หลังจากการท่องเที่ยวจบลง
หยานเฉินไคกำลังนั่งสนทนากับโจวหยาง
"ท่านพ่อ ข้าสงสัยว่าทำไมท่านถึงเหยียบอากาศได้ ข้าอยากเท่แบบนั้นบ้างอ่ะ" น้ำเสียงของเด็กน้อยยังคงร่าเริงสดใส เขาหมุนตัว ชายกระโปรงก็สะบัดตาม ดูพริ้วไหวดั่งสายน้ำ
"อืม ข้าคิดว่าข้าควรสอนเ้าเกี่ยวกับการบำเพ็ญเซียน!" โจวหยางนั่งอยู่บนก้อนคริสตัลสีดำทมิฬ ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่
"บำเพ็ญเซียนคืออะไร?กินได้ไหม?"
ชายชราอ้าปากค้างแล้วกระแอ่มเบา ๆ ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย“บำเพ็ญเซียน... มิใช่ของกินดอก เ้าหนู”
เขายกมือขึ้น พลันกลีบดอกโพธิ์หล่นจากกิ่งร่วงลงช้า ๆ ทว่าเมื่อแตะถึงกลางอากาศกลับหยุดนิ่งราวกับกาลเวลาได้หยุดลง
“มันคือการฝึกจิตและร่างกายให้ก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของฟ้าและดิน จนกลายเป็หนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง”
เด็กน้อยเบิกตากว้าง “งั้นข้าก็จะได้เหาะใช่ไหม!?”
“หึ... หากเ้าตั้งใจฝึกสักพันปี ก็อาจเหาะได้โดยไม่ต้องพึ่งขาเลยละ”
“พันปี!?”
“ใช่ พันปี... แต่สำหรับเ้า ถ้าใจไม่ยอมแพ้ บางทีอาจใช้แค่ครึ่งหนึ่งของเวลาเท่านั้น”
แววตาของโจวหยางเปล่งประกายราวกับเห็นอนาคตที่สดใส ส่วนเด็กน้อยก็หัวเราะร่า พลางกางแขนออกเหมือนจะบินให้ได้ในวันพรุ่งนี้เสียอย่างนั้น
"เ้ายอมรับบททดสอบหรือไม่?"
"บททดสอบ?!?"
"ใช่แล้ว ความจริงแล้วข้าโจวหยางคือเ้านิกายจักรพรรดิมนุษย์ และเป็เ้าของดินแดนลับแห่งนี้ด้วย สถานที่แห่งนี้คือแดนดัชนีชี้ฟ้า หรือดินแดนปิดผนึกห้านิ้ว"ชายชรายิ้มอย่างภาคภูมิใจ
ดวงตาน้อย ๆ เปล่งประกายระยิบระยับด้วยความสนใจ
"แม้ว่าเ้าจะถูกข้ารับเป็ลูกบุญธรรม แต่เ้าก็ต้องทดสอบ!"
สิ้นเสียงโจวหยางสะบัดมือ ร่างกายหยานเฉินไคก็หายไปจากตรงนั้น เขาปรากฏอีกครั้งอยู่นอกูเานิ้วมือ
เด็กน้อยสะดุ้งตื่นด้วยความใ ทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติกลับมาได้ ดวงตากลมใสกะพริบถี่ ๆ ก่อนจะกวาดมองรอบตัว
เห็นเพียงผืนป่าเขียวทึบและได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ใหญ่สะท้อนออกมาจากที่ไม่ไกลนัก
ทว่าเสียงนั้นกลับไม่ทำให้หยานเฉินไคหวาดกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม ดวงตาสีแดงเล็ก ๆ กลับทอแสงระยิบระยับด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขารู้สึกตื่นเต้นเสียมากกว่า
เมื่อประมวลผลด้วย “สมองน้อย ๆ” ของเขาเสร็จ ก็วิ่งแจ้นไปตามต้นเสียงทันที
บนท้องฟ้า โจวหยางที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ…” ก่อนจะเหยียบเมฆตามลงมาด้วยท่วงท่าสงบเยือกเย็น
บริเวณนี้ยังคงเต็มไปด้วยสัตว์อสูรบางส่วน แม้มันจะไร้สติปัญญา แต่สัญชาตญาณการสังหารกลับรุนแรง
พวกมันกลืนกินทุกสิ่งที่อ่อนแอกว่า ผู้แข็งแกร่งคือผู้ล่า ส่วนผู้อ่อนแอก็มีค่าไม่ต่างจากเหยื่อที่น่าอิ่มท้องเท่านั้น
หยานเฉินไควิ่งมาได้สักพักก็ชะงัก จมูกเล็ก ๆ สูดลมหายใจเข้าอย่างตั้งใจ แม้ภายในร่างกายจะไร้อวัยวะแท้จริง
แต่สัญชาตญาณทางกายของเขากลับใกล้เคียงมนุษย์อย่างน่าประหลาด
เมื่อกลิ่นคาวเืพุ่งเข้าใส่ เด็กน้อยก็ขมวดคิ้วนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขายังวิ่งต่อ ฝ่าดงต้นไม้และพุ่มไม้ไปเรื่อย ๆ
ทว่าเมื่อกำลังจะชนต้นไม้ใหญ่ ร่างเล็กของเขากลับทะลุผ่านมันไปเฉย ๆ โดยไม่ทันรู้ตัว
‘อะไร…? ร่างกายของเขาไม่ถูกกายภาพแตะต้องงั้นหรือ? แต่ทำไมข้าถึงจับตัวเขาได้กัน!’
โจวหยางบนเมฆเพียงคิดด้วยสมองแก่ ๆ ก่อนจะเริ่มปวดหัว เขาจึงปล่อยประเด็นนี้ทิ้งไป และตามเด็กน้อยต่ออย่างเงียบเชียบ
ด้านหยานเฉินไคเองก็อุทานในใจ
‘หือ? เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ!?’
เขายื่นมือน้อย ๆ ปัดไปมา แต่ก็ยังััต้นไม้ได้ตามปกติ ด้วยสมองใส ๆ ของเด็กน้อย เขาก็เลิกสนใจ และวิ่งต่อไปตามกลิ่นเื
จนในที่สุดก็เจอฝูงหมาป่ากำลังกัดกินซากกวางอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กน้อยหยุดยืนมองด้วยความสนใจ แม้หมาป่าหลายตัวจะเริ่มหันขู่เขา พร้อมรอยเืตามปากและซอกฟัน
แต่หยานเฉินไคกลับไม่รู้สึกกลัวแม้แต่นิดเดียว ดวงตากลมโตยังคงจับจ้องพวกมันอย่างตื่นเต้น
และดูเหมือนหมาป่าพวกนั้น…จะไม่รู้สึกถึงอันตรายใด ๆ จากเด็กน้อยเลยด้วยซ้ำ
หมาป่าเ่าั้เพียงเหลือบมองเด็กน้อยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปกินซากกวางของมันต่ออย่างไม่ใส่ใจ ในสายตาของพวกมัน
ร่างเล็กตรงหน้านั้นทั้งไม่มีกลิ่นคุกคาม ไม่มีกลิ่นเนื้อ ไม่มีกลิ่นเื ราวกับเขาเป็เพียง “บางสิ่งที่เหมือนไม่ใช่สิ่งมีชีวิต” มากกว่าจะเป็เหยื่อหรือศัตรู
หยานเฉินไคกระพริบตาปริบ ๆ เหมือนจะสงสัยนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขายืดคอเล็ก ๆ ไปมองหมาป่าที่กำลังฟัดเนื้อกวางอยู่ด้วยความสนใจ
ลมหายใจอุ่น ๆ ของฝูงหมาป่าเป่ามาถึงหน้าเขา แต่ไม่มีตัวไหนพุ่งเข้ามาทำร้าย
เขายิ้มเล็ก ๆ แล้วเดินผ่านพวกมันต่อไปอย่างช้า ๆ
พุ่มไม้ด้านหน้าสะท้อนเสียงกรอบแกรบเบา ๆ เด็กน้อยยื่นมือแหวกมันออกและก้าวเข้าสู่ลานเล็ก ๆ ที่คล้ายเป็เส้นทางลับ
พื้นที่ที่แทบไม่มีแสงส่องลงมา แต่กลับมีกลิ่นดิน กลิ่นใบไม้ และกลิ่นของ “บางสิ่งเก่าแก่” ลอยคละคลุ้งอยู่
ดวงตาสีแดงของเขาเป็ประกายทันที
“โอ๊ะ…”
เสียงอุทานแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เขาเดินไปด้านหน้าอย่างไร้ความกลัว มือปัดใบไม้ที่สูงเกือบถึงหน้าอก แล้วจู่ ๆ กระต่ายป่าสีเทาตัวหนึ่งก็โผล่ออกมาจากข้างก้อนหิน
มันตัวใหญ่จนนึกว่าเป็ลูกสัตว์อสูร แต่ดวงตากลมดำของมันกลับไม่แสดงความดุร้ายแม้แต่นิดเดียว มันหยุดอยู่ตรงหน้าหยานเฉินไค หายใจฟืดฟาดเบา ๆ
เด็กน้อยเอียงศีรษะ มองมันอย่างพิจารณา
ก่อนจะยื่นมือน้อย ๆ ออกไปแตะหัวมัน
มือของเขาลอดผ่านหัวอีกฝ่ายไปเฉย ๆ
“หือ?”
หยานเฉินไครีบลองอีกครั้ง แต้มือน้อยก็ยังทะลุเหมือนเดิม กระต่ายกลับไม่หนี หากแต่ขยับหูฟังเสียงของเขาเหมือนกำลังตั้งใจฟังเด็กน้อยพูด
ราวกับสัตว์ป่าทั้งหมดในแดนลับนี้…
ไม่เพียงไม่กลัวเขา แต่ยัง “ยอมรับ” การมีตัวตนของเขาด้วยซ้ำ
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีก เขาพบฝูงกวางกำลังกินหญ้าอย่างสงบ กวางตัวหนึ่งยังเดินผ่านเขาไปอย่างเฉยชาจนเขาต้องหันกลับไปมองตาม
เขายื่นมือไปแตะแผงคอของมัน แต่ก็ทะลุไปเหมือนก่อนหน้า
เด็กลอยแว้บหนึ่งในใจ
‘ทำไมทุกอย่างถึงแตะไม่ได้ล่ะ…? แต่ท่านพ่อแตะเราได้นี่นา?’
เขายืนคิดอยู่กลางลานหญ้า ลมอ่อนพัดผมสีขาวปุย ๆ ของเขาไหวเบา ๆ
คิดไปคิดมาสมองน้อยก็เริ่มมึน เขาเลยส่ายหัวแล้วตัดสินไม่คิดแล้ว!
เด็กน้อยหันหน้าเดินต่อไปยังทางที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์และต้นไม้อายุนับร้อยปี
ทาง้าเมฆ โจวหยางลอยตามอย่างเงียบ ๆ
ในสายตาของเขา สถานที่แห่งนี้คือ “แดนลับที่ถูกลืม”
ดินแดนที่เหล่าผู้กล้าบางคนเคยเข้ามาแล้วไม่เคยกลับออกไป
แต่เด็กน้อยตรงหน้านั้นกลับเดินเล่นเหมือนกำลังเที่ยวสวนหลังบ้าน
โจวหยางรู้สึกปวดหัวหน่อย ๆ
แต่ก็ยังคงเงียบ ติดตามอย่างระมัดระวัง
หยานเฉินไคเดินลึกเข้ามาถึงพื้นที่ที่ต้นไม้สูงใหญ่จนแทบมองไม่เห็นฟ้า แสงแดดลอดลงมาเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดแสงระยิบระยับตรงจุดที่น้ำหยดลงจากยอดไม้
เสียงน้ำไหลดังอยู่ไม่ไกลนัก เขาหันตัววิ่งไปยังทิศนั้นทันที
เมื่อพ้นแนวไม้ เด็กน้อยพบลำธารใสที่ไหลผ่านก้อนหินสีขาวนวล น้ำใสนั้นส่องประกายเหมือนสายน้ำในตำนาน เขาก้าวไปใกล้ ๆ เอียงหน้าเข้าไปดูเงาของตัวเอง
ในน้ำปรากฏเงาเด็กผมขาว ดวงตาแดง สวมชุดเล็ก ๆ ที่ถูกปักลายทองบาง ๆ
เขายิ้มให้เงาตัวเอง แล้วเอามือจุ่มลงไปในน้ำ
น้ำทะลุผิวมือเขาไป
ไม่เกิดแม้แต่ความเย็น หรือแรงต้าน
เด็กน้อยนิ่งไปหนึ่งอึดใจ
ก่อนจะหัวเราะคิกเบา ๆ เพราะรู้สึกแปลกใหม่ไปหมด
“แปลกจัง…”
เขาตามลำธารไปเรื่อย ๆ ะโข้ามหินเล็กหินน้อยเหมือนลูกสัตว์กำลังเล่นซน และในขณะที่กำลังะโอย่างเพลิน ๆ นั้นเอง…
เสียงคำรามเบา ๆ ดังก้องขึ้นจากอีกฟากลำธาร
เด็กน้อยหยุดกึก หันหน้าไปทางเสียงทันที
ดวงตากลมโตเป็ประกายคึกคักอีกครั้ง
จากพุ่มไม้ใหญ่ ปรากฏร่างสัตว์คล้ายเสือโคร่ง แต่มีเขางอกขึ้นที่หน้าผาก ดวงตาสีเหลืองสว่างราวเปลวไฟ มันสูงใหญ่ราวกับเสือั์ในนิยายโบราณ
เสืออสูรคำรามเบา ๆ พรางย่างเท้ามาด้านลำธาร
กล้ามเนื้อขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอย่างสง่างาม
แต่เมื่อหันมาเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ ผมสีขาวยืนมองอยู่
มันกลับชะงัก
ดวงตาของเสืออสูรกะพริบหนึ่งครั้ง
จากนั้นมันก็หยุดคำราม เหลือเพียงเสียงหายใจหนัก ๆ
หยานเฉินไคยิ้มกว้างอย่างสดใส
เขาเดินเข้าใกล้เสืออสูร
โจวหยางบนท้องฟ้าเผลอจะพุ่งลงมาจับตัวเด็กไว้
แต่ก็ต้องชะงัก…
เพราะเสืออสูรไม่เพียงไม่ทำร้าย
มันยัง “ลดตัวลงนั่ง” ต่อหน้าเด็กน้อยเหมือนกำลังคำนับอย่างไร้เหตุผล
หยานเฉินไคยื่นมือไปแตะหัวมันและแน่นอน… มือทะลุอีกแล้ว
แต่เสืออสูรกลับไม่ขู่ ไม่หนี และไม่สนใจความแปลกนั้น มันเพียงกะพริบตาช้า ๆ คล้ายกำลังสงบใจ
เด็กน้อยหัวเราะคิกก่อนจะเดินวนรอบเสืออสูรเหมือนกำลังสำรวจสิ่งของที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง
หลังจากนั้นเขาก็เดินทางต่อ
พบสัตว์อีกหลายชนิด
นกสีฟ้าใสที่โบยบินเหนือหัว มันส่งเสียงร้องก่อนจะบินวนรอบเขา
ลิงป่าตัวเล็กที่พยายามเล่นซุกซนใกล้ ๆ แม้มือของเด็กจะทะลุร่างมัน แต่ลิงก็ยังส่ายหางอย่างเป็มิตร
งูใหญ่เกล็ดสีทองที่เลื้อยมาขวางทาง เหลือบมองเขาแล้วค่อย ๆ เลื้อยหลีกไป
กระทิงอสูรเขาเงินที่เหยียบพื้นดังสนั่น แต่เมื่อเห็นเด็กกลับเดินช้า ๆ รอบตัวเขาเหมือนกำลังคุ้มกัน
ทุกตัวที่พบ ราวกับมองเห็นเขาเป็ “ส่วนหนึ่งของป่า”
ไม่ใช่เหยื่อ ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่ต้องสนใจเป็พิเศษ
แต่หยานเฉินไคกลับเป็ฝ่ายสนใจทุกอย่าง
เขาสำรวจดอกไม้ กลิ่นดิน ลำธาร เถาวัลย์สายยาว วิ่งพล่านไปทั่วราวกับเด็กน้อยธรรมดาที่กำลังท่องเที่ยวครั้งแรกในชีวิต
ด้วยความไร้เดียงสาน่ารักนั้น ทำให้ทั่วทั้งแดนลับเงียบสงบอย่างประหลาด
เหมือนธรรมชาติเองกำลังเปิดทางให้เขา
เวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่รู้ เด็กน้อยก็เริ่มเหนื่อย เขานั่งลงบนท่อนไม้ เก็บลูกไม้กลม ๆ ขึ้นมาหมุนเล่นก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่แทบไม่เห็น
“ที่นี่…สนุกจังเลย”
เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะล้มตัวลงไปนอนบนหญ้านุ่ม ๆ ร่างเล็กขาวซีดนอนแผ่อยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมา
สายลมเย็นพัดผ่าน ดอกไม้เล็ก ๆ สะบัดไหว
สัตว์ป่าที่อยู่ไม่ไกลค่อย ๆ เดินเข้ามาดูเขาเงียบ ๆ เหมือนกำลังเฝ้าบนท้องฟ้า โจวหยางมองภาพนั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง
“เ้าเด็กคนนี้… ไม่รู้ว่าตัวเองพิเศษเพียงใดเลยจริง ๆ”
เขาพึมพำ ก่อนจะลอยลงมาตามเงาของต้นไม้ ยืนมองเด็กน้อยที่เหนื่อยจนหลับไป
ใบหน้าของหยานเฉินไคตอนหลับนั้นไร้เดียงสา เหมือนเด็กธรรมดาคนหนึ่ง แต่กลับทำให้บรรยากาศทั้งป่าอ่อนโยนลงอย่างประหลาด
โจวหยางยืนเงียบ ๆ มองเขาอยู่พักใหญ่ จึงยกมือขึ้นกั้นพลังปราณบาง ๆ ล้อมรอบตัวเด็กน้อยไว้
“สำรวจพอแล้ว” เขาพูดแ่เบา “ได้เวลากลับแล้ว เ้าตัวเล็ก”
เขาก้มลงอุ้มเด็กน้อยขึ้นอย่างทะนุถนอม และนี่แหละคือความแตกต่างที่สัตว์ทั้งป่าทำไม่ได้
มือของเขา “ัั” หยานเฉินไคได้เพียงคนเดียว
เด็กน้อยขยับตัวเล็กน้อย ซุกหน้าเข้ากับอกของโจวหยางเหมือนลูกสัตว์ที่กำลังหาที่พักพิง
ชายแก่มองภาพนั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อย ๆจากนั้นเขาก็เหยียบเมฆ ลอยตัวขึ้นเหนือผืนป่า
พาเด็กน้อยออกจากแดนลับแห่งนี้อย่างแ่เบา
ทิ้งไว้เพียงเสียงลม ใบไม้ และบรรดาสัตว์ป่าที่ค่อย ๆ แยกย้ายกลับสู่เงาของมัน
แทบไม่มีใครรู้เลยว่า วันนี้แดนลับที่น่าหวาดกลัวที่สุดแห่งหนึ่ง
เพิ่งถูกเด็กน้อยวัยหกขวบสำรวจอย่างสนุกสนานราวกับสนามเด็กเล่นธรรมดาเท่านั้นเอง