ในขณะที่เฉินอี้กำลังเดินผ่านสวนหน้าบ้านตนเองอยู่นั้น ก็มีทหารยามเดินลาดตระเวนนายหนึ่ง โค้งตัวลงกล่าวคำทักทายให้กับเขา
“ยินดีต้อนรับกลับขอรับนายน้อยเฉิน”
เฉินอี้เดินผ่านพลางยกมือกล่าวตอบกลับว่า “อ่า ข้ากลับมาแล้ว โทษทีที่ทำให้ลำบาก”
นายทหารคนที่กล่าวคำทักทายเมื่อสักครู่พลันยืนชะงักนิ่งสีหน้างุนงงไปในทันทีเพราะปกตินายน้อยเฉินอี้มักจะเมินเฉยใส่เขาอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่เอ่ยคำทักทายออกไป ยิ่งคำที่บอกว่าขอโทษเขานั้นก็ยิ่งไม่มีทางที่จะเอ่ยออกมาจากปากของนายน้อยผู้นี้ได้เข้าไปใหญ่
นายทหารคนนี้เลยลองหลับตาลงเงยใบหน้าครุ่นคิดถึงความผิดแปลกไปจากเดิมดูว่า เอ..หรือว่า..วันนี้นายน้อยจะอารมณ์ดีเป็พิเศษกันนะ?...
เฉินอี้เบือนสายตาออกไม่คิดจะให้ความสนใจต่อการแสดงท่าทีของทหารรับใช้นายนี้ แล้วเดินต่อไปพลางสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังวิ่งโบกไม้โบกมือ ตรงมาหาเขาด้วยท่าทางร่าเริง
“พี่ใหญ่! ยินดีต้อนรับกลับบ้านนน!...”
เป็น้องชายของตนนั่นเอง จากความทรงจำเฉินอี้คนเก่านั้นทำให้เขารู้ว่าอดีตเ้าของร่างผู้นี้มีน้องชายแท้ๆอยู่คนหนึ่ง นามว่า เฉินลู่
สองั์ตาสีดำลึกล้ำของเฉินอี้หยุดมองดูน้องชายตนเองในชาตินี้ด้วยความเหม่อลอย... ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่น้องที่มีความผูกพันธ์กันมาแต่ชาติปางก่อน หรือใช้ชีวิตเติบโตอยู่ด้วยกันมาั้แ่แรก... เขาก็ยังคงมีความรู้สึกปิติในใจจริงๆที่การได้กลับมามีชีวิตใหม่ครั้งนี้ ทำให้ตนเองได้มีครอบครัวที่อยู่ร่วมกัน
“ข้ารู้สึกขอบคุณชีวิตนี้จริงๆ” เฉินอี้หลับตาคิดกล่าวด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เฉินลู่ได้มาหยุดตรงเบื้องหน้าเฉินอี้ ขณะที่เอียงใบหน้าน้อยๆขึ้นกล่าวอย่างไร้เดียงสาว่า “พี่ใหญ่ท่านหายไปไหนมา?..ทุกคนในตระกูลเป็ห่วงท่านมากเลยนะรู้มั้ย?” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยแววตาที่ใสบริสุทธิ์ยิ่ง
เฉินอี้ยิ้มแล้วคิดว่าน้องชายตัวน้อยของตนช่างน่ารักจริงๆเฉินอี้ย่อตัวลงอุ้มน้องชายขึ้นมาแล้วกล่าวตอบไป “ข้าออกไปท่องโลกยุทธภพมาน่ะขอโทษที่ทำให้เป็ห่วงนะ” เฉินอี้อุ้มน้องชายพลางก้าวเดินตรงเข้าประตูคฤหาสน์ไป
สองลูกตาดำกลมโตของเฉินลู่น้อยจ้องมองเฉินอี้อย่างรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของพี่ใหญ่ในตอนนี้นัก...เพราะปกติพี่ใหญ่นั้นแทบจะไม่เคยอุ้มตนเองเลยสักครั้ง อีกทั้งยังดูเหมือนว่าใจดีกว่าเมื่อก่อนอีก เขาจึงรู้สึกค่อนข้างจะชอบตัวพี่ใหญ่ที่เป็อยู่ตอนนี้มากนัก
เฉินลู่มีใบหน้ายิ้มกว้างอย่างมีความสุขขณะที่กำลังนั่งในอ้อมแขนเฉินอี้ แล้วอยู่ๆเขาก็เกิดนึกเื่บางอย่างขึ้นได้“อ๊ะ! จริงสิพี่ใหญ่ท่านพ่อฝากมาบอกว่ามีเื่จะคุยด้วยให้ท่านไปที่ห้องประชุมตระกูลแหนะ”
“โอ้! ขอบใจที่บอกนะเฉินลู่ น้องข้านี่เก่งจริงๆที่จำได้” เฉินอี้หน้ายิ้มบางกล่าวตอบ พลางลูบหัวชมน้องชายอย่างอ่อนโยน
เฉินลู่หลับตายิ้มแย้มหัวเราะ “แหะๆ” อย่างเขินอาย แล้วทั้งสองก็ได้มาถึงตรงประตูด้านหน้าห้องประชุม เฉินอี้วางเฉินลู่ที่อุ้มอยู่ลงแล้วเดินเข้าไป
เวลานี้มีบุคคลที่กำลังเฝ้ารอเขาอยู่ในห้องโถงประชุมด้วยกันทั้งหมด 4 คน
โดยคนแรกที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายมือคือ หญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีในชุดคลุมยาวสีขาวทับเสื้อลายคราม นางมีหุ่นที่เพรียวบาง เรือนผมตรงดำยาวแสกข้างและใบหน้าเรียวเล็กคมสวย ที่ดูเหมือนจะเริ่มเข้าสู่่วัยกลางคนแล้ว แต่ก็ยังคงมีความสวยทรงเสน่ห์แบบผู้ใหญ่อยู่ ซึ่งนางมีหน้าที่ในการดูแลเื่การปรุงยาภายในตำหนักโอสถตระกูลเฉิน นามว่า “เฉินซูย่วน” และเป็น้าของเฉินอี้ที่ชื่นชอบการปรุงยาเป็อย่างมาก
ส่วนชายชุดคลุมขาวที่นั่งอยู่ข้างๆนั้นเป็สามีของนาง ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนคนหนุ่มหน้าใสธรรมดา และดูเริ่มเข้าสู่วัยกลางคนแล้วเช่นกัน เขามีหน้าที่ในการจัดการธุรกิจต่างๆของตระกูลเฉิน ผู้มีนามว่า“เฉินหรุ่ย” เป็อาของเฉินอี้
ในฝั่งตรงข้ามยังมีบุรุษชายกำยำบึกบึนอีกคน ที่มีรูปร่างหน้าตาเป็ชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราดำคมเข้มให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม สวมเสื้อเกราะหนักสีทองนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเฉิดฉายผู้นี้มีหน้าที่ในการดูแลเหล่ากองทัพทหารภายในเมือง และมีตำแหน่งเป็ถึงแม่ทัพของเมืองเซียงหนาน นามว่า“เฉินตงิ” เป็ลุงของเฉินอี้และยังเป็คนฝึกสอนทักษะวรยุทธ์ต่างๆให้กับคนในตระกูลรวมถึงตัวเฉินอี้คนก่อนด้วย
และชายวัยกลางคนหน้าตาดีในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวผมดำยาวประบ่า ที่แผ่รัศมีผู้นำออกมาอย่างเต็มเปี่ยม กำลังนั่งโดดเด่นเป็สง่าอยู่ตรงกลางห้องนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก "เฉินเหว่ยหง" บิดาบังเกิดเกล้าของเฉินอี้ ผู้ปกครองสูงสุดของเมืองเซียงหนานนั่นเอง
เฉินอี้ประสานมือกล่าวคำนับเป็การทักทายพวกเขาก่อนเป็อันดับแรก “เฉินอี้คารวะท่านผู้าุโทุกท่าน... ก่อนอื่นเลยข้าต้องขออภัยพวกท่านสำหรับเื่ที่ข้าต้องทำให้ลำบากและเป็ห่วงข้าในหลายวันที่ผ่านมานี้ด้วย” เขาเอ่ยด้วยท่วงท่าและน้ำเสียงที่จริงใจยิ่ง เห็นได้ชัดว่าเฉินอี้เป็คนที่ให้ความสำคัญต่อครอบครัวมากแค่ไหน
เหล่าผู้าุโทั้งสี่ของตระกูลเฉิน ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงงชวนอึ้งไปสักพัก กับคำกล่าวและการแสดงออกอย่างนอบน้อมนี้ของเฉินอี้
พวกเขานั้นรู้ดีว่าตัวเฉินอี้เมื่อก่อนเป็คนที่เอาแต่ใจแค่ไหนและไม่ยอมเชื่อฟังใครง่ายๆมีอยู่่หนึ่งที่มันเคยทำตัวเหลวไหลหายตัวไปเป็เดือนแล้วกลับมาบ้านเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยก็มีแต่ครั้งนี้ต่างกันออกไปเพราะมีข่าวลือการตายของมัน ทั้งยังมีเื่การถอนหมั้นของตระกูลหลินเข้ามาอีก จนทำให้เกิดเื่วุ่นวายกันไปใหญ่
พอพวกเขาทั้งสี่คนได้มาเห็นเฉินอี้แสดงท่าทางอย่างมีสัมมาคารวะเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
เฉินเหว่ยหงเอ่ยกล่าวกับเฉินลู่ที่ยืนรออยู่หน้าห้องว่า "นี่ก็ดึกมากแล้วเ้าไปเข้านอนก่อนเถอะ"
“ขอรับท่านพ่อ” เฉินลู่ผงกหัวกล่าวตอบบิดาแล้วเหลือบมองพี่ใหญ่แวบนึงจึงค่อยเดินจากไป
น้าเฉินซูย่วนขมวดคิ้วกล่าวถามเฉินอี้ด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนเป็คนแรกว่า “เฉินอี้.. เ้าหายตัวไปไหนมาตั้งสองสัปดาห์ พวกข้าสั่งคนออกตามหาเ้าไปทั่วแต่ก็ไม่พบ นี่เกิดเื่อะไรขึ้นกับเ้ารึเปล่า?” นางรู้สึกสงสัยกับเื่นี้นัก เพราะข่าวลือการตายของเฉินอี้นั้นแพร่กระจายไปทั่วเมืองเลย
เฉินอี้หลับตาลงคิดสักพักแล้วลืมตาขึ้นกล่าวตอบสีหน้าจริงจังว่า “่ที่ตัวข้าหายไปนั้น ข้าได้ถูกคนทำร้ายปางตายจนขยับไม่ไหว แล้วโยนร่างของข้าตกลงไปในหุบเหวแห่งหนึ่ง” เขาได้บอกความจริงไปเพียงแค่ครึ่งเดียว
คำตอบนี้พลันทำให้ผู้าุโทุกคนต่างแสดงสีหน้าตื่นใออกมาเป็อย่างมาก โดยเฉพาะเฉินเหว่ยหงผู้เป็บิดาพลันรีบลุกขึ้นออกจากที่นั่ง แล้วเดินตรงมาตรวจดูสภาพร่างกายบุตรชายใกล้ๆทันที “เ้าถูกทำร้ายจนาเ็สาหัสแล้วยังโดนนำร่างตกลงไปในหุบเหวนั่นเป็เื่จริงรึ!? แล้วตัวเ้าเป็อะไรรึเปล่า!?” เขากล่าวพลางจับไหล่ ขณะขึงตามองตามร่างกายเฉินอี้ด้วยความเป็ห่วง
“ข้าไม่ได้เป็อะไรท่านพ่อ.." เฉินอี้พยักหน้ากล่าวตอบแบบงงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าบิดาของตนเองในชาตินี้จะมีความเป็ห่วงเป็ใยเขาขนาดนี้.. จึงทำให้เขาเกิดความรู้สึกซาบซึ้งในสายสัมพันธ์พ่อลูกขึ้นภายในหัวใจที่โดดเดี่ยวมาอย่างยาวนาน...
“เ้าบอกว่าถูกโยนตกไปในหุบเหวลึก แล้วเป็หุบเหวที่ไหนล่ะ?” อาเฉินหรุ่ยเอ่ยถามเฉินอี้อย่างสงสัยออกไป
“มันเป็หุบเหวแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเฉิงเทียน แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าคือหุบเหวอะไร” เฉินอี้ส่ายศีรษะกล่าวตอบกลับไป
เมื่อพวกผู้าุโทั้งสี่ได้ยินเช่นนี้ก็พลันต้องมีสีหน้าตื่นใขึ้นมาอีกครั้ง!
เฉินหรุ่ยเอ่ยอย่างปากสั่นว่า “นะนี่..หรือว่าจะเป็ 'หุบเหวศพมรณะ' แห่งนั้น!”
เป็ไปตามชื่อเรียก..มันคือหุบเหวที่มักจะมีศพถูกทิ้งลงไป และแน่นอนว่าจะต้องเป็ศพที่มาจากการถูกผู้อื่นสังหารเป็ส่วนใหญ่...
เฉินซูย่วนหันหน้าตาจริงจังมากล่าวโต้แย้งกับเฉินหรุ่ยทันทีว่า “เป็ไปไม่ได้หุบเหวนั่นลึกมากนัก ถ้าไม่ใช่ผู้ที่มีระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่ 5 ขึ้นไปก็ไม่มีทางจะปีนขึ้นมาจากเหวแห่งนั้นได้แน่ หืม!?..” พอนางกล่าวมาถึงจุดนี้ ทุกคนต่างเริ่มเอะใจต่อระดับพลังปราณในตัวเฉินอี้แล้ว
“ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่ 6 จริงหรือนี่!!?” เฉินเหว่ยหงที่อยู่ใกล้ตัวเฉินอี้ที่สุดเบิกตากล่าวอย่างตกตะลึงจนไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่ได้เจอบุตรชายเพียงแค่ 2 อาทิตย์ แต่พลังปราณเขากลับรุดหน้าไปถึง 3ขั้นจากระดับก่อตังลมปราณขั้นที่ 3 กลายมาเป็ขั้นที่ 6 ในระยะเวลาสั้นๆแค่นี้ ทั้งตนเองรวมถึงคนอื่นๆในที่นี้ย่อมต้องแสดงอาการตกตะลึงมากเป็ธรรมดา
เฉินอี้หลับตาใบหน้ายิ้มบางให้กับการตอบสนองของพวกเขาโดยไม่พูดอะไร
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ถึงตอนนี้เสียงของเฉินตงิผู้เป็ลุงได้หัวเราะดังลั่นขึ้น เขาลุกขึ้นออกจากที่นั่งแล้วก้าวเท้าเดินเข้ามาหาเฉินอี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
เฉินตงิกล่าวพร้อมตบหลังเฉินอี้อย่างแรงด้วยความภูมิใจ “ดูท่าว่าระหว่างที่เ้าหายตัวไปจะตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์ที่ข้าสอนให้เป็อย่างดีสินะฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กดีๆ” หลังจากกล่าวชื่นชมเสร็จ เขาก็หัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุขอีกครั้ง
เฉินอี้ถึงกับยิ้มหน้าตาเหยเกอย่างทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว พลางคิดว่า "ท่านลุงผู้นี้แรงเยอะชะมัด!"
เฉินอี้แอบชำเลืองมองไปทางน้าหญิงของตนเอง แล้วก็เห็นเฉินซูย่วนยังแสดงสีหน้าท่าทางกอดอกครุ่นคิด ใช้สายตาจ้องมองมาที่เขาราวกับกำลังมีข้อสงสัยอะไรบางอย่างอยู่เหมือนว่านางจะเป็คนที่ฉลาดที่สุดในตระกูลเฉินแล้ว
เฉินซูย่วนนั่งอยู่เงียบๆสักพักก่อนกล่าวถามว่า “เฉินอี้แล้วเ้ารอดจากการตกหุบเหวที่สูงขนาดนั้นได้ยังไง? ต่อให้อยู่ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่ 6 ก็คงไม่มีโอกาสรอดได้แน่ถ้าตกจากที่สูงขนาดนั้น..และเ้ายังได้รับาเ็ปางตายอีก"
เฉินอี้คิดว่านางและทุกคนคงจะเข้าใจผิดว่าเขาอยู่ระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่6 ก่อนจะถูกโยนตกลงเหวไปงั้นสินะ
เฉินอี้กล่าวอธิบายโดยที่คิดแต่งเื่ทั้งหมดขึ้นมาเอาไว้แล้ว “ดูเหมือนพวกท่านจะเข้าใจผิดบางอย่างไปอันที่จริงก่อนที่ข้าจะถูกโยนลงไปในหุบเหว พลังปราณข้ายังอยู่เพียงระดับก่อตั้งลมปราณขั้นที่3 เท่านั้น.. แต่ด้วยโชควาสนาพบเจอผู้มีวรยุทธ์สูงส่งภายในหุบเหวลึกผ่านเข้ามาช่วยเหลือชีวิตของข้าไว้โดยบังเอิญ และท่านยังช่วยฝึกสอนวรยุทธ์ให้กับข้าจนมีระดับพลังปราณเพิ่มขึ้นอย่างในตอนนี้อีกด้วย” เขาเล่าได้ลื่นไหลมากราวกับเื่นี้เกิดขึ้นจริง
เมื่อทุกคนได้ฟังเื่ราวที่เฉินอี้อธิบายมาทั้งหมดแล้ว สีหน้าของแต่ละคนก็เกิดความกระจ่างขึ้นมาทันใด
เฉินซูย่วนพยักหน้ากล่าวอย่างเข้าใจว่า “แบบนี้นี่เองเพราะมีคนผู้นั้นช่วยเอาไว้เ้าถึงรอดมาได้สินะ” นางเริ่มเชื่ออย่างสนิทใจแล้วเนื่องด้วยเื่ที่เล่านั้นดูสมเหตุสมผลดี
“แล้วท่านปรมาจารย์ผู้นั้นอยู่ที่ไหนล่ะ พวกเราตระกูลเฉินอยากจะแสดงความขอบคุณที่เขาได้ช่วยชีวิตของเ้าเอาไว้นัก เขาไม่ได้มาด้วยกันกับเ้าหรือ?” เฉินเหว่ยหงกล่าวถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น
เฉินเหว่ยหงเชื่อเื่ที่เฉินอี้เล่ามาอย่างสนิทใจจริงๆ จึงอยากจะแสดงความขอบคุณผู้ที่ได้ให้ความช่วยเหลือบุตรชายของตนเองเอาไว้
เฉินอี้หลับตายืนเอามือไพล่ก้มหน้ากล่าวอย่างไม่รู้ไปว่า “ท่านปรมาจารย์ยอดฝีมือผู้นั้นไม่้าจะเปิดเผยตัวตนออกสู่โลกภายนอกหลังจากที่ท่านรักษาข้าจนหายดีและสั่งสอนวรยุทธ์ให้กับข้าหมดแล้ว ท่านก็ได้หายตัวไปจากในหุบเหวอย่างลึกลับทันที... ต่อจากนั้นข้าก็ปีนป่ายออกมาจากทางหน้าผาสูงชันจนขึ้นมาสู่บนพื้นธรณีของหุบเหวได้สำเร็จ”เขาสามารถแต่งเล่าเหตุการณ์แต่ล่ะเื่ได้อย่างลื่นไหลเลยทีเดียว
เฉินเหว่ยหงกล่าวด้วยสีหน้าที่หดหู่ลง “อ่า..งั้นเหรอ ช่างน่าเสียดายจริงๆที่ยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนท่านผู้มีพระคุณคนนั้นเลย”
เฉินอี้ยกมือขึ้นมาจับแขนของบิดาพลางกล่าววาจาปลอบใจว่า “ไม่เป็ไรหรอกท่านพ่อ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีวาสนาได้พบกันอีกแน่ ถึงตอนนั้นค่อยตอบแทนท่านผู้นั้นก็ยังไม่สาย” ขณะเดียวกันเขาก็คิดในใจว่า.. "ถึงแม้วันนั้นจะไม่มีจริงก็เถอะ..เพราะข้าแต่งเื่เท็จขึ้นมาเกือบทั้งหมดเลยนี่..รู้สึกผิดนิดหน่อยแฮะ.."
เฉินอี้กวาดตามองไปที่คนตระกูลเฉินเหล่านี้พลางกล่าวในใจว่า “ข้าต้องขอโทษจริงๆที่โกหกพวกท่าน”
ถ้าพวกเขาเหล่านี้รู้ว่าเฉินอี้ตัวจริงได้จากไปแล้ว ทั้งข้ายังไม่ใช่เฉินอี้คนเดิมที่พวกท่านเคยรู้จักอีก ก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นตามมาทีหลังบ้าง..ข้าจึงจำเป็จะต้องขอเก็บความลับนี้เอาไว้ก่อน...
เฉินอี้เหลือบตามองไปทางท่านลุงเฉินตงิ..ที่กำลังแสดงสีหน้าท่าทางผิดหวังออกมาอย่างชัดเจนหลังจากที่ได้รู้ว่าเขาไม่ได้เก่งขึ้นเพราะตัวเองที่เป็คนสั่งสอนเคล็ดวิชาให้.. ก็นะ เป็เื่ธรรมดาแหละ
เฉินหรุ่ยที่นั่งเงียบอยู่นานก็ได้ยื่นหน้ากล่าวถามถึงประเด็นสำคัญอีกอย่างออกไปว่า
“เฉินอี้แล้วมันผู้ใดที่เป็คนทำร้ายเ้า..แล้วโยนเ้าลงหุบเหวศพมรณะกัน?...”คำถามนี้พลันแปรเปลี่ยนบรรยากาศให้ตึงเครียดขึ้นมาในทันใด