ณ คฤหาสน์สกุลหวู่ ยามนี้ เผิงหลง กำลังสนทนากับพ่อบ้านเซินด้วยท่าทางตื่นเต้นใสุดขีด
“เ้าว่าอย่างไรนะ! พวกมันทำงานพลาดกระนั้นรึ!”
“ขอรับนายท่าน เจียงซุนส่งพิราบสื่อสารมาแจ้งข่าวว่า ในขณะที่กำลังจะลงมือสังหารเ้าหนูผู้นั้น จู่ ๆ ก็มียอดฝีมือาุโจากไหนไม่ทราบ โผล่มาสอดมือขัดขวาง แถมยังเล่นงานพวกมันจนาเ็”
“บัดซบ! เกิดเื่เช่นนี้ได้ยังไงกัน แล้วเ้าเด็กนั้นล่ะ”
“ไม่ทราบขอรับ”
“ไม่ทราบ? หมายความว่ายังไง”
“เมื่อทำงานพลาด พวกมันก็พากันหนีหายเข้าป่า ส่วนเ้าเด็กนั้นก็น่าจะเดินทางกลับมา แต่จากที่ข้าตรวจสอบอย่างละเอียดมิมีผู้ใดพบเห็นมันในเส้นทางไหนเลยขอรับ”
“น่าแปลกประหลาดยิ่งนัก ไอ้เด็กนั้นไม่ได้าเ็ เหตุใดถึงไม่มีใครพบเจอ แล้วเหตุใดมันถึงไม่กลับมา” หวู่เผิงหลงได้แต่คิ้วขมวดมุ่นด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ พ่อบ้านเซินจะเอ่ยบางอย่างออกมา
“นายท่านขอรับ เป็ไปได้หรือไม่ว่าเ้าเด็กนั้นอาจถูกสัตว์ป่าเล่นงานระหว่างเดินทางกลับมา...”
“สัตว์ป่าหรือ? ก็ฟังดูมีเหตุผลไม่น้อย ด้วยแถวนั้นเป็ป่ารกชัฏ ไอ้เด็กนั้นเดินทางกลับมาตามลำพัง ย่อมมีโอกาสเจอเข้ากับสัตว์ป่าดุร้ายเช่นเสือ หรือหมาป่า ฮ่า ๆ ๆ ๆ ์เข้าข้างข้าจริง ๆ” หวู่เผิงหลงพอทึกทักเอาเองจบ มันก็ะเิเสียงหัวร่อออกมาดังลั่นห้อง
“ผู้น้อยขอแสดงความยินดีด้วย ที่เสี้ยนหนามของนายท่านถูกกำจัด แล้วจะให้ผู้น้อยไปแจ้งข่าวกับแม่นางหลิวซินเลยหรือไม่ขอรับ”
“ไปบอกนางเลย อ๋อ บอกแล้วนางคงเสียใจมากแน่ ๆ หาคนเฝ้านางอย่าให้คลาดสายตาด้วย อย่าให้นางคิดสั้นเป็อันขาด ข้าอยากให้นางทุกข์ทรมาน จะอยู่ก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่ได้ เข้าใจหรือไม่” เผิงหลงกำชับเสียงแข็ง
“ผู้น้อยรับทราบขอรับ” พ่อบ้านเซินค้อมตัว ก่อนจะก้าวถอยเพื่อไปทำตามคำสั่ง...
และเพียงเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป หลังจากที่หลิวซินทราบข่าวร้ายของบุตรชาย นางก็แทบจะเป็ลมล้มทั้งยืน น้ำตาไหลออกมาไม่หยุดอย่างน่าเวทนา ข้างกายมีสหายที่เป็สาวใช้ด้วยกันคอยปลอบอยู่ตลอดเวลา...
ข่าวร้ายนี้ไม่ได้ทำให้หลิวซินที่เป็มารดาโศกเศร้าเพียงผู้เดียว แต่หวู่เซียนอี้ ซึ่งรู้จักกับจ้าวเยียนมาั้แ่เยาว์วัยนางเองก็เสียใจไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งพอหวู่เผิงหลงผู้เป็บิดาทราบ มันก็คับแค้นใจเป็อย่างมากที่บุตรสาวไปเสียน้ำตาให้กับหนามยอกอกของตน เ้าเผิงหลงเลยจัดการตอบรับคำขอสู่ขอบุตรสาวจากสหายที่รู้จักทันที แถมยังจะเร่งจัดงานแต่งงานภายในกลางเดือนหน้าอีกด้วย ทั้งหมดก็เพื่อจะกลบข่าวของจ้าวเยียน หวู่เซี่ยนอี้พอทราบเื่ก็ใเป็อย่างมาก นางนั้นมิได้ชอบพอกับบุตรชายสหายของหวู่เผิงหลงแม้แต่น้อย ทว่า....เพราะตนเองมีฐานะเป็บุตรสาวจึงอาจขัดคำสั่งของผู้เป็บิดาได้...
...
ตัดกลับทางด้านของจ้าวเยียนหลังจากผ่านไปรวมเดือน มันได้รับการถ่ายทอดวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานจาก “เย่หวงลู่” หรือก็คือ ชายชรายอดฝีมือที่สอดมือช่วยเหลือมันนั้นเอง
จ้าวเยียนเป็เด็กหนุ่มที่มีความเฉลียวฉลาด แถมเป็ผู้มีความมานะอดทน มันฝึกฝนร่างกาย กับเคล็ดวิชาการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ฝึกอยู่ไม่นานจึงสำเร็จกระบวนท่าต่อสู้กับกำลังภายในขั้นที่สอง นี่ถือเป็เื่ดีมาก ๆ สำหรับผู้ที่เกิดมาเป็ชาวยุทธ์ ทว่า...หาใช่กับคนธรรมดาแบบจ้าวเยียนไม่ เพราะตัวมันนั้น ไม่สามารถทะลวงจุดชีพจรเพื่อเข้าสู่ระดับต่อไปได้อีกแล้ว...
“น่าเสียดายยิ่งนักจ้าวเยียน ตัวเ้านั้นมีพร์ในการฝึกวรยุทธ์ ทว่า....จุดชีพจรนั้นไม่เอื้ออำนวย หากฝืนจะฝึกเข้าสู่ขั้นต่อไป ถือเป็อันตรายต่อชีวิตอย่างยิ่ง” เย่หวงลู่ทอดถอนหายใจยาว ๆ พร้อมใช้มือลูบเคราขาว ใบหน้าของมันนั้นแฝงไปด้วยความเสียดาย
“ไม่เป็อันใดหรอกขอรับผู้าุโเย่ สำหรับคนธรรมดาอย่างข้า ฝึกขั้นนี้สำเร็จได้ก็นับน่าเหลือเชื่อแล้ว อีกอย่างข้าก็ไม่เคยคิดจะผาดโผนในยุทธภพด้วย ขอแค่ใช้สิ่งนี้ปกป้องตนเองจากคนพาล ปกป้องคนชั่วที่จะมารังแกท่านแม่ได้ก็พอ”
“คิดได้แบบนี้ก็สมกับเป็เ้าดี ถ้าเช่นนั้นก็จงไปเถิด ปานนี้มารดาคงจะรอจนปวดใจมากแล้ว”
“ขอรับผู้าุโ หากวันหน้าจ้าวเยียนมีโอกาส จะต้องมาตอบแทนบุญคุณท่านแน่”
“ไม่ต้องมาตอบทงตอบแทนบุญคุณข้าหรอก พบกันถือเป็วาสนา จากกันถือเป็ฟ้าลิขิต ข้าไม่เคยยึดติดกับเื่แบบนั้น”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ งั้นจ้าวเยียนขอตัวก่อน” จ้าวเยียวค้อมตัวก่อนจะยกสองมือขึ้นประสานกันเพื่อกล่าวลา เย่หวงลู่ ทว่า...ขณะที่มันกำลังจะหมุนกายหันหลังเดินจากไป เย่หวงลู่ ก็ได้ยกมือขึ้นมา
“ช้าก่อนจ้าวเยียน”
“ขะ..ขอรับ” จ้าวเยียนหยุดชะงักก่อนจะพลันหันกลับมา
“ข้าลืมบอกเ้าไปหนึ่งสิ่ง”
“อันใดขอรับ”
“จะแก้แค้น หรือจะให้อภัยเ้าเลือกได้นะ ล้างแค้นอาจไม่ยาก แต่ความเกลียดชังมันจะติดตัวเ้าไปจนวันตาย ให้อภัยแม้นทำยาก แต่ถ้าทำได้ จิตใจของเ้าจะเป็สุขสงบตลอดไป จำไว้”
“ขอรับ...จ้าวเยียนจะจดจำไว้” จ้าวเยียนระบายยิ้มบาง ๆ พร้อมพยักหน้ารับก่อนจะเดินจากไป... ทว่าระหว่างทางในหัวมันมีแต่ความสับสน คำพูดของ เย่หวงลู่นั้นถูกต้อง แต่จะให้มันปล่อยคนชั่วช้าสามานย์อย่างหวู่เผิงหลงไปกระนั้นหรือ? มิต่างอันใดกับปล่อยเสือร้ายเข้าป่าเลย สัตว์เดรัจฉานตัวนี้จะกลับมาแว้งกัดอีกเมื่อใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้...
เวลาผ่านพ้นไปประมาณ ห้าวัน ณ ถนนกลางเมืองยามนี้มี เสียงกลองมงคลดังระรัวไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนแน่นขนัดสองฟากถนน ต่างส่งเสียงเฮฮายินดีเมื่อเกี้ยวเ้าสาวสีแดงสดเคลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้า ผ้าแพรสีชาดปักดิ้นทองพลิ้วสะบัดในสายลม แสงแดดยามเที่ยงส่องกระทบจนสว่างวาบราวเปลวเพลิงที่ลุกโชน ข้างในเกี้ยว มิใช่ใคร หวู่เซียนอี้ บุตรสาวคนงามของมหาเศรษฐีหวู่เผิงหลง นั้นเอง นางนั่งก้มหน้าสงบอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าแดงฉาน แม้จะงดงามดุจบุปผาแรกแย้ม แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นเพราะถูกจับคล้องสัมพันธ์ในวันนี้
ทว่า...ในขณะที่ขบวนเกี้ยวกำลังจะถึงที่หมายจู่ ๆ ก็พลันเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้น เสียงโห่ร้องพลันแปรเปลี่ยนเป็เสียงกรีดร้องโกลาหล เงาร่างหนึ่งทะยานลงกลางถนน ฝุ่นควันพลุ่งกระจายไปทั่ว ร่างสูงใหญ่ห่อหุ้มด้วยชุดดำสนิท ปิดหน้า ปิดตา เหลือเพียงลมหายใจกร้าวกระด้าง
“เ้าเป็ผู้ใดกัน ถึงกล้ามาขวางขบวนเกี้ยวเ้าสาว มิรู้หรือว่าคนในเกี้ยวเป็บุตรสาวของผู้ใด!!” ผู้คุ้มกันขบวนตวาดพร้อมดึงดาบออกมาชักเงาวาววับ แต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบ คนลึกลับผู้นั้นก็พลังพุ่งเข้าประชิดรวดเร็วดุจพายุฝนแรก ร่างของทหารคุ้มกันล้มกลิ้งไปทีละคน เสียงกระดูกหักดังสะท้อนกลางความอลหม่าน
เพียงครู่เดียวเกี้ยวเ้าสาวก็ถูกเขาตะปบไว้ด้วยฝ่ามืออันแข็งแกร่ง แรงผลักดันสะบั้นไม้กระจายเป็ชิ้น ๆ เผยให้เห็นร่างในชุดเ้าสาวสีชาดตระการตา หวู่เซียนอี้ยังไม่ทันร้องเรียก ก็ถูกอุ้มพาดบ่าในทันที ก่อนที่ร่างนั้นจะก้าวทะยานหนีท่ามกลางเสียงโห่ร้องตื่นตระหนกของผู้คนทั่วทั้งถนน
“มัน...มันชิงตัวคุณหนูไม่แล้ว..อึก...ระ..รีบไปแจ้งนายท่านเร็วเข้า!!” ผู้คุ้มกันคนหนึ่งจับกระบี่ยันกายขึ้น ก่อนร้องบอกคนหามเกี้ยวเสียงสั่นเทา ซึ่งพวกมันก็พยักหน้าก่อนจะวิ่งกลับไปที่คฤหาสน์เพื่อแจ้งเื่ที่เกิดขึ้นกับหวู่เผิงหลง...
แสงจันทร์เย็นเยียบสาดลงวัดร้างเก่าเงียบสงัด กำแพงแตกพัง กุฏิเก่าผุพังเงียบไร้ผู้คน ร่างของชายลึกลับวางเ้าสาวลงบนพื้นหยาบกรัง ก่อนจะค่อย ๆ ดึงผ้าปิดหน้าออก เผยโฉมแท้จริงเป็ชายหนุ่มใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความแค้น จ้าวเยียน ผู้ที่หายสาบสูญไปเมื่อเดือนก่อนนั้นเอง
“ปะ...เป็เ้า!!” หวู่เซียนอี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง จากใบหน้าแห่งความหวาดกลัวในตอนแรก พลันเปลี่ยนเป็ความยินดี ทว่า...ผิดกับจ้าวเยียนด้วยสิ้นเชิง
“เซียนอี้...” น้ำเสียงของมันแหบพร่า เจือด้วยไฟโกรธและความเ็ป “รู้หรือไม่ บิดาของเ้าเป็ผู้ส่งข้าไปสู่แดนปะา มันอ้างว่าให้ข้าคุมสินค้าไปทางใต้ แท้จริงแล้วส่งข้าไปติดกับดักนักฆ่า! หากไม่ใช่เพราะ์เมตตา ยามนี้ข้าคงเป็ภูตผีล่องลอยในยมโลกไปแล้ว” หวู่เซียนอี้เบิกตาโพลง ใบหน้าซีดเผือดภายใต้ผ้าคลุมแดง นางสั่นศีรษะทั้งน้ำตา
“ไม่...ไม่จริง! ท่านพ่อข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร เขาไม่เคยมีความแค้นกับเ้าสักหน่อย” พอจ้าวเยียนได้ฟังมันก็ะเิเสียงหัวร่อออกมาดังลั่นวัดร้าง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ มิมีความแค้นกระนั้นหรือ มิใช่ไม่มี มี! แต่มันไม่คิดบอกเ้ามากกว่า”
“ความแค้นอันใด? ไยร้ายแรงถึงขนาดต้องฆ่าแกงเ้า”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องสนใจหรอก เอาเป็ว่า ความแค้นส่วนหนึ่งที่ข้ามีต่อมัน ขอเอามาลงที่เ้าแทนก็แล้วกัน!”
ใบหน้าของจ้าวเยียนยามนั้นน่าสะพรึงกลัวดุจปีศาจร้าย มันพลังพุ่งกระโจนเข้ามาหา หวู่เซียนอี้ ก่อนจะขึ้นไปคร่อมร่าง จากนั้นก็ใช้ใบหน้าซุกไซ้ซอกคอนางอย่างหื่นกระหาย
“ว้าย!! จ้าวเยียนหยุดนะ! นี่เ้าจะทำอันใดข้า” หวู่เชียนอี้หวีดร้องเสียงดัง พร้อมดีดดิ้นสุดแรง
“ทำอันใดหรือ? ข้าก็บอกไปแล้วอย่างไรล่ะ ว่าจะใช้ร่างกายของเ้าเพื่อระบายความแค้น เ้าเองไม่เคยมีใจให้ คุณชายสามแห่งสกุลตงอยู่แล้วมิใช่หรือ ในเมื่อไม่คิดจะเป็เมียมัน งั้นมาเป็เมียข้าแทนก็แล้วกัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ” จ้าวเยียนพูดจบมันก็พุ่งหน้าลงมาซุกไซ้พวงแก้มของเชียนอี้อย่างหื่นกระหาย
“หยุดนะ จ้าวเยียนอย่าทำเช่นนี้!!!” เซียนอี้ร้องเสียงดังลั่นวัดร้าง ทว่า...เสียงนั้นก็ดูจะไร้ความหมายกับจ้าวเยียน ซึ่งยามนี้ จิตใจนั้นเต็มไปด้วยไฟแค้น กับไฟราคะอันร้อนแรง...
จบบท