เสวี่ยฉิน แห่งสำนักเทียนฉี
สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่ยังไม่มีผู้ใดเทียบ เยว่ชิงและจื่อหลินเคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นี้มาพอสมควร เสวี่ยฉินเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะหาตัวจับยาก ประสบความสำเร็จั้แ่เยาว์วัย
เยว่ชิงนึกสงสัยขึ้นมาว่าเสวี่ยฉินมาทำอะไรที่นี่กัน?
ที่นี่เป็เพียงหมู่บ้านที่อยู่ในเขตของอารามและวัด และที่นี่ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกของยุทธภพ
เสียงซุบซิบของชาวบ้านแว่วมาให้ได้ยิน เสวี่ยฉินกำลังตามหาบางสิ่งบางอย่างอยู่ เป็สิ่งที่เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายต่างเข่นฆ่ากันเพื่อให้ได้มันมา
“เ้าว่าเสวี่ยฉินกำลังหาอะไร?”
เยว่ชิงส่ายหน้าของตนเอง “ที่นี่มีสิ่งใดให้หาด้วยอย่างนั้นหรือ?”
จื่อหลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ มองตามหลังไปก็พบว่าเสวี่ยฉินนั้นเข้าโรงเตี๊ยมไปแล้ว สำนักเทียนฉีนั้นเรียกได้ว่าทรงอำนาจพอกับวิหารระฟ้า ในโลกของเซียนและยุทธภพที่เกื้อหนุนกัน พุทธองค์หลี่จิ้งหยางจึงไม่เคยก้าวก่ายและเข้าไปวุ่นวายกับสำนักเทียนฉี
“เื่ที่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเคยเป็จอมยุทธ์มาก่อน เ้าว่ามันคือเื่จริงไหม?”
“หึหึ!” เยว่ชิงหัวเราะอยู่ในลำคอ “จริงหรือไม่ข้าก็ไม่เห็นว่าจะสำคัญตรงไหน” กายิญญาไม่สามารถดื่มกินสิ่งใดได้ด้วยซ้ำ เขามาเพื่อมองความเป็ไปและปลงตกเสียมากกว่า
นั่นก็เพราะใครกัน! เพราะใครกันเล่าที่ทำให้ไป๋เยว่ชิงมีสภาพน่าสมเพชถึงเพียงนี้
การมาของเสวี่ยฉินนั้นเป็ที่ฮือฮาไม่น้อย ศิษย์ในวิหารระฟ้าต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า ไม่แน่พุทธองค์หลี่จิ้งหยางอาจจะเปลี่ยนใจเข้าร่วมยุทธภพ เยว่ชิงและจื่อหลิงที่กลับมาพอดี ได้ยินในสิ่งที่พวกศิษย์พูดก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
วิหารระฟ้าหูตาไวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะพุทธองค์หลี่จิ้งหยางที่เข้าฌานสมาธิอยู่ในห้อง
กว่าหลายชั่วยามแล้วที่พุทธองค์ยังคงอยู่ในสมาธิ ภาพที่นิมิตขึ้นมาล้วนเป็คนเดิม เื่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้การชำระจิตของหลี่จิ้งหยางไม่เป็ผลสำเร็จเลยสักครั้ง
‘เมื่อใดกันที่เยว่ชิงจะละวาง และเมื่อใดกันที่อาตมาจะหลุดพ้น’
เกิดเป็เสียงที่ดังก้องในกระแสจิต สะท้อนไปถึงเยว่ชิงที่นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ที่เรือนเล็ก พุทธองค์หวังหลุดพ้นจากเื่ราวของไป๋เยว่ชิง พุทธองค์หวังเข้าหนทางนิพพานอย่างที่ตั้งใจ
‘ข้าน้อยมิอาจปล่อยให้เป็เช่นนั้นได้หรอกพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง ท่านกระทำการใดเอาไว้ก็ต้องรอรับผลการกระทำนั้น’
ไป๋เยว่ชิงไร้ซึ่งครอบครัวพันผูก กำพร้าบิดามารดา ซ้ำร้ายยังต้องมาตายอย่างอนาถ
ราวกับเื่ราวทั้งหมดเป็เพียงบทละคร พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนิ่งเฉยเสมือนว่าการตายของเยว่ชิงนั้นถูกต้องแล้ว ์ไม่เคยเหลียวแล เคราะห์กรรมไม่เคยเกิดกับผู้กระทำ
การแทรกเข้าจิตของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้น ก็เพื่อบอกกล่าวถึงสิ่งที่เยว่ชิง้า
‘ฟังคำของข้าน้อยเอาไว้ให้ขึ้นใจของท่าน ยามพุทธองค์เยื้องย่างไปณ.แห่งหนใด ข้าน้อยผู้นี้จักตามเป็เงาไปทุกหนแห่ง แม้นการละวางเพื่อนิพพานเป็จุดหมายปลายทาง ตัวข้าน้อยนี้จักขัดขวางมิยอมให้พุทธองค์ได้ละวาง!’
หลี่จิ้งหยางถอนสมาธิและลืมตาขึ้นในทันที เวลานี้เยว่ชิงมีเพียงความแค้น สิ่งที่ััได้เมื่อครู่ก็ดูเหมือนว่าในกายิญญาของเยว่ชิงจะมีพลังบางอย่าง บัดนี้เหลือเพียงจิตที่ชิงชังหล่อเลี้ยงกายิญญา ทว่ามันกลับแข็งแกร่งจนน่าหวั่นใจ
“พุทธองค์ขอรับ เสวี่ยฉิน แห่งสำนักเทียนฉี มาขอเข้าพบขอรับ”
“รอสักครู่ เดี๋ยวอาตมาออกไป”
“ขอรับ”
ยามนี้พุทธองค์หลี่จิ้งหยางมิอาจสงบจิตของตนลงได้ สำนักเทียนฉีและวิหารระฟ้าไม่เคยข้องเกี่ยวกัน เสวี่ยฉินผู้นี้คงไม่ได้มาเพื่อมาเยี่ยมเยียน หรืออยากกราบไหว้เคารพในตัวของเขาแน่ หลี่จิ้งหยางหยิบสังฆาฏิสีทองขึ้นพาดบนไหล่ ก่อนจะเดินออกจากห้องชำระจิตเพื่อไปพบกับเสวี่ยฉินที่นั่งรออยู่ที่โถงรับรองด้านนอก
การพบปะของผู้ที่ถือครองอำนาจทั้งสองฝ่าย เหล่าศิษย์ในวิหารระฟ้าจึงไม่อาจควบคุมความตื่นเต้นนี้ได้ เสวี่ยฉินเป็หนึ่งในยุทธภพยากที่ใครจะต้าน ในขณะเดียวกันพุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็นับว่าเป็ยอดในทางของเซียนเทพ
“ต้องขออภัยที่มาหาท่านอย่างกระทันหัน”
“มีสิ่งใดจะสนทนากับอาตมาหรือ?”
เสวี่ยฉินปรายตามองพุทธองค์ที่อยู่เบื้องหน้า ช่างเป็ผู้เจริญแล้วอย่างแท้จริง สงบนิ่งราวกับภูผาที่สูงตระหง่าน แม้แต่สังฆาฏิสีทองที่พาดอยู่บนบ่านั้น ก็ยังมีพลังที่ซ่อนเร้นเต็มไปด้วยมนตรา หรือแม้แต่ร่างกายยามขยับเขยื้อนไปมา กลับเงียบเชียบจนไม่อาจสังเกตการไหลเวียนของลมปราณได้เลย
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางผู้นี้สามารถควบคุมทุกอย่างในร่างกายได้ตามใจชอบ
“ข้าเพียงแต่แวะมาเยี่ยมเยียน นานมากแล้วที่ท่านกับโลกยุทธภพขาดออกจากกัน”
“อาตมาเป็นักบวช”
เสวี่ยฉินยกยิ้ม “ข้าย่อมเข้าใจท่านเป็อย่างดี เพียงแต่ตอนนี้มีข่าวลือด้านนอกที่น่าสนใจไม่น้อย”
“...”
“ข้าได้มีโอกาสไปสนทนากับเว่ยหนาน สหายจากเผ่ามารเมื่ออาทิตย์ก่อน” เสวี่ยฉินยกถ้วยชาขึ้นจิบ มองท่าทีของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางอย่างตั้งใจ “เขาพูดเื่เคล็ดวิชาอะไรบางอย่างขึ้นมา”
“อาตมาไม่เคยศึกษาเื่เคล็ดวิชาของยุทธภพ ต้องขออภัยที่ให้คำตอบไม่ได้”
“ข้านึกไว้แล้วว่าท่านต้องตอบเช่นนี้”
เ้าสำนักเทียนฉียิ้มน้อย ก่อนจะมาที่นี่เขาเดาทางและคำตอบของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางเอาไว้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย เสวี่ยฉินไม่เคยคาดหวังสิ่งใดจากนักบวชผู้นี้อยู่แล้ว เพียงแต่มาเพื่อหยั่งเชิงดูท่าที สิ่งที่บิดาหวั่นเกรงว่าวิหารระฟ้าอาจต่อต้าน
และเขาต้องหาให้ได้ว่าหลี่จิ้งหยางซ่อนความลับอะไรไว้ รวมไปถึงเื่เคล็ดวิชาในตำนานที่หายสาบสูญไปเมื่อพันปีก่อน เป็เหตุให้ผู้ที่ก่อตั้งสำนักเทียนฉีตายไปอย่างน่าสังเวช เื่นี้ศิษย์ในสำนักทุกรุ่นต่างไม่เคยลืม โดยเฉพาะบิดาเขาที่หวังให้เสวี่ยฉินนำเคล็ดวิชากลับคืนสำนัก
ไป๋เยว่ชิงลอบเข้ามาในวิหารระฟ้า เพื่อสืบดูการสนทนาของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางและเสวี่ยฉิน ทว่ากลับพบหลงเย่า หนึ่งในศิษย์ของสำนักเทียนฉี ทำตัวลับล่ออยู่แถวห้องพระคัมภีร์ ท่าทางไม่น่าไว้วางใจนี้เยว่ชิงจึงคอยจับตามอง เพียงสักพักหลงเย่าก็เดินจากไป
ไม่ปกติแล้วแบบนี้ สำนักเทียนฉี้าอะไรจากวิหารระฟ้า!
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางที่กำลังสงบนิ่งไม่ไหวหวั่น กลับััได้ถึงพลังดำมืดในวิหารระฟ้า ั์ตาสีอำพันวูบมองถ้วยชา และพบว่าเป็เยว่ชิงที่ลอบเข้ามาอยู่แถวห้องตำรา
“เป็อะไรไปหรือพุทธองค์”
“อาตมาต้องขอตัวก่อน ถึงเวลาเข้าฌานพอดี”
“เช่นนั้นข้าก็ขอลาเลย ไม่อยู่รบกวนพุทธองค์แล้ว” เสวี่ยฉินยกยิ้มก่อนเดินออกไป
คล้อยหลังของเสวี่ยฉิน พุทธองค์ก็ตรงไปที่ห้องตำราในทันที แต่ก็ช้าไปเมื่อเยว่ชิงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว กลิ่นไอิญญาจางหาย ความดำมืดที่ััได้ก่อนหน้าก็ไม่พบแล้ว ขณะเดียวกันเสวี่ยฉินเดินออกมาพอดี และพบกับหลงเย่าที่เยว่ชิงเดินตามอยู่ห่างๆ
พลังบางอย่างปะทะออกมา เสวี่ยฉินถึงกับหยุดนิ่งไม่ยอมก้าวเดิน
เหตุใดจึงมีพลังของดาราดับอยู่ในวิหาระฟ้าแห่งนี้! เสวี่ยฉินเคยััผู้ที่มีพลังนี้เมื่อนานมาแล้ว อีกอย่างคนผู้นั้นก็จากลาโลกใบนี้ไปเนิ่นนาน หรือแท้จริงพุทธองค์หลี่จิ้งหยางจะซุกซ่อนจอมยุทธ์ที่ใช้มนต์ดำเอาไว้ปกป้องตนเอง
พลังดาราดับถือเป็คำสาปร้ายแรง ผู้ใดจำต้องโดนอัสนีบาตลงทัณฑ์จนตัวตาย
เสวี่ยฉินส่ายหน้าไล่ความคิด เมื่อครู่อาจเป็เื่ที่เขาคิดไปเอง สายตาของไป๋เยว่ชิงจับจ้องคนทั้งสองที่กำลังเดินออกไปไม่วางตา พลังในตัวของเยว่ชิงปะทะเข้ากับเสวี่ยฉิน คล้ายกับว่ามันกำลังทักทาย เป็สิ่งที่เยว่ชิงเองก็ควบคุมไม่ได้
บางทีเยว่ชิงกับเสวี่ยฉินก็อาจมีอะไรเกี่ยวข้องกัน หรือบางทีเสวี่ยฉินอาจรู้ว่าพุทธองค์หลี่จิ้งหยางปิดบังและซ่อนความลับเอาไว้ ต้องเป็ความลับที่ต้องอยู่ในหอตำรานั่นแน่ ไปเยว่ชิงหันหลังกลับจะเดินออกไป ร่างกายชนเข้ากับจื่อหลิงที่เดินมาพอดี
“โอ้ย! เ้าไปไหนมาเยว่ชิง”
“จื่อหลิง?”
“ข้าหวั่นเ้าจะโดนจับได้เสียก่อน เดินตามหาเ้าจนขาลาก” จื่อหลิงบ่นขึ้นมาทันที มีอย่างที่ไหนขอให้เขาช่วยให้เข้ามาในวิหารระฟ้า แต่กลับเดินไปทั่วอย่างไม่กลัวว่าใครจะจับได้ ถึงจะมีร่างกายดังเช่นคนปกติ แต่เยว่ชิงก็ยังเป็ิญญาอยู่ดี
“ขอโทษๆ”
“ช่างมันเถอะ ข้าน่ะเป็ศิษย์ที่ใจบุญและไม่คิดถือสาผู้ใดหรอก”
เยว่ชิงยกยิ้ม เมื่อก่อนเขาก็เคยเป็คนใจบุญและใสซื่อไม่ถือสาเอาความผู้ใดเช่นกัน แต่บัดนี้มองดูในกายิญญาของเขา มีเพียงความโสมมที่รอวันโดนครอบงำ เยว่ชิงเต็มใจลงนรกโดยไม่คิดขัดข้อง เขายินยอมพร้อมรับบาปกรรมที่ทำลงไป
เสวี่ยฉินคิดทำอันใดกันแน่ เยว่ชิงไม่มีทางยอมให้พุทธองค์ต้องต่อกรกับผู้ใดอื่นอีก นอกจากตัวเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น
สดับเพียรหมื่นภพชาติ