ตอนที่ 23
หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะเร่งรีบเป็พิเศษ พลังิญญาของมันได้ถูกชักนำไปกับการฟื้นฟูพลังธาตุให้เต็มอยู่ตลอด สองเท้าของมันยังคงผนึกพลังปราณธาตุลมออกมาอย่างต่อเนื่อง ระยะทางยี่สิบลี้คล้ายจะยาวไกลอยู่มากโข
“ใกล้จะค่ำแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงแหงนมองท้องฟ้าที่บัดนี้เข้าสู่่สนธยาเสียแล้ว
ครั้นเมื่อมันเดินทางมาถึงเชิงเขา ดวงจันทร์ก็ลอยเด่นขึ้นกลางฟากฟ้ายามวิกาล หยุนเสวี่ยเฟิงทะยานปีนป่ายขึ้นบนต้นไม้ก่อนจะยืนพักหายใจอยู่ครู่ใหญ่
การมาของมันคล้ายจะเร่งรีบเสียจนลืมไถ่ถามถึงรายละเอียดหลายๆอย่าง
“เห็นทีว่าต้องเสาะหาทั่วเขานี้เสียแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงคิดได้ดังนั้นมันก็ถอดถอนหายใจ แม้ว่าดวงตาของมันจะสามารถมองเห็นได้ดีกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่การจะเดินเสาะหาสิ่งใดกลางป่ายามวิกาล มิใช่สิ่งที่ผู้ใดพึงกระทำ
‘เสวี่ยน้อยห้ามออกไปเที่ยวป่าลึกตอนดึก’ ภาพของเหว่ยซานปรากฏขึ้นมา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันนึกอยากสำรวจป่ารอบๆบ้าน แต่สุดท้ายแล้วมันก็กลับบ้านกลางป่าไผ่ไม่ทันหัวค่ำ จึงถูกเหว่นซานดุเล็กน้อย
“ข้าจะเชื่อฟังท่าน” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็เอนกายนอนบนกิ่งไม้ มันหยิบหัวมันที่ยังกินไม่หมดมารับประทานต่อครั้นเมื่ออิ่มแล้วมันก็กางพลังิญญาออกมาเพื่อสำรวจสถานที่รอบๆ
ก่อนหน้านี้ตลอดทางการเดินทางมา มันได้แผ่พลังิญญาเพื่อสำรวจและระวังภัยเป็ระยะอยู่แล้ว ก่อนนอนครั้งนี้มันจึงทำแบบลวกๆ เหตุผลเพราะตลอดเส้นทางมานี้มันมิได้พบกับสัตว์อสูรหรือผู้ใช้พลังิญญาเลยแม้แต่จุดเดียว
ค่ำคืนเดือนหงายค่อยๆผันผ่านไป ป่ารกทึบนี้คล้ายว่าจะเงียบสงบอยู่ไม่น้อย ไม่มีเสียงสัตว์ป่าดังให้กวนใจ สายลมเอื่อยยามค่ำคืนนี้มิได้เหน็บหนาวอันใด หยุนเสวี่ยเฟิงนอนทอดกายอยู่บนยอดไม้จวบจนเวลาเที่ยงคืน เสียงอีกกระทึกบางอย่างพลันได้ปลุกให้มันตื่นขึ้น
ตึง... ตึง..
เสียงทุ้มแน่นคล้ายบางอย่างขนาดใหญ่กระแทกพื้นดิน ตามมาด้วยเสียงต้นไม้ถูกหักโค่นลงดังมาแต่ไกล หยุนเสวี่ยเฟิงเงี่ยหูฟังอยู่นาน มันมิกล้าจะเร่งเร้าพลังิญญาออกมา เพราะเกรงว่าจะเป็การเปิดเผยตัวตนของมัน พลันนั้นมันก็ได้ยินเสียงกู่ร้องของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ดังลั่นป่า
ฮึม...
เสียงะเืเลือนลั่นป่านี้มิคล้ายสัตว์ใดๆที่มันเคยได้ยินมาก่อน
เปรี้ยง!
วินาทีต่อมาเสียงปะทะของพลังปราณก็ดังลั่น หยุนเสวี่ยเฟิงเข้าใจได้ทันทีว่าบริเวณที่ห่างออกไปไม่ไกลนี้ได้เกิดการต่อสู้ขึ้นแล้ว
‘ข้าจะไปดูเสียหน่อย’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดได้ดังนั้นมันก็เตรียมทะยานลงจากต้นไม้ แต่พอมันได้คิดในอีกแง่หนึ่ง มันก็ชะงักคิดเสียก่อน
‘เรายังไม่รู้ว่ามีอันตรายแบบใด’ หยุนเสวี่ยเฟิงมีสีหน้าลังเล มันมองไปยังต้นกำเนิดเสียงนั้น แสงไฟวูบวาบเกิดขึ้นเป็ระยะกอปรกัปเงายอดไม้ที่หักโค่นลง
เมื่อเห็นดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มแผ่พลังออกไปตรวจจับคลื่นพลังิญญา แต่ในระยะที่มันอยู่นั้นห่างไกลเกินไปมากมันจึงคิดที่จะเข้าไปใกล้ให้มากขึ้น
หยุนเสวี่ยเฟิงะโไปตามเงายอดไม้อย่างคล่องแคล่ว มันใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็มาหยุดอยู่ในระยะที่มันสามารถตรวจจับคลื่นพลังได้
“เป็สัตว์อสูรระดับ40 และมนุษย์สองคนระดับ29และ37!”
เมื่อพบว่าเป็ดังนั้นมันก็มีความคิดที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ต่อสู้อยู่ แต่จะเป็ฝ่ายไหนกันเล่า? เหว่ยซานก็เคยบอกว่าสัตว์อสูรมีทั้งดีละเลวปะปนกันไป แต่หากว่าทั้งสองฝ่ายนี้ต่างก็เป็คนชั่วช้าเล่า?
‘หากจะเข้าไปวิเคราะห์ดู ทั้งสองฝ่ายต้องรับรู้ได้แน่’ หนุ่มน้อยขมวดคิ้ว แต่พลั้นนั้นมันก็ได้ยินเสียงะโของบุรุษแว่วเข้ามาในโสทประสาท
“เ้ารีบล่อมันไปหาเ้าหน้าสาวสิ!”
ได้ยินดังนั้นหนุ่มน้อยก็ขมวดคิ้วหรี่ตา เสียงบุรุษผู้นี้คล้ายว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะคุ้นเคยอยู่บ้าง และแล้วก็มีเสียงตอบรับจากสตรีนางหนึ่งะโออกมา
“มันคิดจะโจมตีเราั้แ่แรกแล้ว! มิเช่นนั้นมันคงไล่ตามเ้านั่นั้แ่เย็นแล้ว เ้าช่างวางแผนการได้ห่วยแตกนัก!” ซุ่มเสียงของหญิงสาวพลันทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงเข้าใจได้ทันที สองคนผู้นี้คล้ายว่าจะวางแผนการนำอันตรายมาสู่มัน แต่มิคาด อันตรายนั้นกลับยอกย้อนเข้าหาตัว
“หึ” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มเย้ยหยันท่ามกลางความมืด มันมิได้คิดจะช่วยเหลือทั้งสองแน่นอน ปากของมันเริ่มกล่าวบางอย่างขึ้นมา พลันนั้นดวงแสงห้วงกวีสีแดงจำนวนห้าดวงก็ผุดขึ้นมา จากนั้นจึงะโตามยอดไม้เข้าใกล้บริเวณที่เกิดการต่อสู้
ครั้นเมื่อมาถึงแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็ได้ตกตะลึงกับสมรภูมิเบื้องหน้า สัตว์อสูรร่างกายใหญ่โตนี้คล้ายจะเป็ก้อนหินใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นมาเป็รูปร่าง ความสูงของมันเป็รองเพียงยอดต้นสนเท่านั้น ด้านล่างเบื้องหน้าของอสูรหินนี้กลับเป็ชายหนึ่งหญิงหนึ่งสวมชุดดำอำพราง หากแต่ว่าอาวุธที่ทั้งสองใช้มันช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน
“ดาบใหญ่และทวนสีเทานั่น..” หยุนเสวี่ยเฟิงหรี่ตามองผ่านเงามืดคราหนึ่ง จากนั้นมันก็ยกยิ้มขึ้นอย่างชั่วร้าย
“ให้ทุกข์แก่ผู้อื่น.. ผู้อื่นย่อมซ้ำเติม”
“มอบห้วงกวี” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเบาๆ พลันนั้นดวงแสงห้วงกวีทั้งห้าก็พุ่งเข้าหาอสูรหินเบื้องหน้า
“เป็เื่แล้ว!” เซียวเฉิงเฟยในชุดดำอุทานขึ้นเมื่อได้เห็นดวงแสงห้วงกวีพุ่งหายเข้าไปในตัวอสูรหิน
ฮูม...
อสูรหินเมื่อได้รับการเสริมระดับพลังิญญาก็กูร้องะเืเลือนลั่น มันใช้มือใหญ่หนาคว้าท่อนซุงขนาดสองคนโอบแล้วฟาดไฟยังพื้นเบื้องหน้า ปรากฏเป็คลื่นดินกระแทกออกไป โดยมีคนทั้งสองเป็เป้าหมาย!
“หลบไม่พ้นแล้ว!” หวังซิ่วอิงะโออกมา นางรีบปักคมทวนลงพื้นทันที เบื้องหน้าพลันปรากฏเป็ม่านพลังธาตุไฟสีขาว แต่กระนั้นก็ยังไม่พอ เซียวเฉิงเฟยที่อยู่ด้านข้างก็ปักดาบใหญ่ลงพื้นเช่นกัน เบื้องหน้าม่านพลังของหญิงสาวพลันก่อกำเนิดเป็ลิ่มน้ำแข็งขนาดเท่าสามคนโอบผุดขึ้นมา
ตู้ม ตู้ม
คลื่นกระแทกทลายลิ่มธาตุน้ำและกำแพงไฟได้โดยง่าย แต่พลังทำลายล้างของมันก็ได้ถูกลดทอนลงกว่าครึ่ง ถึงกระนั้นหนึ่งหญิงหนึ่งชายที่เกร็งตัวปักหลักก็ยังถูกซัดปลิวออกไปกระแทกต้นไม้ด้านหลัง
‘อั๊ก!’
เซียวเฉิงเฟยผู้มีพลังิญญาด้อยกว่าพลันกระอักโลหิตออกมา ส่วนหญิงสาวคล้ายจะมีพลังิญญาที่ปลดปล่อยออกมาคอยป้องกัน นางจึงมิได้เป็อะไรมาก นางเหลือบตามองเซียวเฉิงเฟยที่สะเสือกกระสนลุกขึ้นคราหนึ่ง แต่ในขณะที่นางลุกขึ้นตั้งหลักนั้นเอง!
ฮูม!
เ้าอสูรหินเมื่อเห็นว่าเหยื่อของมันยังมีลมหายใจ มันจึงขว้างท่อนซุงใหญ่เข้าหาหญิงสาวทันที
“หลบเร็ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงที่ชมอยู่เกิดพลั้งปากะโออกมา
“เ้าหน้าสาว!” เซียวเฉิงเฟยคล้ายจะจดจำเสียงของหยุยเสวี่ยเฟิงได้ แต่บัดนี้มิใช่เวลาจะมาทักทาย มันรีบผนึกพลังปราณธาตุลมก่อนจะพุ่งทะยานหลบท่อนไม้ใหญ่ที่ใกล้เข้ามา
ตู้ม!
ท่อนซุงใหญ่พุ่งตรงมาในแนวขวาง ต้นไม้ใหญ่ด้านหลังพลันถูกกระแทกจนราบเป็หน้ากลอง แต่ชายหญิงหาได้อยู่ในเศษซากนั้นไม่ และเหนือหมอกฝุ่นที่หนาฟุ้งนั้นเอง ได้ปรากฏร่างของหญิงสาวพุ่งทะยานลงมากจากฟากฟ้า เป้าหมายของนางก็คืออสูรหินั์!
“ร้อยคมทวน!”
หญิงสาวกู่ร้อง รอบกายพลันปรากฏกระแสพลังธาตุไฟสีขาวแผ่ออกมาเจิดจ้า ทวนสีเทาเรืองแสงถูกซัดคมลงมานับไม่ถ้วน เกิดเป็ลิ่มพลังปราณจำนวนหนึ่งร้อยเล่มพุ่งลงมายังอสูรหินั์ด้านล่าง
ฉึก ฉึก.. ตู้ม!
ลิ่มคมทวนนับร้อยเมื่อพุ่งลงมาปักบนตัวอสูหินก็เกิดเป็ะเิธาตุไฟสีขาวสว่างเจิดจ้า เศษหินดินปลิวว่อนไปทั้วบริเวณ พร้อมด้วยฝุ่นควันที่กระจายออกตลบอบอวล
ฮูม...!
อสูรหินร้องคำรามเป็คราสุดท้ายก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆแหลกสลายลง
“แฮก..แฮก” หญิงสาวเมื่อตีลังกาลงมายังพื้นเบื้องล่างก็หอบหายใจถี่ การโจมตีเมื่อครู่นางได้ใช้พลังิญญาไปเกือบหมดสิ้นแล้ว และในขณะนั้นเอง ยังมิทันที่ฝุ่นควันจากการะเิจะจางหาย หญิงสาวก็ได้ล้มทรุดลงกับพื้น
“ซิ่วอิง!” เซียวเฉิงเฟยะโเรียก มันกระเสือกกระสนวิ่งเข้ามารับร่างของหญิงสาว
“ข้าไม่เป็ไร อย่ามาแตะตัวข้า!”
เซียวเฉิงเฟยที่ได้ยินดังนั้นก็ปล่อยให้หญิงสาวค่อยๆนั่งลง หวังซิ่วอิงแม้จะเหนื่อยหอบ แต่ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปยังพุ่มไม้ที่หยุนเสวี่ยเฟิงหลบอยู่ แล้วกล่าวว่า “ออกมา”
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อรู้ว่าถูกพบแล้ว มันก็ก้าวเดินออกมาช้าๆ มันเหลือบมองด้านในฝุ่นควันคราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอสูรหินบัดนี้กลับกลายเป็เศษซากแล้วมันก็ลอบถอนหายใจ
‘ทีนี้เป็ตาของข้าแล้ว!’ หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าเหี้ยม
“เ้าทั้งสองวางแผนชักนำภัยมาสู่ข้า!” หยุนเสวี่ยเฟิงแค่นเสียง พัดหยุนเฟิงพลันปรากฏออกมาพร้อมกับทอแสงสีแดง
“ข้าเพียงอยากทดสอบเ้าเท่านั้น มิคาดว่าแผนจะกลับตรปัดเช่นนี้!” เซียวเฉิงเฟยคล้ายรับรู้ได้ถึงแรงอาฆาตจากหยุนเสวี่ยเฟิง ใบหน้าของมันก็ซีดเผือดทันที ภายในใจเริ่มก่อเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
‘มันคิดจะสังหารข้า!’
หยุนเสวี่ยเฟิงย่างสามขุมเข้ามายังชายหญิงทั้งสอง พัดหยุนเฟิงพลันปรากฏคมปราณกระบี่ออกมา สีที่แดงฉานของปราณนั้นคล้ายจะกระหายที่จะดื่มเืไม่มีผิดเพี้ยน หวังซิ่วอิงที่เห็นดังนั้นนางก็หลับตาลงยอมรับชะตากรรม
“เดี๋ยวก่อนสหาย.. นี่เ้าจะฆ่าคนจริงๆหรือ” เซียวเฉิงเฟยกล่าวเสียงสั่น ครั้น
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงเดินมาหยุดค้ำหัวของมัน เ้าหน้าแก่กว่าวัยก็พลันหลับตาก้มลง ครั้นเมื่อคิดจะหนี มันก็หาใช่คนที่จะทิ้งพวกพ้องไม่ จริงอยูหวังซิ่วอิงนั้นมันมิได้สนิทสนม แต่นางก็ถือได้ว่าเป็หนึ่งในผู้ร่วมแผนการนี้
“ซิ่วอิง.. ข้าขออภัย” เซียงเฉิงเฟยกล่าวเสียงสั่น ภายในกำมือของมันคล้ายจะเริ่มผนึกพลังปราณธาตุลม หวังเพียงช่วยเหลือหญิงสาวที่มันพามาได้ เช่นนั้นมันจึงจะได้ตายอย่างหมดห่วง แต่ในขณะที่มันกำลังเตรียมที่จะซัดฝ่ามือเพื่อเหวี่ยงหญิงสาวให้หนีไปนั่นเอง มัจจุราชเบื้องหน้าพลันกล่าวขึ้นว่า
“ลืมตาแล้วมองข้า” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงะเื แต่เซียวเฉิงเฟยกลับตัวสั่นเทา มันมิได้ทำตามที่หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว กลับกันหวังซิ่วอิงนั้นเป็คนแรกที่ได้ลืมตาจ้องชายหนุ่มด้วยสายตาเคียดแค้นเสี้ยวหนึ่ง แต่แล้วใบหน้าของนางก็กลับพลันแปรเปลี่ยนไป
“มองหน้าข้า!” หยุนเสวี่ยเฟิงตะคอกซ้ำ เซียวเฉิงเฟยพลันสะดุ้ง จากนั้นมันจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมองหยุนเสวี่ยเฟิง หัวใจของมันเต้นรัวไม่เป็จังหวะ ภายในห้วงความคิดได้กล่าวกับตัวเองซ้ำๆ
‘ข้าจะตายแล้ว ข้าจะตายแล้ว’
เซียวเฉิงเฟยเหงื่อผุดทั่งร่าง แต่มันกลับรู้สึกเหน็บหนาวปนร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก มันกลั้นใจเงยหน้าขึ้นมองหยุนเสวี่ยเฟิง แต่แล้วภาพที่มันได้เห็นกลับมิได้เป็อย่างที่มันคิด!
“ฮ่า ฮ่าๆ เ้าโดนหลอกเอาคืนแล้ว!” หยุนเสวี่ยเฟิงหัวเราะร่าพร้อมกันนั้นมันก็ควงพัดสีดำในมือก่อนจะเก็บเข้ามิติไปเซียวเฉิงเฟยใบหน้าซีดคล้ายถูกต้มให้กลัวจนแข้งขาอ่อน มันเหลือบไปสบสายตาของหวังซิ่วอิงคล้ายจะยืนยันบางอย่าง
หญิงสาวหัวเราะเบาๆแล้วผงกหัว เซียวเฉิงเฟยเห็นดังนั้นมันก็ล้มตัวลงนอนทันที พร้อมกับกล่าวว่า
“เฮ่อ.. ข้านึกว่าจะถูกเ้าฆ่าตายแล้ว! ทีหลังอย่าได้เล่นเช่นนี้อีก”
“เป็ข้าต่างหากที่สมควรกล่าวเช่นนี้!” หยุนเสวี่ยเฟิงยอกย้อน ครั้นจะใช้พัดสีดำเขกหัวเ้าหน้าแก่ ท่ามกลางฝุ่นคลุ้งด้านหลังพลันเกิดเสียงอึกกระทึกขึ้น
ฮึ่ม...
“มันยังไม่ตาย?” เซียวเฉิงเฟยอุทาน
“เมื่อครู่ข้ามั่นใจว่าได้โจมตีถูกใจกลางของมันแล้ว” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ลุกขึ้น
ภายใต้ฝุ่นควันหนานั้นพลันปรากฏดวงแสงหนึ่งลอยขึ้นมา มันทอแสงสีส้มระเรื่ออย่างต่อเนื่อง เศษหินดินที่อยู่รอบๆก็ลอยขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยๆพุ่งมารวมกันรอบๆดวงแสงนั้น
“อย่าให้มันได้คืนร่าง!” หวังซิ่งอิงเป็คนแรกที่ทักท้วง ครั้นเมื่อจะเร่งเร้าพลังิญญาขึ้นมา สติของนางก็พลันวูบถดถอย
“พี่สาว!” หยุนเสวี่ยเฟิงพลั้งปาก มันถลาเข้ารับร่างอรชร
“ใครพี่สาวเ้า! ปล่อยข้า!” หวังซิ่วอิงคล้ายหน้าแดงขึ้นเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงรวบเอวบางของนาง
“ข้าขออภัย” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้งพร้อมกับปล่อยหญิงสาว แต่กระนั้นสองขาของนางคล้ายจะไร้เรี่ยวแรง
โครม!
“โอ๊ย! เ้าปล่อยข้าทำไม?!” หญิงสาวล้มกระแทกพื้น
“เ้าบอกให้ข้าปล่อย?” หยุนเสวี่ยเฟิงหน้านิ่วคิ้วขมวด หญิงสาวเรือนผมขาวนางนี้้าสิ่งใดกันแน่?
“อย่ามัวแต่เล่น ดูสิ! มันคืนร่างแล้ว!” เซียวเฉิงเฟยะโออกมา
“ก็เพราะเ้านั่นแหละ!!” ทั้งหยุนเสวี่ยเฟิงและหวังซิ่วอิงดุด่าพร้อมกัน แต่ชายหนุ่มหน้าแก่กลับทำได้เพียงยิ้มแห้งแล้วกล่าวว่า
“เ้าหน้าสาว ข้าขอทดสอบเ้า.. จงสังหารอสูรตนนี้ซะ!” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วมันก็ทำมาดเข้ม พร้อมกับชี้ไปยังอสูรหินผาขนาดใหญ่
“อ้าว!”
แต่ชั่วขณะนั้นเองหยุนเสวี่ยเฟิงพลันรวบอุ้มหญิงสาวขึ้นมาแล้วทะยานหนีออกไปทันที
“เฮ้! รอข้าด้วย” เซียวเฉิงเฟยมีหรือที่จะรั้งอยู่ เมื่อเห็นว่าผู้ระดับพลังิญญาที่สูงกว่ามันยังวิ่งหนี
ฮูม...!
อสูรร่างหินเมื่อก่อรูปขึ้นได้อีกครั้งมันก็คำรามออกมา พร้อมกันนั้นร่างอันใหญ่โตก็เริ่มก้าวออกวิ่งไล่ตามเหยื่อทั้งสามทันที
ครืน.. ครืน..
ซุ่มเสียงต้นไม้หักโค่นดังไล่หลังทั้งสามมาอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ที่ยังหลงเหลือเรี่ยวแรงนั้นมิได้มีวิชาตัวเบาใดๆ สองเท้าจึงทำได้เพียงผนึกปราณธาตุลมออกวิ่งเท่านั้น
“ปล่อยข้า!” หวังซิ่วอิงที่ถูกหยุนเสวี่ยเฟิงอุ้มอยู่คล้ายจะเอียงอาย มันทุบอกหยุนเสวี่ยเฟิงหลายครั้ง แต่สองแขนของนางยังคงดูคล้ายไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
“เ้ายังขยับตัวไม่ได้มากนัก!” หยุนเสวี่ยเฟิงะโออกมา สองเท้าของมันยังคงจ้วงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว แม้ว่ามันจะอุ้มหญิงสาวอยู่ แต่ความเร็วก็ยังมิได้ตกเป็รองเซียวเฉิงเฟยที่วิ่งตามมาติดๆ
“เ้าหน้าสาว ทำไมเ้าไม่สู้กับมัน?!” เซียวเฉิงเฟยะโถาม
“ข้ามาช่วยเ้าทั้งสองก็ดีถมไปแล้ว ยังจะมีหน้ามาถามอีก!” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ว่าเปล่า มันเรียกพัดกระบี่ออกมาพร้อมกับผนึกพลังิญญาเข้าไป
“รั้งมันไว้!”
เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงสังการ พัดกระบี่หยุนเฟิงก็คลี่ออกมามาพร้อมทอแสงสีแดงเรืองรอง จากนั้นมันก็บินย้อนกลับไปคล้ายกงจักร
เปรี้ยง!
เสียงการปะทะกันของพลังิญญาหลายครั้งดังขึ้นไล่หลังทั้งสาม หากว่ามีผู้ใดหยุดดู จะพบว่าบัดนี้พัดสีดำกำลังบินวนโจมตีไปรอบๆอสูรหินั์ แต่ถึงกระนั้นมันก็มิได้ช่วยให้เ้าสัตว์อสูรตนนี้มีความเร็วลดลงเลยแม้แต่น้อย ดูไปดูมากลับคล้ายแมลงวันตอมขามนุษย์ให้รำคาญเสียเท่านั้น
ฮึ่ม..!
อสูรหินคำรามคราหนึ่ง เมื่อสบโอกาสที่เ้าพัดดำบินวนมาเบื้องหน้า ตัวมันที่ได้ง้างมือไว้อยู่แล้วก็พลันโบกตบออกไปทันที
เปรี้ยง!
พัดหยุนเฟิงพลันถูกกระแทกให้ปลิวออกไปด้านข้าง หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะรับรู้ได้แม้ไม่ต้องมองหลัง มันหน้านิ่วคิ้วขมวดไปคราหนึ่ง
“กลับมา!” หยุนเสวี่ยเฟิงะโ ไม่ถึงอึดใจเ้าพัดสีดำก็บินกลับมาหามันอย่างรวดเร็ว หน้าที่ใหม่ของมันก็คือการวาดตัดกิ่งไม้ด้านหน้าเพื่อเปิดทางให้ทั้งสาม
“แฮก แฮก เราคงหนีไม่พ้นแล้ว.. ข้า..จะหมดแรงแล้ว..” เซียวเฉิงเฟยเป็ผู้แรกที่ความเร็วลดลง เนื่องเพราะอาการาเ็ก่อนหน้ายังคงอยู่
“ดี! เ้าล่อมันไปทางอื่น ชดใช้สิ่งที่เ้าก่อ” หวังซิ่วอิงกล่าวประชด บัดนี้นางมิได้ขยับเขยื้อนแล้ว มิรู้ว่าตอนไหนที่สองแขนของนางโอบขึ้นเกาะคอหยุนเสวี่ยเฟิง
“โถ่.. ข้าขอโทษ!” เซียวเฉิงเฟยคล้ายจะสำนึกผิดแล้วเสียจริงๆ
ครืน ครืน..!
เสียงต้นไม้ล้มดังไล่หลังมาอย่างไม่ลดละ เมื่อได้ยินดังนั้นสองบุรุษก็ยังคงวิ่งหนีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ขณะนี้ก็นับเป็ระยะทางกว่าสิบลี้แล้ว แต่เ้าอสูรั์หินก็มิได้หยุดที่จะไล่ล่าเหยื่อของมัน
“หากเป็อย่างนี้พวกเราได้หมดแรงก่อนแน่” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะเริ่มมีอาการหอบให้เห็นแล้ว ส่วนเซียวเฉิงเฟยยิ่งหนักกว่า ใบหน้าของมันซีดเซียวลิ้นห้อยลงมา บางครั้งบางจังหวะมันก็เกือบจะก้าวพลาด
“ข้าจะลองสู้กับมัน!”
หยุนเสวี่ยเฟิงบัดนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว มันอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ‘รู้อย่างนี้ไม่เข้ามาสอดเสียก็ดี’
“ดีมากเ้าหน้าสาว ทำให้ข้าและสหายได้เห็นถึงความสามารถของเ้าได้แล้ว!” เซียวเฉิงเฟยแม้ว่ามันจะเหนื่อยหอบแต่มันก็ยังไม่ลดละที่จะชักนำให้หยุนเสวี่ยเฟิงต่อสู้
ทั้งสามวิ่งต่อมาอีกครู่ใหญ่ก็พบกับกำแพงหน้าผาสูงชันเบื้องหน้า หยุนเสวี่ยเฟิงก็รับรู้ได้ในทันทีว่ามันจะต้องหยุดและต่อสู้เสียแล้ว
ครั้นเมื่อทั้งสามมาหยุดที่กำแพงผาแล้ว อสูรั์หินก็ค่อยๆลดความเร็วลง คล้ายกับว่ามันรับรู้ว่าเหยื่อทั้งสามนี้ไปไหนไม่รอดแล้ว มันค่อยๆเดินย่างสามขุมแหวกต้นไม้เข้ามาเรื่อยๆ
ตึง.. ตึง!
เสียงฝีเท้าใหญ่ค่อยๆดังเข้ามาอย่างช้าๆ หยุนเสวี่ยเฟิงวางร่างอรชรที่มันอุ้มลงบนตอไม้ แล้วจึงหันกลับไปเผชิญหน้ากับเงาขนาดใหญ่ที่เคลื่อนเข้ามา
“ฟู่..”
‘สมาธิ..’ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มกำหนดลมหายเข้าออกให้คงที่ ชายและหญิงที่อยู่ด้านหลังก็มิได้คิดที่จะรบกวนมัน
พัดหยุนเฟิงที่บินอยู่รอบกายพลันถูกชักนำเข้ามาหามือด้านขวา ส่วนมือซ้ายก็กางออก พริบตานั้นด้านหลังของหยุนเสวี่ยเฟิงพลันปรากฏลิ่มหินแหลมคมจำนวนเก้าเล่มออกมา รูปร่างของลิ่มหินนี้ดูคล้ายกับกระบี่ที่ไม่มีด้าม คมกระบี่เหล่านี้ลอยกลางอากาศเรียงรายกันอย่างมีแบบแผน ดูไปดูมากลับคล้ายว่าจะเป็รูปทรงของปีกข้างเดียว
“เ้าทำได้อย่างไร..” เซียวเฉิงเฟยที่เห็นดังนั้น ก็อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ หวังซิ่วอิงก็เช่นกัน เพียงแต่นางกำลังตั้งสมาธิโคจรฟื้นฟูพลังิญญาเท่านั้น จึงมิได้ออกปากออกคำใดๆ
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อจัดเตรียมความพร้อมแล้วมันก็ก้าวเท้าออกไปยังเงาใหญ่เบื้องหน้า ประจวบเหมาะกันกับอสูรั์หินได้แหวกต้นสนสูงออกมาจากเงามืด
พรึบ!
พัดสีดำในมือหยุนเสวี่ยเฟิงพลันเกิดกระแสพลังิญญา ปรากฏออกมาเป็คมกระบี่ยาวสีแดงฉาน ดวงตาของชายหนุ่มทอประกายท่ามกลางความมืด
“ภูติสายฟ้า” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงเรียบ รอบกายพลันปรากฏคลื่นกระแสสายฟ้าแตกออกมาถี่ยิบ ครั้งนี้มันมิได้ใช้เคล็ดวิชานี้ออกชั่วครู่ แต่มันกำลังใช้ออกอย่างต่อเนื่อง!
“ย๊าก”
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รอสิ่งใดอีกแล้ว มันกู่ร้องพร้อมกับทะยานเข้าหาร่างั์เบื่องหน้าอย่างไม่กลัวเกรง ขณะที่ใกล้จะถึงเป้าหมายนั้น มันก็ะโขึ้นหมุนตัวกลางอากาศ พัดกระบี่ในมือถูกควงสามรอบเพื่อสร้างแรงเหวี่ยงตามหลักของเพลงกระบี่ที่มันใช้
เปรี้ยง!
คมปราณกระบี่สีแดงฉานปะทะเข้ากับม่านพลังสีส้มของั์หินที่รวบรวมมาไว้เพียงจุดเดียว คลื่นกระแสสายฟ้าที่ชายหนุ่มปลดปล่อยออกมาคล้ายจะแล่นผ่านร่างหินั์ลงสู่ผืนดิน ในขณะเดียวกันหยุนเสวี่ยเฟิงก็สั่งให้ลิ่มหินที่ลอยด้านหลังพุ่งเข้าแทงอสูรั์ทันที
ฉึก ฉึก เคร้ง!
ลิ่มกระบี่หินพุ่งแทงไปตามข้อต่อของหินบนร่างของอสูรั์ บางชิ้นก็พลาดเป้ากระทบเข้ากับส่วนที่ไม่มีรอยต่อ แต่ถึงกระนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็ยกยิ้มขึ้น การที่ลิ่มหินติดคาอยู่ตามข้อต่อนี้ จะช่วยให้อสูรั์นี้เคลื่อไหวอย่างติดขัด
การกระทำทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเห็นว่า’ภูติสายฟ้า’ใช้ไม่ได้ผล มันก็ยกเลิกทันที พร้อมกันนั้นมันก็ถีบั์หินเบื้องหน้าเพื่อสร้างแสงสะท้อนก่อนจะหมุนตัวลงมายังพื้น และในพริบตาที่เท้าแตะพื้นมันก็ดีดตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ฮูม..!
อสูรั์หินที่ถูกลิ่มหินแทงคาไว้ตามข้อต่อก็กู่ร้องขึ้น มันพยายามเคลื่อนไหวร่างให้สมดังใจนึก แต่ข้อต่อตามตัวกว่าห้าจุดได้ถูกสกัดกั้นไว้เรียบร้อยแล้ว
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน’
หยุนเสวี่ยเฟิงดวงตาทอประกาย กระบวนท่าเพลงกระบี่ถูกใช้ออกแล้ว ชายหนุ่มแววตาทอประกายพร้อมกับเริ่มฟาดฟันปราณกระบี่ออกไปถี่ยิบ
เช้ง! เคร้ง เคร้ง
ยิ่งมายิ้งรวดเร็วขึ้น ทั้งคมกระบี่และปลายกระบี่ถูกวาดแทงออกตามกระบวนท่าที่เคลื่อนย้ายสลับไปมา หยุนเสวี่ยเหิงเน้นโจมตีไปที่ทรวงอกของอสูรั์หิน คมปราณกระบี่นับสิบที่วาดออกถี่ยิบเริ่มกัดเซาะชั้นหินให้บางลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ
ฮึ่ม...!
อสูรั์หินที่เคลื่อนไหวตัดขัดเชื่องช้า เมื่อได้พบกับเพลงกระบี่ดับตะวันที่รวดเร็วเสียจนตามไม่ทัน มันก็เริ่มสั่งสมโทสะขึ้นมาก่อนจะะเิพลังปราณธาตุดินออกมา
บึ้ม!
“อ๊าก!” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะวาดคมกระบี่เพลินเสียจนลืมปัองกัน มันถูกคลื่นธาตุดินซัดกระแทกออกมาอย่างรุนแรง
“เ้าหน้าสาว!” เซียวเฉิงเฟยผู้เฝ้ามองการต่อสู้พลันถลาออกมารับร่างของหยุนเสวี่ยเฟิงไว้
“โถ่.. เ้าคิดว่ามันจะยืนเฉยๆให้โจมตีหรือไง” หวังซิ่วอิงขณะกำลังโคจรฟื้นฟูพลังอยู่นั้นก็ถอนหายจากออกมา ดูท่าแล้วนางคงมีความคาดหวังกับชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้นี้เกินไป
‘เห็นทีต้องใช้สิ่งนั้นแล้ว..’ หวังซิ่วอิงฉายแววตาลังเลครู่หนึ่ง
ทางด้านั์หินที่เพิ่งจะะเิพลังปราณออกมา เมื่อเห็นว่าศัตรูถอยห่างออกไปแล้ว มันก็เริ่มถอดถอนลิ่มหินที่ติดอยู่อย่างยากลำบาก ส่วนหยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อตั้งหลักได้แล้วมันก็ผลักเซียวเฉิงเฟยให้ถอยออกไป ก่อนจะเริ่มมองพินิจพิเคราะห์จุดอ่อนของั์หินเบื้องหน้า
‘ข้าลืมบางอย่างไป?’ หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ มันพลันยกยิ้มตบหน้าผากตัวเองคราหนึ่ง
“หึหึ.. เ้าหน้าแก่.. วันนี้ยังมิใช่วันตายของพวกเรา” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มเหี้ยมออกมา ชายหญิงที่อยู่ด้านหลังก็มองมันด้วยความฉงน
หยุนเสวี่ยเฟิงมิได้พิรี้พิไรอันใดอีก มันยืนขึ้นแล้วผายมือไปยังร่างใหญ่ั์ที่กำลังง่วนอยู่กับการเอาลิ่มหินออกจากตัว
“ถอนห้วงกวี!” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสียงดังฟังชัด
จบตอน.