"ทางเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกวิถีปราณของพวกข้าได้เตรียมทางรอดเอาไว้ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์บนโลกสีน้ำเงินของพวกเ้าเอาไว้แล้ว" จักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคกล่าวกับจูหงเฟยอย่างจริงจัง
"ทางรอดยังไงเหรอครับลุงเฉิน รีบบอกผมมาเร็วๆเลยครับ" จูหงเฟยถามอีกด้วยความตื่นเต้นและลุ้นระทึก
"ทางรอดมีอยู่ 2 วิธี วิธีที่ 1 ก็คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพวกเ้า"
"เมื่อ 15 ปีก่อน ตามเวลาบนโลกสีน้ำเงินของพวกเ้า ข้าและเหล่าจักรพรรดิเซียนอีก 6 ท่าน ได้ร่วมกันวางแผนที่จะใช้โลกสีน้ำเงินของพวกเ้าเป็ฐานที่มั่นแห่งสุดท้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์จากทั้ง 2 โลก เพื่อตั้งรับในการสู้ศึกสุดท้ายกับพวกเผ่าพันธุ์อสูร"
"พวกข้าทั้ง 7 ได้คัดเลือกปรมาจารย์ยุทธ์ที่เป็สุดยอดของผู้ฝึกปราณยุทธุ์ในแต่ละกายาปราณจากโลกวิถีปราณของพวกข้าจำนวน 20 คนแล้วทำการเปิดประตูมิติส่งปรมาจารย์ยุทธ์เ่าั้มายังโลกสีน้ำเงินของพวกเ้า"
"จุดประสงค์ก็เพื่อถ่ายทอดการฝึกปราณยุทธ์และปราณเซียนให้กับผู้คนบนโลกสีน้ำเงินใบนี้"
"เดี๋ยวๆๆ..ครับ..ลุงเฉิน ผมเข้าใจว่าผมเป็คนเดียวที่ได้ฝึกปราณยุทธ์บนโลกนี้ซะอีก อย่างนี้ผมก็อดเป็ซุปเปอร์ฮีโร่เดี่ยวๆเลยสิครับ ผมคงต้องรวมทีมแบบทีมอเวนเจอร์หรือแบบทีมจัสติส ลีก ซะเเล้ว"
"เฮ้อ.. บทพระเอกของผมคงจะต้องถูกแย่งซีนไปเยอะแน่ๆ..แย่เลยแบบนี้ เฮ้อ..กลุ้ม..จูล่ะกลุ้มจริงๆ.." จูหงเฟยบ่นอุบโดยไม่สนว่าโลกสีน้ำเงินของเขากำลังจะกลายเป็สนามรบแห่งสุดท้ายของทั้ง 2 เผ่าพันธุ์"
"แล้วลุงเฉินตอนที่ข้ามมิติมา ได้เจอกับปรมาจารย์ยุทธ์พวกนั้นรึยังครับ"
"ข้ายังไม่ได้เจอกับใครเลย ตอนที่ข้าเปิดประตูมิติข้ามมา ข้าก็มาในสภาพปราณจิต ไม่ได้มาในร่างจริงของข้า แถมข้ายังได้รับาเ็หนักมาอีก ข้าจึงส่งคลื่นพลังปราณเซียนไปค้นหาพวกเขาจากระยะไกลไม่ได้ ข้าทำได้แต่เพียงตามหาพวกเขาไปเรื่อยๆเเละตามหาผู้ที่มีกายาปราณแห่งมิติอย่างเ้าไปเรื่อยๆพร้อมๆกัน" จักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคตอบออกมา
"ฟังดูชีวิตรันทดนะครับ.. ลุงเฉินเป็ถึงจักรพรรดิเซียน แต่ก็ต้องมาตกระกำลำบาก ระหกระเหินเร่ร่อนตัวคนเดียว ไร้ญาติขาดมิตร แถมยังาเ็หนักอีกด้วย เฮ้อ..ช่างน่าสงสาร..ช่างน่าสงสารจริงๆ.."
"พอเลย..พอ..เ้าไม่ต้องมาสงสารข้าหรอก เ้าต้องจำชื่อและรูปลักษณ์ของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนนี้เอาไว้ให้ดี"
"เอาล่ะ..เ้าจงตั้งสมาธิเพ่งจิตเพื่อจดจำชื่อและรูปร่างลักษณะ รวมถึงคุณสมบัติกายาปราณของพวกเขาทั้ง 20 คนเอาไว้ในจิตสำนึกของเ้าให้ดี เผื่อในวันหน้าเ้าจะได้ร่วมมือกับพวกเขาในการพิทักษ์โลกสีน้ำเงินใบนี้"
แล้วจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคก็ทำการส่งข้อมูลรายชื่อและรูปร่างลักษณะ รวมถึงคุณสมบัติของกายาปราณ ตลอดจนถึงความสามารถในด้านต่างๆของปรมาจารย์ยุทธ์แต่ละคนที่ถูกส่งตัวผ่านประตูมิติมายังโลกสีน้ำเงินใบนี้ให้กับจูหงเฟยผ่านทางการสื่อจิต
แว๊บ..!!! เมื่อจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคส่งข้อมูลของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คนไปบันทึกเอาไว้ในจิตสำนึกของจูหงเฟยเสร็จแล้ว ปราณจิตของจักรพรรดิเซียนหมื่นมิติเฉินไคก็หายไปจากจิตสำนึกของจูหงเฟยในทันที เหมือนโทรทัศน์ที่ไฟดับแล้วจู่ๆก็จอดำขึ้นมาซะงั้น
"อีกละ..ไปไม่บอกไม่กล่าวอีกละ ทั้งคนสร้างระบบเทพยุทธ์กับไอ้เ้าระบบเทพยุทธ์นี่ช่างเหมือนกันอย่างกับแกะ จะถามเื่ที่พ่อกับแม่จะฝึกปราณยุทธ์ได้ยังไงก็ไม่ทันแล้ว เฮ้อ..ปลง..จูล่ะ..ปลง"
"แล้วไอ้ทางรอดวิธีที่ 2 นั่นมันคืออะไรก็ไม่บอก เล่นตัดจบแบบละครน้ำเน่าในทีวี แล้วให้ติดตามตอนต่อไปในอาทิตย์หน้า เฮ้อ.." จูหงเฟยบ่นพึมพำออกมาตามประสาเด็กขี้บ่นของเขา
ปิ๊ง..!!! แล้วในที่สุดดวงตาของจูหงเฟยก็สว่างวาบขึ้นมาในทันใด "ฮ่าๆๆ.. ฮ่าๆๆ.. นึกออกแล้ว เรานึกออกแล้วว่าเมื่อวานเราลืมอะไรไป ฮ่าๆๆ..เมื่อวานเราลืมซื้อสายรัดข้อมือกับสายรัดข้อเท้าถ่วงน้ำหนักนี่เอง มัวแต่ไปวิ่งไล่จับไอ้พวกโจรกระชากสร้อยจนลืมไปเลย"
"ว่าแต่เราจะมีเวลาไปซื้อสายรัดถ่วงน้ำหนักทันรึเปล่านะ มีเวลาเหลืออีกแค่ประมาณเกือบ 18 ชั่วโมงเท่านั้น"
"เราต้องรีบไปปลุกพ่อกับแม่ให้เตรียมตัวรับกับวินาทีแห่งวันสิ้นโลกจะดีกว่า" ว่าแล้วจูหงเฟยก็รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องนอนของเขา แล้วไปเคาะประตูห้องนอนของพ่อกับแม่อย่างแรง เพื่อปลุกให้พ่อกับแม่มาฟังเื่ของวันสิ้นโลกและเื่ของปรมาจารย์ยุทธ์ทั้ง 20 คน
ในขณะที่พ่อกับแม่ของจูหงเฟยกำลังนั่งอยู่บนโซฟารับแขกด้วยอาการสลึมสลือจากการที่ต้องถูกปลุกให้ตื่นเช้ากว่าปรกติทั้งๆที่วันนี้เป็วันหยุดประจำสัปดาห์ของพวกเขาทั้ง 2 คนอยู่นั้น
"ห๊า..!!!!! อะไรนะ พวกอสูรมันจะบุกโลกในอีก 18 ชั่วโมงนี้..!!!!" พ่อกับแม่ของจูหงเฟยต่างก็ะโโวยวายออกมาพร้อมๆกัน
"เอ่อ.. อันที่จริงมันก็ไม่ถึง 18 ชั่วโมงแล้วครับ ตอนนี้ก็น่าจะเหลือเวลาอีกแค่ประมาณ 17 ชั่วโมงกับอีก 30 นาทีครับ" จูหงเฟยตอบแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น จากนั้นเขาก็เล่าเื่ราวให้พ่อกับแม่ของเขาฟังโดยละเอียด จนพ่อกับแม่ของจูหงเฟยต้องเปิดอัดคลิปเสียงของจูหงเฟยเอาไว้ในโทรศัพย์มือถือ เพื่อที่จะเอามาฟังอีกครั้งและทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง
พ่อของจูหงเฟยแหงนหน้าดูนาฬิกาที่ติดบนฝาผนังในห้องโถง จากนั้นจึงพูดว่า "นับเวลาไปอีก 17 ชั่วโมง 30 นาที ก็จะเป็เวลา 23 : 00 น. เป็่เวลาดึก ตอนนี้ยังเช้าอยู่ พวกเราต้องรีบเตรียมตัวให้พร้อม"
ว่าเเล้วทั้งพ่อและแม่ของจูหงเฟยต่างก็ทำการยกโทรศัพย์มือถือขึ้นมาโทรออก
แม่ของจูหงเฟยนั้นโทรไปหาคุณตาของจูหงเฟย ให้คุณตารีบออกมาจากบ้านในชนบทของเมืองเฉินตู แล้วมาอยู่ด้วยกันที่คอนโดฯในตัวเมืองห้องนี้
ส่วนปู่กับย่าของจูหงเฟยนั้นเสียชีวิตไปโดยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีมาแล้ว พ่อของจูหงเฟยจึงโทรไปบอกข่าวกับพี่น้องและญาติสนิทของพ่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เชื่อว่ามันจะเกิดวันสิ้นโลกขึ้นมาจริงในวันนี้ เพราะลูกทรงกลมั์รัศมีแสงสีม่วงทั้ง 7 ลูกนั้นมันก็ลอยอยู่เฉยๆมาเกือบจะ 2 ปีแล้ว ไม่เห็นมันจะมีเหตุการณ์ที่ผิดปรกติอะไรเกิดขึ้นมาเลย
เมื่อพ่อกับแม่ของจูหงเฟยบอกข่าวกับญาติสนิทมิตรสหายจนครบทุกคนแล้ว พวกเขาก็นำสมุดบัญชีเงินฝากของครอบครัวออกมา แม่ของจูหงเฟยรับหน้าที่ออกไปถอดเงินทั้งหมดออกมาจากธนาคาร แล้วนำไปซื้อทองรูปพรรณชิ้นเล็กๆที่พกพาได้ง่ายเช่นแหวนและสร้อยคอมามากมายหลายชิ้น โดยเหลือเป็เงินสดเอาไว้บางส่วน
จากนั้นแม่ของจูหงเฟยก็ไปซื้อพวกเสบียงอาหารที่สามารถเก็บเอาไว้กินได้เป็เวลานาน เช่นพวกบะหมี่สำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ข้าวสารอาหารแห้งและเครื่องเทศสารพัดอย่าง รวมถึงน้ำดื่มและยารักษาโรคด้วย
ส่วนพ่อของของจูหงเฟยก็คอยตรวจเซ็คอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง เช่นมีดเดินป่า ไฟฉาย เครื่องกรองน้ำดื่มแบบพกพา เต๊นท์นอน ถุงนอน ขวานดับเพลิง เป้สนามเเบบทหาร รองเท้าเดินป่า เตาเเก็สพกพาขนาดเล็ก อุปกรณ์ในการจุดไฟ อุปกรณ์ในการชาร์ตแบตเตอรี่เเบบโซล่าเซลขนาดพกพา โทรศัพย์มือถือสำรองและซิมสำรอง วิทยุสื่อสารขนาดเล็ก เบ็ดตกปลา เครื่องครัวเครื่องใช้ในการแค๊มป์ปิ้งต่างๆที่จำเป็ในการเอาชีวิตรอดหากเกิดเหตุการณ์ที่พวกอสูรบุกโลกขึ้นมาจริงๆ รวมถึงหน้าไม้ โดยจัดเตรียมเอาไว้ 8 ชุด นั่นคือของจูหงเฟย ของพ่อกับแม่ และของคุณตาที่กำลังจะเดินทางมา รวมเป็ 4 ชุดและสำรองเอาไว้อีก 4 ชุด โดยที่ของทั้งหมดนี้พ่อของจูหงเฟยได้ทำการซื้อเตรียมเอาไว้นานแล้ว ตอนนี้จึงต้องนำออกมาเพื่อตรวจสอบการใช้งานให้แน่ใจอีกครั้ง
สำหรับจูหงเฟยนั้นเขาไม่ได้เข้าไปช่วยพ่อกับแม่ให้เกะกะ จูหงเฟยนั่งขัดสมาธิบนโซฟาแล้วกำหนดลมหายใจจับเอาพลังปราณจากในปอด ลำเลียงไปที่หัวใจแล้วสูบฉีดผ่านเส้นเืแดง เพื่อที่จะถีบส่งพลังปราณเข้าไปพัฒนาร่างกายของเขา
ห้องคอนโดของจูหงเฟยยังคงเต็มไปด้วยการเตรียมการที่วุ่นวายของพ่อกับแม่ของจูหงเฟย จนกระทั่ง่เวลาบ่ายมาถึง
กริ๊งๆๆๆ.. กริ๊งๆๆๆ.. เสียงโทรศัพย์มือถือของพ่อของจูหงเฟยดังขึ้น และเป็เบอร์แปลกๆที่ไม่คุ้นเคย "สวัสดีครับ ผมจูไท่หยาง พูดสายอยู่ครับ" พ่อของจูหงเฟยรับสาย จากนั้นพ่อของจูหงเฟยก็คุยโทรศัพย์อยู่สักครู่ แล้วจึงพูดสรุปในตอนท้ายว่า "คุณลองคุยกับเ้าตัวเองเลยครับ ว่าเขาจะเอายังไง" จากนั้นพ่อของจูหงเฟยก็สะกิดให้จูหงเฟยที่กำลังนั่งขัดสมาธิกำหนดลมหายใจอยู่ ให้ออกจากสมาธิมารับโทรศัพย์
"อัลโหล..สวัสดีครับ ผมจูหงเฟยพูดครับ"
แล้วเสียงปลายสายซึ่งเป็เสียของผู้ชายวัยกลางคนก็พูดมาว่า "สวัสดีครับ..น้องจูหงเฟย คือผมเป็หัวหน้าโค๊ชของสมาคมกรีฑาแห่งมณฑลเสฉวน ผมเห็นคลิปวีดีโอที่น้องจูหงเฟยวิ่งไล่ตามจับคนร้ายในสื่อโซเซี่ยล ผมเลยอยากจะชวนน้องจูหงเฟยเข้ามาเป็นักกรีฑาในสังกัดของทางสมาคมฯ เพื่อเข้ามาฝึกซ้อมและลงแข่งขันกรีฑาในระดับมลฑลครับ"
"และถ้าหากน้องจูหงเฟยมีผลงานที่ดี ทางสมาคมฯก็จะส่งน้องจูหงเฟยเข้าไปแข่งขันกรีฑาในระดับชาติน่ะครับ"
"ไม่ทราบว่าน้องจูหงเฟยสนใจข้อเสนอนี้รึเปล่าครับ"
"แล้วมันได้เงินเดือนกับเบี้ยเลี้ยงเดือนละเท่าไหร่ครับ คุณอา" จูหงเฟยถามออกไปอย่างซื่อๆ
หัวหน้าโค๊ชชะงักไป 1 จังหวะ เ้าหนูนี่ช่างหน้าโลหิตเสียจริง ประโยคเเรกก็ถามถึงเื่เงินซะเเล้ว แต่เขาก็ตอบยอดเงินเดือนรวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่จูหงเฟยจะได้รับ ตลอดจนสวัสดิการกับผลประโยชน์ต่างๆอีกมากมาย และถ้าหากได้เหรียญในการแข่งขันก็จะมีโบนัสพิเศษเพิ่มให้อีก ซึ่งก็เป็จำนวนที่มากโขอยู่
เมื่อจูหงเฟยได้รู้ถึงยอดเงินและสวัสดิการต่างๆแล้ว เขาก็ตอบหัวหน้าโค๊ชไปว่า "ขอบคุณครับคุณอา เงินก็เยอะอยู่ครับ แต่ผมไม่ว่างจริงๆครับ ตอนนี้ผมกำลังนั่งหายใจอยู่ครับ ผมคงไม่สะดวกที่จะไปเป็นักกรีฑาของทางสมาคมฯครับ"
หัวหน้าโค๊ชถึงกับสตั๊น แล้วชะงักไปอีกถึง 18 จังหวะ นี่มันเหตุผลอะไรกัน ไม่ว่าง..กำลังนั่งหายใจอยู่..เ้าหนูนี่คิดว่าสมาคมกรีฑาแห่งมนฑลเสฉวนเป็ตัวอะไร ถึงได้ปฏิเสธด้วยเหตุผลแปลกๆแบบนี้ หัวหน้าโค๊ชยังคงถือโทรศัพย์ค้างเอาไว้อย่างสติเลื่อนลอย
จูหงเฟยกดวางสายโทรศัพย์ไป ก็จูหงเฟยกำลังนั่งกำหนดลมหายใจเพื่อที่จะเป็ซุปเปอร์ฮีโร่ แล้วช่วยกอบกู้โลกอยู่จริงๆนี่นา..