หลังจากที่จ้าวห่าวหลินกับลูกสมุนทั้งสี่เดินทางจากไปภายในเรือนหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านก็เหลือเพียงเจ้าของบ้านสาวทั้งสอง
ชุนเชียงรู้สึกแปลกเล็กน้อยเมื่อก่อนนางกับหลี่เจี่ยหลิงก็อยู่กันเพียงสองคนเช่นนี้นางรู้สึกว่าเป็นบ้านที่เงียบสงบดี แต่วันนี้เมื่อท่านเขยไม่อยู่ด้วยนางกลับรู้สึกเงียบเหงาแปลก ๆ
นางนั่งลงเคียงข้างหลี่เจี่ยหลิงเพื่อช่วยจัดการสมุนไพร
นางโง่เขลาเรื่องวิชาแพทย์แต่กลับโดดเด่นด้านการจัดการสมุนไพรอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการปลูก เก็บ คัดแยกหรือปรุงสมุนไพร นางก็สามารถทำได้ดีแม้ทักษะการปรุงของนางจะอ่อนกว่าหลี่เจี่ยหลิงเล็กน้อยก็ตาม
หลี่เจี่ยหลิงเหล่มองชุนเชียงด้วยอยู่กันมาตั้งแต่เด็กท่าทางอึกอักของอีกฝ่ายมีหรือจะรอดพ้นสายตาของนาง
“มีอะไรก็พูด!”
ชุนเชียงเม้มปากมีสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา“เจ้าบอกว่าท่านเขยคือรุ่ยอ๋อง จริงนะหรือ?”
นางเคยเดินทางไปทั่วใต้หล้าพบเจอคนมากมายแน่นอนว่าเคยเจอเชื้อพระวงศ์ด้วยเช่นกัน
หากท่านเขยเป็นรุ่ยอ๋องจะมีผู้ติดตามเพียงแค่หกคนเองหรือแล้วทำไมเขาถึงได้บาดเจ็บหนักนอนสลบอยู่ข้างทางกับลาได้เล่าไม่ใช่ว่าจะต้องมีสาวใช้ติดตามเป็นขบวนและมีองครักษ์ตามติดเป็นแถวหรอกหรือ
แล้วท่านอ๋องปีนหลังคาซ่อมบ้านทำความสะอาดบ้าน และทำครัวเก่งเพียงนี้เชียว?
....ไม่แปลกเกินไปหน่อยหรือ?
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะขนาดคนซื่อบื้อคิดอะไรตรงไปตรงมาอย่างชุนเชียงยังมองออกถึงความผิดปกตินี้เลยไม่ใช่ว่านางไม่เห็นความแปลกนี้แต่เลือกที่จะไม่สนใจในเมื่อชายหนุ่มเลือกที่จะเชื่อใจนาง นางก็ควรตอบแทนด้วยการเชื่อเขาเช่นกัน
นี่ไม่ใช่ความรักบังตาแต่การเป็นคนรักกันก็ใช่ว่าจะต้องเปิดเผยทุกเรื่องให้อีกฝ่ายรู้แม้แต่นางเองก็ไม่ได้ต้องการบอกทุกอย่างให้สามีรู้เลยดังนั้นนางไม่คิดจะคาดคั้นและสืบหาความแปลกเหล่านี้
ในหัวชุนเชียงเต็มไปด้วยคำถามมากมายวนเวียนอยู่ภายในนั้นแต่นางก็โง่เกินกว่าจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดเพื่อถามถึงสิ่งที่ต้องการได้
หลี่เจี่ยหลิงละสายตาจากชุนเชียงปอกเปลือกหนาของสมุนไพรตรงหน้าออก
“อืมท่านเขยของเจ้าคือรุ่ยอ๋องแห่งเป่ยเฉิง”
ชุนเชียงเม้มปากท่าทางหนักใจ...เชื้อพระวงศ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการแย่งชิงและกลลวงมากมายนางจำได้ว่าอาจารย์เคยบอกว่า อำนาจฮ่องเต้ เพียงปากขยับก็ตัดคอคนได้นับพัน
...แบบนี้การที่หลิงเอ๋อร์ไปยุ่งเกี่ยวคงไม่ดีมั้ง?
แต่ว่าท่านเขยก็ไม่ใช่คนไม่ดีนี่...
ควรจะทำอย่างไร?ปล่อยไป? หรือควรหนีไป?
“ทำไมเจ้าไม่ชอบท่านเขยแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“อืม...ไม่ใช่ว่าข้าไม่ชอบ” นางย่นหว่างคิ้วเข้าติดกันจนแทบผูกได้“แต่ว่าท่านอ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ อาจารย์บอกว่า...เชื้อพระวงศ์ยุ่งยากหากเจ้าไปยุ่งเกี่ยวจะดีจริงหรือ?”
ไม่รอให้หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยตอบนางก็เอ่ยต่อราวกับพึมพำกับตัวเอง
“หากว่าเจ้าเป็นเมียท่านอ๋องงั้น!งั้น...ก็เป็นอะไรนะ อืม...พระชายาอ๋องสินะ แล้วแบบนี้หลิงเอ๋อร์จะไหวหรือไม่ใช่ว่าพระชายาอ๋องจะต้องเป็นกุลสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ที่เพรียบพร้อมทั้งกิริยาวาจาหรอกหรือหรือว่า... เจ้าจะต้องเรียนเย็บปักถักร้อย ยืนเดินนั่งเชิดหน้าพวกนั้นด้วยอืม...ไม่ไหว ไม่ไหว!”
หลี่เจี่ยหลิงหน้าเข้มขึ้นทันที...อะไรคือไม่ไหว!
นี่นางดูไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอขนาดนั้นเชียว
ชุนเชียงนึกไปถึงคุณหนูในห้องหอที่นางเคยได้พบเจอสมัยก่อนพวกนางมักจะนั่งเชิดหน้าชูคอหลังตึง คิดแล้วก็เหลือบมองหลี่เจี่ยหลิงข้างกาย...หนังก้มหน้าลอกเปลือกสมุนไพร ไม่มีมาดกุลสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นแม้แต่น้อย
“หนีกันดีไหม?”
หลี่เจี่ยหลิงถลึงตาใส่นาง“เหลวไหล!”
“ข้าคิดแทนเจ้าเจ้าคิดดูว่าตัวเองเป็นเช่นไรจะไปนั่งอยู่ในตำหนักหลังให้ท่านเขยรับชายาน้อยและอนุ ไม่ใช่สิ...สนมมากมายมาลับฝีปากกับเจ้าทุกวัน”นางขมวดคิ้วมากกว่าเดิม “เจ้าคงไม่ไล่ฆ่าจนวังหลังนองไปด้วยเลือดหรอกใช่ไหม?”
หลีเจี่ยหลิงเอานิ้วที่เปื้อนของตัวเองจิ้มเข้าไปที่หว่างคิ้วของชุนเชียง
“คิดอะไรของเจ้า...เหลวไหลใหญ่แล้ว”
คิ้วของชุนเชียงยังคงไม่คลายตัว“หลิงเอ๋อร์ การแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์จะง่ายดายเพียงนั้นเชียว”
โดยปกติชุนเชียงก็กังวลเรื่องการแต่งงานของหลี่เจี่ยหลิงมากอยู่แล้วแต่เพราะท่านเขยนั่นเป็นคนที่พวกนางเก็บได้โดยบังเอิญ นางจึงดีใจมากเพราะหากตามขนบธรรมเนียมและพิธีการ การแต่งงานจะต้องมีการสามหนังสือหกพิธีการต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่ และมีการสู่ขอจากแม่สื่อ
แต่ว่าหลี่เจี่ยหลิงในตอนนี้ไร้ญาติผู้ใหญ่ในเรือนจะมีพ่อแม่ที่ไหนกันเล่า และด้วยศักดิ์ฐานะของนางตอนนี้รุ่ยอ๋องเป็นโอรสของฮ่องเต้ฮ่องเต้จะยอมยกท่านเขยให้แต่งกับหลิงเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?
หลี่เจี่ยหลิงเองก็เข้าใจความกังวลของชุนเชียงอีกทั้งนางยังรู้มากกว่าชุนเชียงเล็กน้อยว่าการจะแต่งงานเข้าเชื้อพระวงศ์มีลำดับขั้นตอนมากมายและพระชายาที่ได้รับการแต่งตั้งจะมีชื่ออยู่ในอวี้เตี๋ย[1]หากไม่มีชื่ออยู่ในอวี้เตี๋ยก็จะไม่ถือว่าได้รับการยอมรับจากเชื้อพระวงศ์
เช่นนั้นการแต่งงานของนางกับห่าวหลินก็เป็นเพียงเรื่องตลกฉากหนึ่งและหากวันใดที่ฮ่องเต้นึกถึงเขาขึ้นมาได้และพระราชทานสมรสส่งพระชายาที่เพรียบพร้อมมาให้เขาตอนนั้นไม่ว่านางจะไม่ยินยอมอย่างไรก็ทำได้แค่ต้องปล่อยมือจากเขาเท่านั้น
หลี่เจี่ยหลิงมีสีหน้าหนักใจ“เอาไว้ท่านเขยของเจ้ากลับมา ข้าจะถามเรื่องนี้ก็แล้วกันตอนนี้เจ้าก็ไม่ต้องคิดมาก”
ไม่เพียงแค่นั้นนางยังไม่ลืมกำชับชุนเชียง“เจ้าอย่าได้เอาเรื่องที่เขาคือรุ่ยอ๋องไปพูดเหลวไหลข้างนอกเป็นอันขาดเรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
ชุนเชียงเม้มปากพยักหน้าหนักแน่น“ข้าเข้าใจ”
หลี่เจี่ยหลิงไม่ค่อยวางใจนักเพราะแม้ว่าชุนเชียงจะมีความภักดีต่อหน้าเพียงใด แต่นางเป็นคนซื่อบื้อที่หลอกง่ายแม้แต่เด็กน้อยหลอกเล็กน้อย ชุนเชียงก็สามารถหลงกลได้แล้วหากนางไปเผลอพูดที่อื่นเข้าจะลำบากได้
เพราะแบบนั้นนางจึงต้องเน้นย้ำอีกหลายรอบเพื่อให้ฝังเข้าหัวของชุนเชียงไปเลยเป็นดีที่สุด
“หลิงเอ๋อร์ข้าเข้าใจแล้วเจ้าจำเป็นต้องย้ำเพียงนี้เชียว พอได้แล้วน่า”
“จำได้ก็ดีแล้วก็เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”
ชุนเชียงเบ้ปากหยิบสมุนไพรขึ้นมาจัดการเช่นกัน“เจ้าว่าหากเจ้าบอกเรื่องหยกพกกับท่านเขยไม่ง่ายกว่าหรอกหรือ ท่านเขยเป็นถึง...อืมข้าไม่พูด ข้าไม่พูด!”
หลี่เจี่ยหลิงมีสีหน้าครุ่นคิดจ้าวห่าวหลินบอกว่าเขาเติบโตมากับเป่ยเฉิงโหวการจะให้จ้าวห่าวหลินช่วยสืบหาตัวตนเจ้าของหยกพกย่อมง่ายดายขึ้นแน่นอน
ตามเบาะแสที่ได้ชี้ชัดว่าเจ้าของหยกพกท่านแม่ต้องเป็นหนึ่งในแม่ทัพใหญ่ข้างกายเป่ยเฉิงโหวในตอนนี้
แต่ว่า...
เวลาเลยผ่านมานานหลายสิบปีแล้วไม่รู้ว่าท่านพ่อของนางจะมีฮูหยินคนใหม่และลูกใหม่แล้วหรือไม่เขาจะยังจดจำภรรยาและลูกสาวที่หายสาบสูญเช่นนางได้อยู่หรือไม่
และหากเขามีครอบครัวใหม่ไปแล้วนางควรจะทำเช่นไรเล่า เข้าไปทักทายและแสดงตัว หรือไม่ควรเข้าไปหาดี
ใบหน้าของหลี่เจี่ยหลิงแสดงออกถึงความยุ่งยากและความซับซ้อนในใจ
“เจ้ากำลังกังวล”แม้ว่าชุนเชียงจะไม่รู้ว่าหลี่เจี่ยหลิงกังวลสิ่งใดแต่เพราะอยู่ด้วยกันตั้งแต่เด็กเพียงแค่สีหน้าที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย นางย่อมเข้าใจความรู้สึกของหลี่เจี่ยหลิงมากกว่าใคร
“อืม..”หลี่เจี่ยหลิงกลับมาตั้งใจจัดการสุมนไพรในมือต่อ“ตระกูลแม่ทัพใหญ่ย่อมเป็นครอบครัวใหญ่ ...หากว่า หากว่า...”
“หากว่าอะไรเล่า?”
“หากว่าเจ้าของหยกพกแต่งงานมีครอบครัวใหม่แล้วเล่า”
นางจำได้ว่าตระกูลใหญ่จะมีเรื่องวุ่นวายมากมายไม่ว่าจะเป็นภรรยาเอกกลั่นแกล้งอนุ หรืออนุใส่ร้ายภรรยาเอกลูกของอนุทะเลาะกับลูกภรรยาเอก วุ่นวายสิ้นดี
สำหรับนางชีวิตในตอนนี้นับว่าดียิ่งแล้ว นางไม่ชอบความวุ่นวายของตระกูลใหญ่
หากเป็นไปได้นางชอบชีวิตตอนนี้ของนางกับห่าวหลินนางออกไปทำงานด้านนอกรักษาผู้คนส่วนเขาก็รออยู่ที่เรือนทำงานในโรงตีเหล็กกลับมาทำอาหาร อยู่พร้อมหน้ากันบางวันก็พักผ่อนอยู่บ้านพร้อมกัน
แต่ว่าตอนนี้เขาเป็นรุ่ยอ๋องและนางกับเขาคงไม่อาจอยู่สงบได้จนกว่าจะจัดการเรื่องทางเมืองหลวงเสร็จ
ดวงตาของหญิงสาวแวววาวเต็มไปด้วยโทสะเพียงชุนเชียงเหลือบไปมองเห็นแววตาคู่นั้นก็รู้สึกสั่นสะท้าน
ผู้ใดกันที่ทำให้หลิงเอ๋อร์โกรธได้เพียงนี้
ชุนเชียงก้มหน้า“หรือว่าเจ้าไม่ต้องตามหาเจ้าของหยกพกนั่นแล้วดี”
“ไม่ข้าต้องการรู้ หากข้ารู้ว่าเขาเป็นใคร อย่างน้อยข้าก็จะได้รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป?”
“หือ?เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำสิ่งใด”
“หากเขายังคงตามหาข้าอยู่ข้าจะไปหาเขา แต่หากว่าเขามีครอบครัวและลืมพวกข้าแม่ลูกแล้วก็คงต้องพอแค่เพียงเท่านี้ อย่างน้อยข้าก็ได้คลายความสงสัยของข้าได้
“หากเจ้าเจอท่านพ่อก็ดีสิหากพ่อของเจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเป่ยเฉิงก็ไม่ต้องคิดมากเรื่องศักดิ์ฐานะระหว่างเจ้ากับท่านเขยอีก”นางเงียบไปสักพักก็ส่งสายตาหยอกล้อ “อีกทั้งตอนนี้เจ้ากินท่านอ๋องไปแล้วจะคายโดยไม่รับผิดชอบก็ไม่ได้ด้วยจริงไหม?”
“เหลวไหล!”
หลี่เจี่ยหลิงก้มหน้าตั้งใจทำงานแต่ใบหน้าของนางแดงก่ำลามไปถึงใบหูนึกถึงตอนนั้นต่อให้อ้างว่าเป็นเพราะพิษยวนยางสำราญรักแต่อดยอมรับไม่ได้ว่าคืนนั้นเป็นนางที่ทรมานเขาจนถึงเช้า
ชุนเชียงหัวเราะคิกคัก“ตอนนั้นข้าตื่นยามเหม่า เสียงของเจ้า...”
“หุบปาก!”
ชุนเชียงหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสองสาวช่วยกันจัดการสมุนไพรด้วยกันสองคนด้วยความชำนาญของทั้งสองคน ย่อมต้องจัดการทีละชนิดพวกนางสามารถแยกประเภทการจัดการและจัดการพร้อมกันได้ทีละหลายตัวได้
“พี่สะใภ้พวกข้ากลับมาแล้ว”
เสียงดังมาจากด้านนอกเรือนเรียกพวกนางสองคน
ชุนเชียงมองออกไปนอกหน้าต่าง“แย่แล้ว ตอนนี้ต้นยามโหย่วแล้วหรือนี่” นางมองเห็นท่านเขยกับลูกสมุนทั้งสี่นั่งลงบนแคร่ท่าทางเหนื่อยอ่อนก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในครัวเพื่อต้มน้ำอย่างเร่งด่วน
หลี่เจี่ยหลิงลุกขึ้นเดินออกไปนอกเรือน
“พี่สะใภ้ใหญ่”ทั้งสี่คนทักทายหลี่เจี่ยหลิงตามมารยาทก่อนจะแผ่หลาบนแคร่อย่างเกียจคร้านต่อ
นางเพียงปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหาจ้าวห่าวหลินจับข้อมือของเขาขึ้นมาตรวจชีพจร มีอาการเหนื่อยล้าเล็กน้อยแต่ไม่ได้ร้ายแรงมากนักไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มขบขันรู้สึกอยากรวบหญิงสาวช้อนลงมานั่งบนตักตัวเองนักแต่ไม่อยากให้หญิงสาวเสียเชิงต่อหน้าเจ้าลูกสมุนทั้งสี่จึงไม่ได้ทำ
“ซื้ออะไรมาเยอะแยะ”หลี่เจี่ยหลิงมองไปยังเนื้อสัตว์มากมายที่วางอยู่ข้างตัวเขา
“วันนี้ข้าเจรจาการค้าใหญ่สำเร็จเลยตั้งใจจะกินหม้อไฟหน่อย” เขากระตุกให้หญิงสาวเข้าใกล้มาขึ้นก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา“ตอนนี้มีเจ้าตัวตะกละพวกนี้สี่ตัว แล้วยังมีขี้เหล้าเพิ่มมาอีกคนข้าเลยคิดว่าต้องซื้อเยอะหน่อย”
พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเขาก็นึกถึงพี่ใหญ่เลยอดถามถึงไม่ได้ “พี่ใหญ่ของข้า ขาหายดีแล้วหรือไม่ พอจะกินหม้อไฟได้หรือยัง?”
“ได้สิสองวันมานี้ ข้าได้สอนวิธีการนวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อให้กับพี่เฉินและพรุ่งนี้จะสอนวิธีทำกายภาพบำบัดให้กับพี่สะใภ้ ไม่เกินสิ้นปีนี้พี่เฉินก็คงจะหายดีและสามารถออกล่าสัตว์ได้แล้ว”
กายภาพบำบัด?
ในยุคนี้มีการทำกายภาพบำบัดแล้วหรือ?ดูเหมือนการแพทย์ของโลกนี้ก็ไม่ได้ย่ำแย่เสียทีเดียว
“เช่นนั้นพี่ใหญ่กินหม้อไฟได้หรือไม่?”
“ได้แต่พี่เฉินคงกินหม้อไฟรสเผ็ดร้อนไม่ได้หรอกนะหากเจ้าต้องการทำก็ทำแยกหม้อให้พี่เฉินเถอะ”
“ดี!”จ้าวห่าวหลินกำลังจะลุกขึ้นไปจัดการเตรียมหม้อไฟ แต่โดนหลี่เจี่ยหลิงรั้งไว้ก่อน“มีอะไรอย่างนั้นหรือ?”
นางหันไปสั่งการลูกสมุนทั้งสี่แทน“พวกเจ้าไปช่วยชุนเชียงเตรียมของสำหรับทำหม้อไฟเมื่อทำเสร็จก็ไปช่วยพยุงพี่เฉินกับพี่สะใภ้มากินด้วยกันเสีย”
“โอ้!”เฉินเช่อที่กำลังนอนเกียจคร้านรีบเด้งตัวขึ้นทันที “รับทราบขอรับ”
เขายกเท้าเขี่ยอีกสามคนไม่นานทั้งสี่คนก็รีบวิ่งหิ้วเนื้อสัตว์ทั้งหลายที่ซื้อมาหายไปในห้องครัวได้ยินเสียงแว่ว ๆ คุยกับชุนเชียง
จ้าวห่าวหลินมองหญิงสาวตรงหน้า“เจ้ามีอะไรอยากคุยกับข้าหรือ ...หรือว่าอยากให้ข้าปรนนิบัติหรือฮูหยิน”
---------------------------------------
[1] อวี้เตี๋ย คือคัมภีร์ลำดับวงศ์ตระกูลของเชื้อพระวงศ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง