บทที่ 15 ทักษะการทำอาหารที่น่าประทับใจ
ขณะที่เฉิงโจวซื่อกำลังจัดของอยู่ในห้องก็ได้ยินเสียงเคาะประตูสองครั้ง เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าซูชิ่นพาลูกสองคนมายืนอยู่ที่หน้าประตู
เพราะในใจมีความระแวงอยู่ก่อนแล้ว ยามนี้เมื่อเฉิงโจวซื่อเห็นซูชิ่นจึงรู้สึกใจสั่น
"เ้าจะทำอะไร?"
ซูชิ่นเลิกคิ้ว นางรู้สึกว่าเฉิงโจวซื่อดูเหมือนจะกลัวนางเล็กน้อย? แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่สนใจ แล้วรีบเอ่ยปากว่า "ท่านแม่ นี่ก็เกือบจะเลยเวลาเที่ยงแล้ว ไม่ทำอาหารหรือเ้าคะ?"
เฉิงโจวซื่อแม้จะกลัวแต่เมื่อเป็เื่เช่นนี้ นางยังมีเหตุผลที่จะโต้ตอบได้จึงทำหน้าบึ้งตวาดใส่ว่า "กิน! กิน! กิน! ในบ้านยังจะมีเสบียงเหลือที่ไหน?! อยากกินขนาดนี้ ทำไมไม่ตัดมือตัวเองมาแทะเล่า?!"
ซูชิ่นไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำด้วย นางเดินเข้าไปในห้อง ตรงไปยังถังเก็บเสบียง เมื่อเปิดฝาถังออกก็เห็นแป้งธัญพืชเหลืออยู่ประมาณครึ่งถุงเล็ก
ซูชิ่นไม่เกรงใจแม้แต่น้อย นางหยิบกระบวยตักแป้งขึ้นมาครึ่งกระบวยแล้วเตรียมจะเดินออกไป
"เ้าวางของลงเดี๋ยวนี้! ใครอนุญาตให้เ้าหยิบ?" เฉิงโจวซื่อรีบพุ่งเข้าไปขวาง
ซูชิ่นถือกระบวยหลบอย่างคล่องแคล่ว ทำให้เฉิงโจวซื่อพุ่งพลาดจนเกือบจะหัวปักลงในถังแป้ง พอเฉิงโจวซื่อทรงตัวได้มั่นคงก็เห็นซูชิ่นถือแป้งเดินออกประตูไปเสียแล้ว
"นังตัวซวย วางแป้งลงเดี๋ยวนี้! อย่างเ้ามีสิทธิ์อะไรจะกินของดี ๆ เช่นนี้!"
เฉิงโจวซื่อก้าวเท้าเล็ก ๆ วิ่งตามไป ใครจะรู้ว่าซูชิ่นถือกระบวยตักแป้งมุ่งตรงไปยังห้องครัว และในขณะที่เฉิงโจวซื่อกำลังจะตามเข้าไป ซูชิ่นก็ปิดประตูห้องครัวใส่หน้าอย่างแรง
เนื่องจากเหตุการณ์โจรบุกครั้งนี้ ทุกบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวเหอต่างเสริมความแข็งแรงของประตูบ้าน บ้านตระกูลเฉิงเพิ่งสร้างได้ไม่กี่ปี ห้องครัวเดิมก็สร้างไว้อย่างแ่า เมื่อเสริมเข้าไปอีกทำให้บานประตูทั้งหนาและหนัก เมื่อถูกปิดกระแทกอย่างแรงเช่นนี้ ทำให้เฉิงโจวซื่อใจนต้องถอยหลังกรูด
ซูชิ่นรีบลงกลอนประตูห้องครัวอย่างรวดเร็ว แล้วหาไม้กระบองอันหนามาค้ำประตูไว้ให้แ่า ปล่อยให้เฉิงโจวซื่อทุบประตูอยู่ข้างนอกจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เฉิงโจวซื่อทุบอยู่ข้างนอกตั้งนาน แต่ประตูห้องครัวไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย กลับเป็มือของนางเองที่เจ็บจนทนไม่ไหว แม้กระทั่งเฒ่าเฉิงยังทนดูไม่ได้ จึงลากตัวนางออกไป
ทว่า เฉิงโจวซื่อจะยอมไปได้อย่างไร แป้งธัญพืชเ่าั้เพียงพอให้คนทั้งบ้านกินได้ถึงสองวันเชียวนะ
"ปล่อยให้นางผยองไปสักสองสามวันเถอะ ไว้ค่อยจัดการนางทีเดียว อีกอย่างนี่ก็เที่ยงแล้ว ทุกคนต้องกินข้าว ปล่อยให้นางวุ่นวายไปเถิด" เฒ่าเฉิงเองก็เสียดาย แต่ยามนี้เขาไม่อยากให้เกิดเื่วุ่นวายเพิ่มขึ้น
เฉิงโจวซื่อเชื่อฟังคำของเฒ่าเฉิงเสมอ แม้ในใจจะโกรธจนแทบคลั่งแต่ก็ทำได้เพียงอดทนไว้ชั่วคราว
ในห้องครัว ซูชิ่นมองแป้งธัญพืชตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที จะทำอย่างไรดี?
หลังจากรวบรวมสมาธิอยู่พักใหญ่ ซูชิ่นตัดสินใจทำตามขั้นตอนในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางตักน้ำใส่กะละมัง นำแป้งมานวด
อืม แห้งไปนิด งั้นเติมน้ำเพิ่มอีกหน่อยแล้วกัน แต่หลังจากนั้นมือของนางเกิดสั่นโดยไม่ตั้งใจ ทำให้น้ำถูกเติมลงไปมากเกินไป
เอาล่ะ ไม่ใช่แค่มากนิดหน่อย แต่คือมากเกินไปจริง ๆ
หลังจากนวดแป้งอยู่นาน ซูชิ่นมองก้อนแป้งที่แทบจะไม่เป็รูปเป็ร่างด้วยความหดหู่
เห็นได้ชัดว่าการมีความทรงจำกับการลงมือทำจริงนั้นแตกต่างกัน ร่างกายนี้ของนางเปรียบเสมือนเครื่องจักร ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมคือคู่มือการใช้งาน และตอนนี้นางกำลังใช้งานเครื่องจักรนี้ตามคู่มือ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
โจวโจวและเยว่เยว่ยืนอยู่สองข้างของนาง เมื่อเห็นซูชิ่นยืนนิ่งอยู่นานจึงถามว่า "ท่านแม่ ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ?"
เมื่อได้ยินดังนั้นซูชิ่นก็ได้สติ แล้วตอบกลับว่า "ไม่มีอะไร แม่จะจุดไฟก่อน"
ผลคือเมื่อไปถึงหน้าเตา นางก็หดหู่ขึ้นมาอีกครั้ง นางยังใช้หินจุดไฟไม่เป็ ในยุคโบราณไม่ได้มีม้วนกระดาษจุดไฟหรอกหรือ? ทำไมต้องใช้ของที่ล้าหลังขนาดนี้ด้วย?
โจวโจวเห็นนางทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบจึงเอ่ยว่า "ท่านแม่ ให้ข้าจุดไฟแทนท่านนะขอรับ"
"ได้ เ้ามาจุดไฟเถอะ" ซูชิ่นนึกถึงท่าทางคล่องแคล่วของเ้าเด็กคนนี้ตอนอยู่ที่ศาลเ้าร้างจึงลุกขึ้นยืนโดยไม่ลังเล
ตอนนี้โจวโจวเต็มไปด้วยคำถามในหัว เขาแค่บอกว่าจะช่วยจุดไฟ ทำไมถึงกลายเป็รับหน้าที่คุมเตาไปเสียได้?
เฮ้อ ช่างเถอะ เห็นแก่ที่ท่านแม่ยังไม่หายดี เขาจะลองหัดคุมเตาดูสักครั้งแล้วกัน
เมื่อจุดไฟติดอย่างราบรื่น โจวโจวก็เริ่มลงมืออย่างเก้งก้าง เพราะเป็ครั้งแรกที่ได้คุมเตา เขาจึงดูลนลานเล็กน้อย และเนื่องจากขาดประสบการณ์จึงทำให้ควันไม่ไหลขึ้นปล่องไฟ แต่กลับพุ่งออกมาจากเตาแทน
ทันใดนั้น โจวโจวก็ถูกรมควันจนน้ำตาไหลพราก
ซูชิ่นเองก็สำลักควันจนไอโขลก ๆ รีบบอกว่า "ใช้ไม้ฟืนเขี่ยใต้เตาให้ว่าง ควันจะได้ไม่ย้อนกลับมา"
ในความทรงจำ เ้าของร่างเดิมทำเช่นนี้
โจวโจวถูกควันรมจนลืมตาไม่ขึ้นแต่ก็ฝืนใช้ไม้ฟืนเขี่ยใต้เตา และเป็จริงดังคาด ควันหนาทึบเปลี่ยนทิศทางไปทันที
ซูชิ่นอดไม่ได้ที่จะชมเด็กฉลาดคนนี้ว่า "เก่งมาก"
โจวโจวยืดอกขึ้นเล็กน้อยอย่างเงียบ ๆ ดูสิ เขาเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อีกอย่างแล้ว
เมื่อกระทะร้อนได้ที่ ซูชิ่นก็หยิบแป้งธัญพืชที่ดูไม่ได้ขึ้นมาเป็ก้อน แล้วตบให้เป็แป้งทอด... ตบไม่ได้ แป้งเหลวเกินไป พอวางบนมือก็ไหลย้อยลงมาทันที
นางรีบนำ 'แป้งทอด' ชิ้นแรกแปะลงในหม้ออย่างลนลาน แล้วแป้งทอดที่มีลักษณะกึ่งของเหลวก็เริ่มไหลไปตามก้นกระทะ ทิ้งรอยสีขาวเป็ทางยาวราวกับนักพรตเดินผ่าน นางจึงรีบใช้ตะหลิวพยายามตักแป้งทอดกลับคืนมา ผลคือแป้งทอดติดตะหลิวและดึงออกมาเป็เส้นแป้งยาวเหยียด
ซูชิ่นถอนหายใจยาว หากรู้ว่าจะต้องทะลุมิติมา นางคงหาทางเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตไว้บ้างแล้ว
กว่าจะแปะแป้งทอดแผ่นแรกติดขอบกระทะได้ด้วยความยากลำบาก ก็ต้องไปจัดการแผ่นที่สองต่อ
พอถึงชิ้นที่สี่ ซูชิ่นเริ่มจับจุดได้และรู้ว่าต้องกดแป้งทอดลงบนกระทะอย่างไร นางจึงเริ่มรู้สึกภูมิใจในตัวเอง
ทว่ายังไม่ทันจะได้ดีใจจนจบ ในกระทะก็เริ่มมีควันดำพุ่งขึ้นมา พร้อมกับกลิ่นไหม้โชยแตะจมูก ซูชิ่นจึงรีบใช้ตะหลิวตักขึ้นมา
แต่พอออกแรง แป้งทอดก็กระเด็นปลิวออกไปทันที
โจวโจวมองดูแป้งทอดบนพื้น ที่ด้านหนึ่งดำเป็ตอตะโก แต่อีกด้านยังดิบจนเหลวเป็น้ำแล้วก็นิ่งไป
ดูเหมือนอาการขวัญเสียของท่านแม่จะรุนแรงเกินไปแล้ว
ซูชิ่นมองแป้งทอดที่ไม่มีทางกู้คืนได้ แล้วเอ่ยปรึกษากับโจวโจวอย่างเขิน ๆ "ไฟแรงเกินไปหรือเปล่า?"
โจวโจวเห็นท่านแม่ดูทำตัวไม่ถูก ก็กลัวท่านแม่จะเสียใจ จึงรีบพยักหน้า
"ใช่ขอรับท่านแม่ ต้องเป็เพราะข้าคุมไฟแรงเกินไปแน่ ๆ ข้าจะใส่ฟืนให้น้อยลงขอรับ"
เมื่อมีทางลงให้ ซูชิ่นจึงรีบใช้ตะหลิวตักแป้งทอดอีกสองชิ้นที่เริ่มมีควันดำขึ้นมาเพื่อพลิกด้าน
หลังจากวุ่นวายอยู่ในห้องครัวครึ่งชั่วยาม ซูชิ่นมองดูแป้งทอดหลายชิ้นบนเขียงที่มีรูปร่างแปลกประหลาด หนาบางไม่เท่ากัน และผิวขรุขระ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบชิ้นหนึ่งมาหักเป็สองซีกอย่างเขิน ๆ
ดีมาก ด้านนอกไหม้ แต่ตรงด้านในยังดิบสนิท
แม้แต่ตัวซูชิ่นเองก็ไม่มีความกล้าที่จะกิน ทว่าโจวโจวผู้ใจดีรับแป้งทอดมา แล้วหักส่วนที่กินได้ส่งให้เยว่เยว่
"รีบกินเถอะ"
เยว่เยว่มีท่าทีต่อต้านอยู่บ้าง เพราะแป้งทอดที่สุกครึ่งซีกแล้วนี้ แข็งราวกับก้อนหิน
โจวโจวอาศัยจังหวะที่ซูชิ่นไม่สังเกตส่งสายตาให้เยว่เยว่
เยว่เยว่ถอนหายใจอย่างยอมรับชะตากรรม ก่อนจะหยิบแป้งทอดมาเคี้ยวเพื่อลับฟัน
สามแม่ลูกกินมื้อเที่ยงที่แสนลำบากในห้องครัว ซูชิ่นถึงกับรู้สึกว่าแป้งทอดบูด ๆ ที่โจวโจวแอบซ่อนไว้ในวันนั้น ยังดีกว่าสิ่งที่นางทำเสียอีก
เมื่อมองดูลูกทั้งสอง นางก็ยิ่งรู้สึกผิด
เด็กดีสองคนนี้ ไม่ท้วงหรือเลือกกินเลยสักนิด แม้แต่นางเองยังแทบจะกินไม่ลง
เพราะไม่มีความกล้าที่จะมองแป้งทอดที่ดูไม่ได้เ่าั้อีก ซูชิ่นจึงรีบพาลูกทั้งสองหนีออกจากที่เกิดเหตุทันที