6
ยอมรับความผิด
“ฮวาเอ๋อร์... เ้าว่าอย่างไร”
หวังหยวนไม่ค่อยอยากยุ่งกับเื่ของสตรีเท่าไรนัก แต่เช้าวันนี้ขณะที่กำลังคุยกับเผิงอิงหลานเกี่ยวกับการออกเรือนของบุตรสาวทั้งสองจีซือเจียงก็พรวดพราดเข้ามาร้องห่มร้องไห้พลางกล่าวว่าถูกหวังกุ้ยฮวารังแก ฟังได้ศัพท์บ้างไม่ได้ศัพท์บ้างจนต้องให้คนไปเรียกบุตรสาวเข้ามาถามความเพิ่มเติม
หวังกุ้ยฮวายอมรับความผิดแต่โดยดีก็จบแล้ว ไม่คิดว่าจีซือเจียงจะกลับคำไม่เอาความเสียได้
กลับไปกลับมาเช่นนี้ใช้ได้ที่ใด ถ้ายังคิดไม่ตกก็ไม่ควรเร่งร้อนสืบสาวเอาความกับผู้อื่น
“แม้แม่รองกับพี่รองจะไม่ถือสา แต่ข้าก็ยังรู้สึกผิดเ้าค่ะท่านพ่อ อีกอย่าง...ท่านพ่อเป็เสนาบดีที่ผู้คนเคารพนับถือ กลับคำไปมาเช่นนี้ไม่ดี ในเมื่อท่านจะลงโทษก็ลงโทษเถิดเ้าค่ะ ฮวาเอ๋อร์พร้อมรับเพราะมีความผิดจริง”
หวังกุ้ยฮวาเห็นโทสะในดวงตาของบิดาจึงย้ำคำเดิม ใช้วาจาตบหน้ามารดารองไปหนึ่งประโยค จากนั้นจึงก้มมองพื้น ดูคล้ายสำนึกต่อความผิดที่ก่อ
นางไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่มีเหตุผลที่้าถูกลงโทษเพื่อจะได้ไม่ต้องออกมาพบปะผู้คน
ชาติก่อนหลังงานชมบุปผา องค์ชายสิบต้องตาในความสามารถของนางจึงเทียวไปเทียวมาจวนสกุลหวังอยู่บ่อยครั้ง เวลานี้แม้ไม่เห็นความสเน่หาในดวงตาคู่นั้น แต่หากหลี่เยียน้าครองบัลลังก์ คนที่จะช่วยให้เขามีคนหนุนหลังก็ยังคงเป็บิดาของนาง
“เช่นนั้นเ้าก็กักบริเวณตัวเองสักสามเดือนเถิด” หวังหยวนได้รับทางออกจากบุตรสาวก็รู้สึกดีขึ้นหลายส่วน แต่จะให้บทเรียนหนึ่งเดือนก็เกรงผู้อื่นจะว่าน้อยเกินไป กอปรกับได้ยินข่าวลือไม่เข้าหูสักเท่าไรจึงเพิ่มระยะเวลาทำโทษของหวังกุ้ยฮวาจนจีซือเจียงตาโต
“ฮวาเอ๋อร์น้อมรับคำสั่งเ้าค่ะ”
ไม่มีใครทันท้วง แม้กระทั่งมารดาแท้ๆ อย่างเผิงอิงหลานยังไม่เอ่ยต่อรอง จีซือเจียงจึงทำได้เพียงกำมือแน่นอย่างขัดใจ นางพยายามผ่อนหนักให้เป็เบาแล้วแต่หวังกุ้ยฮวายังทำตัวเป็เด็กดียอมรับโทษอีก
หวังกุ้ยฮวาถูกกักบริเวณเช่นนี้... นางกับหวังกุ้ยผิงก็ไม่ต่างกับถูกจำกัดให้อยู่แต่ในจวนเช่นกัน
“ว่าแต่... เมื่อคืนแม่รองกับพี่รองกลับจวนอย่างไรหรือเ้าคะ”
แม้จะต้องรับโทษแต่หวังกุ้ยฮวาก็ยังมีรอยยิ้มประดับใบหน้า หญิงสาวนั่งลงบนตั่งข้างๆ หวังกุ้ยผิง เกาะแขนพี่สาวพลางช้อนสายตามองอย่างใคร่รู้
หวังกุ้ยผิงผินมองมารดาเล็กน้อย เห็นจีซือเจียงไม่สนใจจึงอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบ
“เป็อันอ๋อง”
คำตอบที่ได้รับไม่ต่างจากที่คิด แต่หวังกุ้ยฮวาก็แสร้งทำตาโตอย่างใ “อันอ๋องหรือเ้าคะ”
“อืม น้องสามคงเคยสนทนากับอันอ๋องมาบ้างกระมัง”
หวังกุ้ยผิงไม่เคยมีใครสนใจมากขนาดนี้มาก่อน เมื่อได้รับไมตรีจากองค์ชายสิบจึงรู้สึกขัดเขินอยู่ไม่น้อย แต่ยังไม่วายโอ่ข่ม เพราะทราบดีว่าน้องสาวเพิ่งจะเคยได้สนทนากับรัชทายาทครั้งแรกเมื่อวาน
“พี่รองเดาผิดแล้วเ้าค่ะ ปกติองค์ชายทั้งหลายมักจะพูดคุยกับคุณชายที่เป็สหายมากกว่า อย่างคุณชายเจียง คุณชายซู ข้าไม่เคยได้คุยกับพระองค์เป็การส่วนตัวหรอกเ้าค่ะ” กล่าวแล้วหวังกุ้ยฮวาก็คลี่ยิ้มเ้าเล่ห์ “เอ... หรือเพราะอันอ๋องหลงเสน่ห์พี่สาวข้ากันเล่าเ้าคะ”
“น้องสาม! พูดอะไรเช่นนี้ แก่แดดแก่ลมนัก” แม้จะเอ่ยปัดทว่าท่าทางของหวังกุ้ยผิงยังดูสุขสม หวังกุ้ยฮวาเห็นการหลอกลวงของผู้คนมาจนชิน แค่นี้จะดูไม่ออกได้อย่างไร
แต่ดีแล้ว... วาสนาขององค์ชายสิบกับหวังกุ้ยผิงนั้นเหมาะสมนัก ดูเหมือนชาติก่อนจะเป็นางเองที่เอาตัวไปขวางคู่ยวนยางอย่างไม่เจียมตัว
“พี่รองก็... รอดูเถิดเ้าค่ะ ถ้าเกิดว่าอันอ๋องแวะเวียนมาจวนของเราบ่อยๆ แสดงว่าน่าจะสนใจพี่รองอย่างแน่นอน”
“น้องสาม!”
“ข้าจะมีพี่สาวเป็ถึงพระชายาเลยหรือเ้าคะ พี่รองต้องอย่ายอมแพ้นะเ้าคะ ต้องใช้พิณของพี่สะกดใจอันอ๋องไว้ให้ได้”
หวังกุ้ยฮวาไม่สนใจท่าทางขวยเขินของพี่สาว นางยังคงย้ำซ้ำๆ เพื่อให้หวังกุ้ยผิงท่องไว้ให้แม่นมั่น โชคดีที่หวังกุ้ยผิงมัวแต่บิดกระโปรงจึงไม่ได้สบตาของน้องสาว ไม่อย่างนั้นน่าจะเห็นไฟแค้นบางเบาจากหวังกุ้ยฮวาที่ตั้งใจสนับสนุนให้ศัตรูคนสำคัญได้ร่วมหอกันอย่างเหมาะสม
ชาตินี้นางจะไม่ขวางทางผู้อื่นอีกแล้ว แต่จะส่งทุกคนที่ขวางหน้าให้ได้เป็ชายาของหลี่เยียนด้วยกันทั้งหมด!
จากนั้นพวกเ้าก็ตบตีแย่งชิงตำแหน่งกันเองเถิด ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป!!
เหอซูเมิ่งรู้สึกคล้ายถูกบุตรชายหักหลัง นางเพิ่งทราบว่าคนที่หลี่เยียนขอสมรสพระราชทานไม่ใช่หวังกุ้ยผิงแต่เป็หวังกุ้ยฮวา สีหน้าของกุ้ยเฟยผู้งดงามยามนี้จึงดำคล้ำ แทบจะไม่มีผู้ใดเข้าหน้าติด
“เสด็จแม่กุ้ยเฟย เหตุใดถึงได้มีสีหน้าถมึงทึงเช่นนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เยียนต้อนรับมารดาด้วยรอยยิ้ม ก้าวมาประคองร่างงามงอนไว้ในอ้อมแขนแล้วรั้งให้นั่งบนแท่นศิลาซึ่งได้รับการเจียสวยงามอย่างใจเย็น
“เพราะใครกันเล่า อันอ๋อง... พระองค์ทำอะไรไม่ปรึกษาแม่อีกแล้ว”
“อันอ๋องเป็คนเลวจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ กล้าขัดรับสั่งกุ้ยเฟยได้อย่างไร” หลี่เยียนด่าตัวเองหน้าตาย เหอซูเมิ่งเห็นแล้วก็อมยิ้มแล้วยกมือตีไหล่หนาของผู้มีศักดิ์เป็หลานอย่างเหนื่อยอ่อน
“อันอ๋อง... อย่าเฉไฉอีกเลย”
“เสด็จแม่... ลูกรู้ว่าเสด็จแม่ชมชอบหวังกุ้ยผิงมากกว่าหวังกุ้ยฮวา แต่ฐานะของหวังกุ้ยผิงผู้นั้นไม่สามารถแต่งเข้าวังอ๋องได้พ่ะย่ะค่ะ”
ฟังถึงตรงนี้เหอกุ้ยเฟยก็พรูลมหายใจ นางรู้ดีกว่าใครว่าเพราะอะไรหวังกุ้ยผิงถึงแต่งเข้าวังอ๋องไม่ได้ เป็เหตุผลเดียวกับที่นางไม่สามารถแต่งให้บุรุษที่หมายปอง
…เพราะเป็บุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินรอง
ฐานะที่ติดตัวมาั้แ่เกิดนี้ว่าสูงก็สูงกว่าลูกอนุ ว่าต่ำก็ต่ำกว่าลูกฮูหยินเอก แต่ใครเล่าไม่เฝ้าฝันบนยอดบันไดสูง หากเห็นโอกาสที่ดีกว่าย่อมต้องคว้าเอาไว้
ทว่ากฎของแคว้นกลับไม่ยินดีให้บุตรีของฮูหยินรองแต่งเป็ชายาอ๋องออกหน้าออกตา ต้องแต่งพร้อมกับบุตรสาวชายาเอกไม่ก็แต่งโดยไม่มีงานอภิเษกยิ่งใหญ่เท่านั้น
ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ชาติกำเนิดก็ไม่อาจเทียบบุตรสาวของฮูหยินเอกได้ เฉกเช่นเดียวกับนางที่เป็ได้แค่กุ้ยเฟย ไม่สามารถคว้าถึงฮองเฮา
เหอกุ้ยเฟยไม่อาจเป็ฮองเฮา
เหอฮองเฮาไม่เคยเป็กุ้ยเฟย
“ลูกตั้งใจจะทำอะไร”
หลี่เยียนคลี่ยิ้ม กระซิบข้างหูมารดาอย่างหมายมาด เหอซูเมิ่งฟังแล้วก็เบิกตากว้าง รู้สึกว่าบุตรชายโตขึ้นอีกลำดับหนึ่งแล้ว
“เสด็จแม่คิดว่าอย่างไร”
“อันอ๋องของแม่หล่อเหลาเช่นนี้ สตรีใดเล่าจะหมางเมิน ยิ่งลูกตั้งใจจะเทียวไล้เทียวขื่อขนาดนี้ คุณหนูหวังจะยังไม่ยอมแต่งให้ได้หรือ”
แม้จะไม่ชอบหวังกุ้ยฮวา แต่ถ้าหากคุณหนูผู้นั้นจะเป็ฐานที่ทำให้บุตรชายของนางยิ่งใหญ่แล้วล่ะก็นางจะยอมกลืนความรังเกียจลงท้อง
ถึงเวลาค่อยสลัดทิ้งให้สมกับเวลาหลายปีที่กล้ำกลืน
“แต่ดูเหมือนเสด็จพี่ไท่จื่อจะหมายตาคุณหนูหวังอยู่เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อก็ยังไม่ตอบรับ น่าจะต้องรอท่านเสนาบดี”
เหอซูเมิ่งมองเห็นหนทางสู่การเป็ไทเฮาแล้ว นางจึงบีบไหล่บุตรชายแล้วเอ่ย “ไม่เป็ไร แม่จะคอยกันไท่จื่อให้เอง ส่วนเสนาบดีหวังไม่น่าเป็ห่วง ขอแค่หวังกุ้ยฮวาตอบตกลงเขาก็คงไม่คัดค้าน”
หวังหยวนเป็เสนาบดีที่เถรตรงและเคร่งครัด แต่หากเป็เื่ของครอบครัวแล้วมักจะใจอ่อน เหอซูเมิ่งจึงริษยาทุกครั้งที่มองเผิงอิงหลาน สตรีนางนั้นนับว่าน่าอิจฉาอย่างแท้จริง
ไม่รู้ว่าเผิงอิงหลานจะรู้สึกเช่นไรหากได้ทราบว่านาง้านำบุตรสาวของอีกฝ่ายมาเป็เครื่องมือไปสู่อำนาจ
สตรีผู้เย่อหยิ่งเช่นนั้นจะร่ำไห้ขอร้องนางให้ปล่อยตัวหวังกุ้ยฮวาหรือไม่
นางอยากจะรู้จริงๆ