บทที่ 13: สู่เมืองมนุษย์
หลิงเซียวไม่ได้จากไปอย่างเอิกเกริก เขาเพียงแจ้งต่อยามเฝ้าประตูหมู่บ้านว่า้าเข้าไปในป่าเพื่อศึกษาพืชพันธุ์ต่ออีกสองสามวัน ซึ่งเป็เื่บังหน้าที่ทุกคนเริ่มจะคุ้นชินแล้ว เขาเดินทางออกจากหมู่บ้านด้วยตัวเปล่า มีเพียงอาภรณ์สีขาวเรียบง่ายที่สวมใส่อยู่เท่านั้น
เมื่อลับตาคนแล้ว เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังชายขอบของป่าด้วยความเร็วที่สูงกว่าก่อนหน้าหลายเท่า ระหว่างทาง ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว "กระบี่ย่อมต้องใช้เงินซื้อ...แล้วข้าไม่มีเงิน"
แต่สำหรับเขา ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก
ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับต่ำ สำหรับเขาในอดีต พวกมันคือตัวตนที่น่าสะพรึงกลัว แต่สำหรับเขาในตอนนี้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างแก่นแท้แล้ว พวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับไก่ที่รอให้เชือด
เขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามในการล่า "หมูป่าเขี้ยวศิลา" ตัวหนึ่งอย่างง่ายดาย มันเป็สัตว์อสูรระดับต่ำที่มีดีแค่หนังเหนียวและพละกำลัง แต่ก็ไม่อาจทนทานต่อพลังลมปราณของเขาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว เขาชำแหละเอานหนังสัตว์ที่สมบูรณ์และแก่นอสูรขนาดเล็กของมันออกมา นี่คือ "เงินทุน" ก้อนแรกของเขาในโลกใบนี้
หลังจากเดินทางต่ออีกครึ่งวัน ในที่สุดเขาก็ออกมาจากแนวป่าทึบ และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็คือเมืองขนาดกลางที่สร้างขึ้นจากไม้และหิน กำแพงเมืองสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน บ่งบอกถึงความจำเป็ในการป้องกันตัวจากภยันตรายภายนอก
นี่คือ "เมืองเมฆาชายป่า"
ทันทีที่หลิงเซียวเดินผ่านประตูเมืองเข้าไป เขาก็ััได้ถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศที่นี่ไม่มีความบริสุทธิ์และสงบสุขเหมือนในเผ่าิญญา มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายจอแจ เสียงะโของพ่อค้า เสียงทุบเหล็กจากโรงตีเหล็ก และเสียงหัวเราะดังลั่นของทหารรับจ้างที่มึนเมาจากโรงเตี๊ยมผสมปนเปกันไปหมด
แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุด คือสายตาของผู้คน
รูปโฉมของเผ่าิญญานั้นงดงามเกินกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะเทียบเทียมได้ เรือนผมสีเงินยวงและดวงตาสีม่วงอเมทิสต์ของเขา ทำให้เขากลายเป็จุดสนใจในทันที สายตาที่มองมานั้นมีทั้งความประหลาดใจ, ความชื่นชม, ความอิจฉา และบางสายตาก็แฝงไปด้วยความโลภและความคิดชั่วร้ายอย่างไม่ปิดบัง
หลิงเซียวทำเพียงปรายตามองอย่างเ็า จิติญญาของ "ภพ" ที่เคยเห็นโลกมาอย่างโชกโชนทำให้เขาสงบนิ่งได้อย่างง่ายดาย เขาไม่สนใจสายตาเ่าั้และเดินมุ่งหน้าไปยังย่านตลาดเพื่อตามหาร้านขายอาวุธ
เขาเดินผ่านแผงลอยต่างๆ ที่ขายของป่า, สมุนไพร, และชิ้นส่วนอสูร พลางใช้ความคิดวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบตัว "ทหารยามส่วนใหญ่อยู่ขอบเขตหลอมรวมลมปราณ ทหารรับจ้างมีั้แ่ก่อกำเนิดลมปราณไปจนถึงสร้างแก่นแท้ขั้นต้นๆ...ที่นี่กฎเกณฑ์คงขึ้นอยู่กับว่ากำปั้นของผู้ใดใหญ่กว่า"
และในขณะที่เขากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยร้านค้าใหญ่โตนั่นเอง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นที่หน้าร้านขายอาวุธร้านหนึ่ง
"ข้าบอกแล้วไงว่าค่าคุ้มครองเดือนนี้ขอยืดเวลาไปก่อน! ่นี้ค้าขายไม่ดีจริงๆ!" เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นอย่างสิ้นหวัง
"หุบปาก! เ้ากล้าต่อรองกับตระกูลหมาป่าโลหิตของข้ารึ!" ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะหนังหมาป่าตะคอกกลับ ก่อนจะใช้เท้าถีบชายวัยกลางคนจนล้มลงไปกองกับพื้น
หลิงเซียวหยุดฝีเท้าลง เขายืนมองเหตุการณ์จากอีกฟากของถนนด้วยสายตาที่เรียบเฉย เขาสังเกตเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ดูเหมือนจะเป็ผู้มีอิทธิพลกำลังรังแกเ้าของร้านอาวุธ โดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ
สายตาของเขาเลื่อนผ่านกลุ่มคนเ่าั้ ไปจับจ้องอยู่ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งจิบสุราอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มผู้นั้นแต่งกายหรูหรา ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมและเบื่อหน่าย เขามองเหตุการณ์ตรงหน้าราวกับเป็เื่ปกติธรรมดา
หลิงเซียวไม่ได้รู้สึกสงสารเ้าของร้าน ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นแทนคนอ่อนแอ เขากำลังประเมิน...ประเมินระดับพลังของกลุ่มคนเ่าั้อย่างเยือกเย็น
และในจังหวะนั้นเอง ราวกับรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมา เด็กหนุ่มผู้โอหังคนนั้น...หลี่หู่...ก็หันขวับมา
สายตาของทั้งสองสบกันกลางอากาศ!
แววตาที่เบื่อหน่ายของหลี่หู่เปลี่ยนเป็ความประหลาดใจในรูปโฉมอันงดงามของหลิงเซียวในชั่วพริบตา ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็ความริษยาและแววดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง