงหวาค่ะ หนูใก็เลยอุทานเสียงดังไปหน่อย”
ครูหลิวเฟยฟาได้ยินคำตอบจากลูกศิษย์ห้องห้าซึ่งเป็ห้องที่ได้ขึ้นชื่อว่านักเรียนมีผลการเรียนย่ำแย่ที่สุดของชั้นปีพลางส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือในคำพูดเพ้อเจ้อเ่าั้
เขาอยากให้มีนักเรียนเก่งกาจในห้องที่ตนรับผิดชอบอย่างน้อยหนึ่งคนซึ่งสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้จึงอยากทดสอบคำพูดโอ้อวดของต้นเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายเล็กน้อยในห้องเรียนว่า
“อย่างนั้นหรือ? ว่าไงเสิ่นลี่อิงหากเธออยากสอบเข้าระดับมหาลัยชิงหวา โจทย์เลขข้อนี้คงทำได้กระมัง ไหนลองออกมาแก้โจทย์ให้ครูดูหน่อยสิถ้าทำไม่ได้ก็อย่าฝันสูงนักเลย เมื่อผิดหวังมามันได้ไม่คุ้มเสียนะ”
ครูหลิวเฟยฟาเขียนโจทย์ยากเพื่อให้นักเรียนทดสอบหาวิธีแก้โจทย์พอดีโดยตั้งใจที่จะสอนวิธีแก้โจทย์ในคาบเรียนนี้ พอดีมีเหตุวุ่นวายจากกงเจียหลิงเขาจึง้าทดสอบนักเรียนเสิ่นลี่อิงทันที
เสิ่นลี่อิงเพิ่งอ่านทบทวนวิชาคณิตศาสตร์สำหรับชั้นปีสามจบพอดีเธอกำลังคิดที่จะกลับไปอ่านทบทวนเนื้อหาของชั้นปีหนึ่งและสองเพื่อสร้างพื้นฐานวิชาคณิตศาสตร์ให้แ่าเพราะเป็หนึ่งในวิชาที่เธออ่อนด้อยมาก
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากครูหลิวเฟยฟาจึง้าทดสอบพรที่ได้รับมาจากชายชราพอดีเธอตอบรับคำสั่งของครูอย่างผ่อนคลายว่า
“ได้ค่ะแก้โจทย์ข้อนี้เลยใช่ไหมคะ?”เสิ่นลี่อิงสอบถามครูย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ข้อนี้แหละ ถ้าแก้โจทย์ได้ก็อาจจะสอบประจำเดือนได้คะแนนสูงขึ้นแต่ถ้าจะสอบเข้าระดับมหาลัยชิงหวา ต้องเป็โจทย์ที่ยากกว่านี้เอาละ......ออกมาทดสอบได้แล้ว”
ครูหลิวเฟยฟาพยักหน้าพร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้นักเรียนลำพองใจหากคิดว่าแก้โจทย์บนกระดานได้
เสิ่นลี่อิงลุกขึ้นไปหยิบปากกาเคมีแล้วขีดเขียนวิธีแก้โจทย์ด้วยท่าทางมั่นใจท่าทางของเธอเรียกความสนใจจากเพื่อนทุกคนให้จับจ้องไปที่ตัวเธอและกระดานขาวหน้าห้องเรียนทันที
พลันมีเสียงฮือฮาแสดงความแปลกใจจากเพื่อนหลายคนในห้องห้าดังขึ้นว่า
“ฮ้า! อิงเอ๋อร์แก้โจทย์ได้จริงหรือ?”
“พระเ้า! ไม่น่าเชื่อ!นักเรียนเสิ่นเรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่งไม่ใช่หรือ?”
“นั่นสิ! ทำไมคราวนี้เธอถึงแก้โจทย์ได้ละ?”
“ดูสิ! คำตอบของเธอออกมาแล้วเธอจะทำได้ถูกต้องไหม?”
“อยากรู้คำตอบเสียจริงครูหลิวกำลังจะตรวจสอบแล้ว”
หลิวเฟยฟายืนนิ่งตกตะลึงชั่วขณะเขาไม่คาดคิดว่านักเรียนหญิงที่ไม่ค่อยสนใจเรียนจะสามารถแก้โจทย์ได้ถูกต้องทุกขั้นตอนรวมทั้งคำตอบที่เขียนเป็ตัวเลขสุดท้ายนั้น เป็คำตอบที่ถูกต้อง
เขาขยับแว่นตาให้เข้าที่ก่อนเดินเข้าไปตรวจสอบวิธีแก้โจทย์และคำตอบอีกครั้งโดยเขาใช้ปากกาขีดเครื่องหมายถูกในขั้นตอนแต่ละขั้นอย่างตื่นเต้นยินดี
จนกระทั่งเขาขีดเครื่องหมายถูกในคำตอบที่อยู่บรรทัดล่างสุด
พลันมีเสียงฮือฮาจากนักเรียนดังขึ้นมากกว่าเดิมซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็อย่างยิ่ง
ทั้งนี้ผลการเรียนของเสิ่นลี่อิงอยู่ระดับต้นค่อนไปทางกลางห้องเมื่อเธอสามารถแก้โจทย์คณิตศาสตร์ได้ด้วยท่าทางผ่อนคลายยิ่งทำให้เพื่อนนักเรียนแปลกใจในพฤติกรรมของเธอเป็อย่างมาก
ครูหลิวเฟยฟา้าทดสอบโจทย์ยากอีกสองข้อเพื่อสรุปว่าเสิ่นลี่อิงจะกลายเป็ความหวังของโรงเรียนได้หรือไม่เนื่องจากที่ผ่านมานั้นโรงเรียนมีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เพียงมหาวิทยาลัยระดับต่ำของประเทศ
ส่วนใหญ่นักเรียนจะสามารถสอบเข้าได้ในมหาวิทยาลัยฉงชิ่งประจำมณฑลเท่านั้นยังไม่มีนักเรียนสักคนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาที่เป็มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศได้
“เสิ่นลี่อิงเธอลองแก้โจทย์สองข้อนี้ให้ครูดูอีกทีสิมันเคยเป็โจทย์ที่ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อห้าปีก่อนว่ากันว่าเป็โจทย์ยากระดับหนึ่งเลยทีเดียว”
เสิ่นลี่อิงมองเห็นครูหลิวเฟยฟาเขียนโจทย์อีกสองข้อหลังจากที่ตรวจขั้นตอนและคำตอบจากโจทย์ก่อนหน้าไปแล้ว เธอรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนเองสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและทำความเข้าใจเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ที่ตนไม่เคยชอบมาก่อนได้
พอเหลือบมองเห็นโจทย์สองข้อบนกระดานเธอขมวดคิ้วด้วยความกังวลใจเพราะพบว่าเป็โจทย์ยากที่ไม่มีตัวอย่างในหนังสือเรียนที่เพิ่งอ่านจบไป
ครั้นเธอคิดทบทวนเนื้อหาและสูตรทั้งหมดที่อ่านผ่านตาไปั้แ่ต้นจนจบปรากฏว่าเธอจับประเด็นสำคัญได้บางอย่างซึ่งเป็การผสมผสานสูตรและทฤษฎีทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกันเพื่อแก้โจทย์หนึ่งข้อจึงสอบถามครูหลิวเพื่อความแน่ใจว่า
“ครูหลิวคะหากหนูเขียนคำตอบที่ถูกต้องได้.....ก็พอแล้วใช่ไหมคะ?”
เสิ่นลี่อิงจำได้ว่าเวลาสอบเกาเข่านั้นไม่จำเป็ต้องเขียนวิธีแก้โจทย์ให้กรรมการตรวจข้อสอบแต่กรรมการจะเน้นตรวจคำตอบมากกว่า จึงสอบถามเพื่อความแน่ใจก่อนลงมือเขียนคำตอบ
ประการสำคัญวิธีการได้มาซึ่งคำตอบของโจทย์คณิตศาสตร์สองข้อบนกระดานนั้นเด็กสาวคิดที่จะใช้วิธีการของตนเองซึ่ง
ไม่ใช่ตามที่มีในหนังสือเรียน
“หากมั่นใจว่าสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ก็เขียนคำตอบได้เลย ส่วนวิธีการของเธอจะเป็ยังไงนั้นครูจะลองตรวจดูอีกทีก็แล้วกัน”
ครูหลิวเฟยฟากังวลว่านักเรียนหญิงจะโชคดีเดาคำตอบได้ซึ่งเขาไม่้าให้เป็อย่างนั้นเพราะเวลาสอบจริงจำเป็ต้องรู้ที่มาของคำตอบเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถแก้โจทย์ได้จริงไม่ใช่การอาศัยโชคช่วยแต่อย่างใด
“เข้าใจแล้วค่ะ งั้นหนูจะลองทำตามวิธีของหนูก็แล้วกันนะคะ”
เสิ่นลี่อิงพยักหน้าเข้าใจเธอวางแผนที่จะทดสอบวิธีในการหาคำตอบตามแนวทางของตัวเองซึ่งมีความมั่นใจมากกว่าครึ่งว่าตนสามารถแก้โจทย์ได้
เธอรู้สึกยินดีที่พรจากชายชราช่วยให้เธอจดจำเื่ที่อ่านผ่านตาได้แม่นยำจึงกล่าวขอบคุณเขาในใจอย่างซาบซึ้งที่ได้รับพรจากเทพแห่งสรวง์โดยที่เธอไม่รู้ถึงที่มาของความเมตตาจากชายชราผู้นั้นเลยสักนิด
ระหว่างที่เสิ่นลี่อิงขีดเขียนวิธีแก้โจทย์อยู่นั้นครูหลิวเฟยฟามายืนดูอยู่อย่างใกล้ชิดเพราะเขาอยากรู้ว่านักเรียนจะแก้โจทย์ได้อย่างไรในวิธีการที่เขาไม่เคยสอนมาก่อน