ตอนที่ 20 เชิญร่ำสุรา
“เ้าเด็กผู้นี้ ! ”
ฮัวหม่านถิงไม่ปิดบังความชื่นชอบของเขาที่มีต่อหลี่เฉินอันเลย
เขาชี้ไปทางหลี่เฉินอัน พลางยิ้มแล้วส่ายหน้า “นั่งลงเถิด ในเมื่อเ้านำสุราชั้นดีมาหนึ่งไห เช่นนั้นข้าก็คงจะต้องจัดเตรียมอาหารรศเลิศสักโต๊ะใช่หรือไม่ ? ”
หลี่เฉินอันนั่งลงข้างกายของฮัวหม่านถิง แล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยดื่มสุราเพื่อเป็ความสุขเท่านั้น สุราชนิดใดไม่สำคัญ มีกับแกล้มหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือได้ร่วมดื่มกับท่านทั้งสอง เพียงเท่านี้ข้าน้อยก็พอใจแล้ว ! ”
“ฮ่า ๆ ” ฮัวหม่านถิงหัวเราะด้วยความพึงใจ “กล่าวได้ดีนัก ! ”
“หากกล่าวถึงบรรยากาศเช่นนี้ในเมืองกวงหลิง ก็คงจะต้องเป็ร้านเหรินเจียริมทะเลสาบ มีสุรานารีและเสียงเพลง ! ”
“หากข้าอายุน้อยกว่านี้สักหลายสิบปี คงจะต้องเชิญเ้าไปที่เหรินเจียริมทะเลสาบ ซึ่งเป็ร้านสุราชั้นดีที่ริมทะเลสาบนั่นแน่”
“ข้าน้อยคิดว่าแม้ท่านจะอายุมากขึ้น แต่ว่าร่างกายยังคงแข็งแรงสง่างามไม่น้อยไปกว่าคราหนุ่มเลย จะว่าไปแล้ว ร้านเหรินเจียริมทะเลสาบ ข้าน้อยก็ยังไม่เคยไปจริง ๆ หากวันใดท่านพอมีเวลาว่าง พาข้าน้อยเปิดหูเปิดตาบ้างได้หรือไม่ ? ”
ฮัวหม่านถิงส่ายหน้า มือลูบไล้ไปที่เครายาวแล้วถอนหายใจ “ร่างกายของข้านี้ไม่อาจทนต่อสถานการณ์เช่นนั้นได้หรอก” เขาเก็บอารมณ์สีหน้าลงคืนสู่ท่าทีอันจริงจังดั่งนักปราชญ์ดังเดิม “เรามาเอ่ยเื่ของเรากันเถอะ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองดูซูมู่ซิน “เ้าจงไปบอกเ้าสำนักจงให้ข้าหน่อย กล่าวว่าข้ากำลังต้อนรับสหายอยู่ที่นี่อย่างสนุกสนาน บอกให้เขาสั่งพ่อครัวทำกับแกล้มมา เอาง่าย ๆ เป็พอ นำถั่วลิสงคั่วมาก่อนสักจาน”
หลี่เฉินอันนั่งยืดตัวตรง ประโยคนี้ของฮัวหม่านถิงไม่ได้หมายถึงกับแกล้มที่จะมากินกับสุรา แต่สิ่งที่เขากำลังจะกล่าวต่อไปนี้คงไม่เหมาะสมนักหากจะให้ลูกศิษย์ได้ยิน
ซูมู่ซินลุกขึ้นจากไป ฮัวหม่านถิงจึงได้หันมามองหลี่เฉินอันอีกครั้ง
“กวีทั้งสองบทของเ้านั้น ข้าชื่นชอบยิ่งนัก ส่วนลักษณะนิสัยส่วนตัวของเ้า ข้าก็ชื่นชอบด้วย”
“เอาละ ข้าขอแนะนำสักหน่อย ท่านผู้นี้คือใต้เท้าหลิว หลิวจั๋วแห่งกวงหลิง”
หลี่เฉินอันรีบยกมือขึ้นเคารพ “คารวะใต้เท้าหลิว ! ”
หลิวจั๋วพยักหน้าเล็กน้อย “กวีทั้งสองบทของคุณชายหลี่ ท่านอาจารย์เคยให้ข้าอ่านมาก่อน คุณชายหลี่มีพร์ยิ่งนัก ข้านับถือเหลือเกิน ! ”
ที่แท้ใต้เท้าหลิวผู้นี้คือศิษย์ของฮัวหม่านถิง ไม่รู้ว่าตนเดินทางมาได้จังหวะเหมาะเจาะพอดี หรือเป็ฮัวหม่านถิงที่วางแผนการไว้ แม้ว่าในกระเป๋าเสื้อของเขาจะมีป้ายเงินอยู่ แต่หากทำความรู้จักกับใต้เท้าผู้นี้ที่เป็คนใหญ่คนโตในเมืองกวงหลิงได้ก็คงจะยิ่งดี
“ข้าน้อยละอายใจยิ่งนัก เดิมทีกวีสองบทประพันธ์ขึ้นอย่างลวก ๆ หากไม่ได้ตกอยู่ในสายตาของผู้าุโฮัว แท้จริงแล้วก็คงจะถูกฝังอยู่ในทะเลวรรณกรรมอันกว้างใหญ่”
“ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ข้าน้อยรู้สึกว่าบางทีนี่อาจจะเป็ประสงค์จาก์ บังเอิญเหลือเกินที่ท่านาุโฮัวเดินทางมาเมืองกวงหลิง และได้พบเข้ากับกวีทั้งสองบทนั้นของข้าน้อย”
“นี่คือโชคชะตาที่กำหนดมาแล้ว ม้าพันลี้อาจจะหาได้ง่าย แต่ความสุขเช่นนี้ไม่ได้มาง่าย ๆ นัก นับว่าข้าน้อยช่างมีบุญเหลือเกิน”
เดิมทีหลิวจั๋วคิดว่าหลี่เฉินอันเป็ชายหนุ่มที่เย่อหยิ่งกล้าหาญ บัดนี้เมื่อได้ยินคำของหลี่เฉินอันที่กล่าวเมื่อครู่ เขาถ่อมตัวถึงความสามารถของตน และยังเอ่ยเยินยอท่านอาจารย์......เ้าเด็กผู้นี้เฉลียวฉลาดไม่เบา
หลิวจั๋วเหลือบมองไปทางหลี่เฉินอัน ฮัวหม่านถิงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง “ฮ่า ๆ เ้าเด็กผู้นี้ กวีสองบทนั้นช่างไพเราะเป็เื่จริง ข้านั้นเลยวัยที่ชื่นชอบฟังคำเยินยอเ่าั้เสียแล้ว เ้าอย่าได้ทำให้ข้าตัวลอยเลย”
เขามองไปทางหลิวจั๋ว ลูบเครายาวของตนแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “น้องชายผู้นี้......อาจารย์ชื่นชอบเขายิ่งนัก”
หลี่เฉินอันนั่งหลังตรงอีกครั้ง แล้วตั้งใจฟังคำของฮัวหม่านถิง
ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพียงคำว่าน้องชาย แสดงให้เห็นว่าเขามีความสำคัญต่อฮัวหม่านถิงเช่นไร ทั้งนี้ก็เพื่อให้ใต้เท้าหลิวจดจำเขาไว้ในใจด้วย
เป็จริงดังนั้น หลิวจั๋วก็นั่งหลังตรงเช่นกัน เขาได้ยินฮัวหม่านถิงกล่าวขึ้นอีกครั้งว่า
“นอกจากบทกวีภมรรักบุปผานั้นที่สามารถจารึกลงไปในยี่สิบอันดับแรกของตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิง ข้าชื่นชอบบทกวีชิงซิ่งเอ๋อร์ที่แสดงถึงความใจกว้างนั้นของเขามากกว่า”
“เมื่อครู่ข้าได้เล่าถึงอดีตของเขาให้เ้าฟังแล้ว เขาทำตัวสงบเงียบอยู่ 10 กว่าปี อดทนมากว่า 10 ปี ถูกผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์มากว่า 10 ปี เ้าเด็กคนนี้จิตใจมั่นคงดั่งขุนเขา ช่างเป็คนที่มีจิตใจแข็งแกร่งยิ่งนัก ! ”
“เดิมทีอาจารย์หวังว่าเขาจะเดินทางไปสอบคัดเลือก หรือให้อาจารย์เป็ผู้เสนอรายชื่อให้ หากเป็ศิษย์คนอื่นคงจะดีใจยิ่งนัก แต่เขากลับไม่้า และนี่ก็คือความไม่เลือกมากของเขา”
หลี่เฉินอันชะงักลงแล้วมองไปทางฮัวหม่านถิง นึกอยู่ในใจว่า: ท่านไม่ได้บอกว่าจะเสนอรายชื่อข้าสักหน่อย !
หากไม่ต้องสอบคัดเลือกก็สามารถเป็ขุนนางได้ เขาก็ยินดียิ่งนัก !
ฮัวหม่านถิงไม่ได้หันมามองเขา
แต่กำลังมองไปที่หลิวจั๋ว
“แม้ว่าข้าจะมีลูกศิษย์มากมายใต้หล้า แต่พวกเ้าทุกคนยามอยู่ต่อหน้าข้าล้วนทำท่าทีจริงจัง แน่นอนว่าพวกเ้าแสดงท่าทีเคารพข้า และข้าก็เข้าใจได้”
“แต่อาจารย์ก็แก่ชราลงแล้ว จู่ ๆ หวังว่าจะมีสหายคนสนิทที่สามารถสนทนากันได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้ใด ไม่ต้องมีสิ่งใดมาคอยกำหนด ไม่มีอะไรมาผูกมัดเช่นนั้น”
“ไม่เกี่ยวข้องกับอายุ เพียงอาศัยความชื่นชอบและลักษณะนิสัยที่ใกล้เคียงกัน”
หลิวจั๋วเข้าใจได้ในทันที
ท่านอาจารย์กำลังแนะนำหลี่เฉินอันคนนี้ให้ตนรู้จักอย่างอ้อมค้อมและระมัดระวัง
บัดนี้เขากล่าวว่า้าสหาย และในใจของท่านอาจารย์ได้เห็นหลี่เฉินอันเป็สหายคนสนิทของเขาไปแล้ว !
เ้าเด็กผู้นี้เป็คนเมืองกวงหลิง และในฐานะผู้ปกครองกวงหลิง ความหมายของท่านอาจารย์เห็นได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือให้ตนคอยดูแลเขาเป็พิเศษ
แท้จริงนี้เป็เื่ง่ายดายเพียงเล็กน้อย แต่เ้าเด็กผู้นี้กลับเข้าตาท่านอาจารย์ ช่างเป็ความโชคดีเหลือเกิน !
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
หลิวจั๋วยกมือขึ้นคารวะ “น้องชายผู้นี้อาศัยอยู่ในกวงหลิง ศิษย์หวังว่าท่านอาจารย์จะเดินทางมาที่กวงหลิงบ่อยขึ้นกว่าเดิม”
“อืม” ฮัวหม่านถิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วมองไปทางหลี่เฉินอันอีกครั้ง
“ลูกศิษย์ผู้นี้ของข้าเป็จอหวนในรัชศกเจาฮั่วที่ 6 นิสัยยอดเยี่ยมนัก ทว่า......ค่อนข้างดื้อรั้นสักเล็กน้อย”
“จากความสามารถของเขา เดิมทีควรจะเข้าไปรับใช้ในเมืองหลวง หรืออาจจะขึ้นเป็ซื่อหลางของกรมใดกรมหนึ่งไปแล้ว แต่ทว่า......ด้วยเื่บางเื่จึงทำให้คนบางกลุ่มขุ่นเคืองใจ เขามีความสามารถอย่างแน่แท้ในการเรียนรู้ มีความทะเยอทะยาน แต่กลับ้าจะอยู่ในเมืองกวงหลิงแห่งนี้เท่านั้น”
“แท้จริงแล้วก็ดี เพราะลำน้ำในราชสำนักนั้นช่างลึกเหลือหลาย”
“บัดนี้ก็ลึกล้ำมากขึ้นเป็ทวีคูณ ข้าเกรงว่าน้ำนั้นจะท่วมล้นออกจากเมืองหลวง ไหลมายังเมืองกวงหลิงแห่งนี้”
หลี่เฉินอันชะงักลงเล็กน้อย ดูเหมือนการต่อสู้ในราชสำนักของเมืองหลวงจะค่อนข้างรุนแรง ส่วนเหตุใดจึงรุนแรงเช่นนั้น เขาเองก็คงไม่รู้ได้ เขานึกอยู่ในใจว่า หากน้ำนั้นเอ่อล้นออกมาท่วมท้นที่เมืองกวงหลิง แล้วตนเป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่งจะมีวิธีจัดการเยี่ยงไร ?
หรือ้าให้เขาเกาะแข้งเกาะขาใต้เท้าคนนี้เอาไว้ ?
ขณะนั้น ซูมู่ซินพาคนกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามาพร้อมกับกับแกล้มในมือหลายอย่าง
ฮัวหม่านถิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา “โดยรวมแล้วก็คือหากร้านสุราของน้องชายผู้นี้เปิดอย่างเป็ทางการ หากเ้างานการไม่ยุ่งนัก เ้าจะไปนั่งที่นั่นบ่อย ๆ ก็ย่อมได้”
“มู่ซิน เปิดสุรา”
ซูมู่ซินตบฝาขวดสุราแล้วรินสุราให้แก่ทั้งสามคนลงไปสามจอก
“เ้าเองก็รินของตนด้วย”
ซูมู่ซินชะงักลงด้วยความตกตะลึง ตามปกติแล้วท่านอาจารย์จะไม่ให้เขาดื่มสุรา
เขาจึงได้รินลงไปอีกหนึ่งจอก
ฮัวหม่านถิงยกถ้วยสุราขึ้นกล่าวว่า “เอา มาเถิด ดื่มสุรากัน เสพสุขในชีวิตเถิด ! ”
ทั้งสี่คนดื่มจนหมดจอก !
นี่เป็ครั้งแรกที่หลี่เฉินอันเดินทางมาโลกนี้และได้ดื่มสุราของที่นี่ เมื่อสุราไหลลงคอ ไม่จำเป็ต้องพิจารณาก็รู้ได้ว่าสุรานี้มีฤทธิ์แค่เพียงยี่สิบดีกรี
ช่างอ่อนเหลือเกิน
สุราเช่นนี้ถูกเรียกว่าเป็สุราชั้นดีของแคว้นหนิงได้เยี่ยงไร
“ใต้เท้าหลิว......”
“ยังเรียกว่าใต้เท้าหลิวอยู่อีกหรือ ? ดูเหมือนไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ! ” ฮัวหม่านถิง วางถ้วยสุราลงแล้วกล่าวประโยคนี้ออกมา
หลิวจั๋วจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ข้าแก่กว่าเ้า ดังนั้นเ้าเรียกข้าว่าพี่หลิวก็พอ ! ”
“เอ่อ......ข้าน้อยไม่กล้า”
“ไม่ใช่สิ ท่านอาจารย์เรียกเ้าว่าน้องชาย ข้าควรเรียกเ้าว่าอาจารย์อาเล็ก ข้าต่างหากที่เรียกได้ไม่เหมาะสม ! ”
“เช่นนั้นอยากเรียกเช่นไรก็เรียกเถิด พวกเราล้วนเป็คนกันเอง ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ ในวันนี้ เราดื่มสุราให้หนำใจ ไม่ต้องไปคิดอันใดมาก เอ้าดื่ม ! ”
“ดื่มให้หนำใจ ประโยคนี้ยอดเยี่ยมนัก ข้าจะดื่มและเมาไปกับพวกเ้า”
บรรยากาศ ณ ที่นี้ผ่อนคลายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่หลิวจั๋วที่มักทำท่าทีจริงจังอยู่เสมอ บัดนี้ก็ราวกับเขาได้กลับไปสู่วัยหนุ่มอีกครั้ง
เมื่อสุราไหนั้นถูกดื่มจนหมด ก็พบว่าดวงตะวันใกล้จะขึ้นสู่ขอบฟ้าแล้ว
หลี่เฉินอันไม่เป็อะไรแม้แต่น้อย ดูว่าฮัวหม่านถิงจะเริ่มเมา
หลิวจั๋วคอแข็งไม่น้อย แต่ซูมู่ซินคออ่อนเมามาย
“ท่านพี่ ข้าขอบอกตามตรงอย่างไม่ปิดบัง ในวันนี้ที่เดินทางมา แท้จริงแล้วมีเื่ยากจะร้องขอ”
“น้องชายจงกล่าวมาเถิด อย่าได้เกรงใจ”
“ร้านสุราของข้านั้นกำลังจะเปิดกิจการแล้วไม่ใช่หรือ ? ข้าอยากจะให้ท่านพี่ช่วยเขียนอักษรให้สักหน่อย”
“เื่เล็กน้อย มู่ซิน มู่ซิน จงไปนำเครื่องเขียนมา ! ”
ซูมู่ซินแววตาเป็ประกาย เดิมทีเขาคิดว่าท่านอาจารย์จะประพันธ์กวี จึงได้เดินโซซัดโซเซไปยังห้องหนังสือและหยิบเครื่องเขียน ประกอบไปด้วยพู่กัน หมึก กระดาษ และหินฝนหมึกออกมา
“ให้เขียนว่าอะไร ? ”
“เราตั้งชื่อร้านสุราก่อนดีกว่า......เขียนว่าร้านสุราใต้ร่มไทร แต่หกตัวนี้เขียนให้ตัวเล็กหน่อย”
ฮัวหม่านถิงตกตะลึง “ชื่อร้านไม่ควรเขียนให้ใหญ่หน่อยหรือ ? ”
หลี่เฉินอันยิ้มแหะ ๆ “ทำตามที่ข้าบอกเถิด”
“......อืม ! ”
ฮัวหม่านถิงยกหยิบพู่กันขึ้นมา แล้วเขียนชื่อว่า ‘ร้านสุราใต้ร่มไทร’ ทั้งหกคำลงไปบนกระดาษ
“ส่วนตรงนี้ เขียนชื่อของท่านพี่ให้ใหญ่สักหน่อย”
“……”
ดังนั้น ป้ายร้านจึงมีชื่อว่า ‘ฮัวหม่านถิง’ สามตัวอักษรใหญ่โดดเด่นอยู่้า และมีหกตัวอักษรเขียนว่า ‘ร้านสุราใต้ร่มไทร’ อยู่ด้านล่างซ้ายตัวเล็ก ๆ
“ตราประทับเล่า ? ต้องประทับตราสักหน่อย”
“เ้าเด็กผู้นี้”
ฮัวหม่านถิงหยิบตราประทับเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าหน้าอกของเขา แล้วประทับลงไปที่ด้านขวาล่าง
หลี่เฉินอันยิ้มแห้ง เขาหยิบกระดาษนั้นขึ้นมาด้วยความเริงร่า สายตาเหลือบไปมองเห็นว่า ‘ฮัวหม่านถิง’ สามคำนี้ช่างโดดเด่นเหลือเกิน แต่ร้านสุราใต้ร่มไทรกลับมองไม่ค่อยชัด
เขา้าให้มันออกมาเช่นนี้ !
“ท่านพี่ เขียนกวีอีกสักบทสิ ! ”
“เ้าว่ามา ข้าจะเขียนให้ ! ”
“......ตกลง ! ”
หลี่เฉินอันไม่ได้ปฏิเสธ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าครั้งนี้ฮัวหม่านถิง้าทดสอบเขาอีกแล้ว !
เขาเชื่อว่าหากตนแสดงทักษะความสามารถออกมาต่อหน้าฮัวหม่านถิง ผู้าุโฮัวท่านนี้คงจะเห็นเขาเป็สหายต่างวัยอย่างแท้จริง
ส่วนหลิวจั๋ว บัดนี้ในใจเต็มไปด้วยความสับสน เพราะตามปกติแล้ว ต่อให้เขาร้องขอท่านอาจารย์เพียงไร ก็ยากนักที่ท่านอาจารย์จะเขียนให้สักตัว ทว่าเขากลับตอบรับคำร้องขอของหลี่เฉินอันทุกประการ
ท่านอาจารย์ให้หลี่เฉินอันประพันธ์กวี แล้วเขาจะเป็คนเขียน......เมื่อครู่ท่านอาจารย์เอ่ยชื่นชมชายหนุ่มผู้นี้เป็หนักหนา เขาก็อยากจะเห็นนักว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีความสามารถในด้านประพันธ์กวีสักเพียงใด
“ท่านพี่ เตรียมตัวเขียนนะขอรับ ! ”
รวดเร็วเช่นนี้เชียว ?
“กวีบทนี้มีชื่อว่า เชิญร่ำสุรา ! ”
หลี่เฉินอันลุกขึ้นยืน ยกแขนเสื้อ เอ่ยท่องบทกวีออกมาอย่างจริงจังสง่างาม:
“ท่านมิเห็นหรือ สายน้ำไหลกรากในหวงเหอนั้นมาจากเบื้องบน ไหลสู่ทะเลวนมิหวนหลับ
“ท่านมิเห็นหรือ ที่น่าโศกาอาดูรคือเห็นผมหงอกขาวตัวเองในกระจกที่ห้องโถง”
“ยามเช้ายังดูดำสลวยดุจไหม ใยยามคํ่ากลับขาวดุจหิมะ”
ฮัวหม่านถิงที่ได้ยินถึงกับตกตะลึง !
หลิวจั๋วที่อยู่ตรงนั้นก็ตกตะลึงเช่นกัน !
เมื่อได้ยินสองประโยคนี้ ซูมู่ซินก็สร่างเมาทันที !
ทั้งสามคนใกับการเริ่มต้นกวีบทนี้เป็ยิ่งนัก
“ยอดเยี่ยม งดงามยิ่งนัก !......ประพันธ์ต่อ ! ”
“ชีวิตเรา ยามปิติยินดีควรสนุกให้เต็มที่ อย่าให้จอกทองว่างเปล่าคู่แสงจันทร์”
“ฟ้าประทานความสามารถให้ข้าต้องมีประโยชน์แน่แท้ แม้ทองนับพันตำลึง หากใช้หมดยังหาได้ใหม่”
“มู่ซิน จองให้คนไปซื้อสุรามาอีก กวีบทนี้......ข้าจะดื่มให้สักสามร้อยจอก ! ”
“น้องชาย ประพันธ์ต่อเถิด ! ”
“......ยอดอาชาลายดอกห้าสีตัวนี้ เสื้อหนังลํ้าค่าตัวนี้, ”
“บอกลูกเ้านำสิ่งเหล่านี้ไปแลกสุราเลิศรส,”
“ดื่มร่วมกับท่านให้ลืมความเศร้าทุกข์ทั้งมวล ! ”
หลังจากบทกวี ‘เชิญร่ำสุรา’ จบแล้ว ทุกคน ณ ที่นั้นก็นิ่งเงียบไร้เสียงใด ๆ