บทที่ 35 ปริศนาใต้หุบผาลึก
สายลมอันแผ่วเบาพัดผ่านทุ่งหญ้าขนาดเล็กใต้หุบผาพฤกษาใบหญ้าน้อยใหญ่เอนลู่ไปตามทิศทางของสายลม ฝูงแกะนับสิบตัวต่างกัดกินต้นพืชที่พึ่งแตกยอดอ่อนอย่างสุขสมพร้อมกับฟังเสียงขลุ่ยบรรเลงพลิ้วแผ่วจากใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ดังมามิขาดสาย ซึ่งผสานเข้ากับเสียงธรรมชาติได้อย่างลงตัวชั่วขณะที่สายลมธรรมชาติกับเสียงขลุ่ยกำลังสรรค์สร้างความสุนทรีให้กับใต้หุบผาแห่งนี้จู่ๆ พลันมีเสียงดังตุบ และเสียงร้องโอดโอยขึ้นมาขัดขวาง ทำให้เสียงขลุ่ยใต้ต้นไม้ใหญ่ที่กำลังบรรเลงต้องหยุดชะงักขาดห้วงไปทั้งยังสร้างความแตกตื่นจนฝูงแกะวิ่งเตลิดหนีไปคนละทิศทาง
ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่มีการเคลื่อนไหว เสียงวิ่งสวบๆ พร้อมกับลมหายใจกระหืดกระหอบเคลื่อนที่เข้าใกล้ตำแหน่งที่มีเสียงดังซึ่งคล้ายเป็นเสียงที่เกิดจากสิ่งของตกลงมาจากหน้าผาสูงชันสุดลูกหูลูกตานั้น ซักพักเสียงวิ่งก็ได้มาถึงจุดเกิดเหตุและมีเสียงอุทานดัง เอ๊ะ!!! ออกมา ปรากฏสิ่งที่เป็นต้นเหตุของการทำลายบรรยากาศอันสุนทรีในครั้งนี้กลับเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเอง
เจ้าของเสียงฝีเท้าที่เดินมาพบ และส่งเสียงอุทานเอ๊ะก่อนหน้า มันกำชับขลุ่ยไม้ไผ่ในมือไว้แน่นก่อนยื่นไปสะกิดบุรุษที่นอนจมอยู่ในพื้นเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง มันสะกิดไปนานสองนานก็ไม่มีเสียงตอบรับคาดว่าบุรุษผู้นี้คงตายไปแล้ว ได้คิดเช่นนี้จึงถอนมือกลับ และเตรียมหันหลังกลับไป ทว่าบุรุษที่นอนกองอยู่บนพื้นพลันร้องโอดโอยโหยหวนขึ้นอย่างกระทันหันทำให้ผู้ถือขลุ่ยต้องตื่นตระหนกร้องเสียงหลงออกมา
“หวาาา ผีหลอกกก ท่านพ่ออออ ช่วยข้าด้วยยย”
เสียงของบุคคลที่ถือขลุ่ยที่แท้กลับเป็นเสียงของเด็กชายผู้หนึ่ง ที่อายุไม่น่าจะเกินเก้าขวบเด็กชายผู้นี้ท่าทางคล้ายชาวเขาชนบท มันต้อนฝูงแกะออกมาเล็มกินหญ้า ณ ทุ่งหญ้าใต้ผาสูงตั้งแต่เช้ามืดมิคิดว่าเช้ามืดเช่นนี้จะมีภูติผีมาหลอกหลอนตนได้
เมื่อเสียงของเด็กชายตะโกนออกไปได้ไม่นาน ที่ด้านหน้าพลันมีเงาร่างสายหนึ่งวิ่งตะบึงมาอย่างรวดเร็วผู้มานี้มีรูปร่างล่ำสัน หนวดเคราดกดำเต็มใบหน้า ในมือถือหน้าไม้อาวุธที่ใช้สำหรับล่าสัตว์เมื่อมาถึงมันก็กล่าวขึ้น
“เซี่ยวเอ๋อ เจ้าเป็นอะไร หรือมีสัตว์ป่าไล่ทำร้ายเจ้า”
เด็กชายส่ายหน้า ก่อนตอบด้วยเสียงสั่นเทา “ข้าถูกผีหลอก”
“ผีหลอก? อยู่ไหนผีที่เจ้าว่า”
เด็กชายชี้มือไปยังทิศทางที่ร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนอนกองอยู่ แล้วกล่าว“อยู่ทางนู้น ข้าเห็นมันอยู่ตรงนู้น”
“พาบิดาไปดู”
“ข้ากลัว”
“เด็กโง่ วิญญาณ ผีสางมีจริงซะที่ไหน เกิดเป็นบุตรพรานล่าสัตว์ จะกลัวผีได้อย่างไร”
เด็กหนุ่มตัดสินใจพาบิดาเข้าไปดูจุดที่ตนพบเห็นบุรุษดังกล่าว โดยตลอดทางมันแอบหลบซ่อนที่ด้านหลังของบิดาอยู่ตลอดเมื่อไปถึงบิดาของเด็กหนุ่มผู้นั้นก็กล่าวขึ้น
“มันเป็นคน”
จากนั้นชายคนดังกล่าวก็ยื่นมือเข้าไปแตะชีพจรของบุรุษหนุ่มที่นอนจมอยู่บนพื้นก่อนถอนมือออกมา แล้วจ้องมองขึ้นไปยังด้านบนของยอดผา ก่อนมองบุรุษหนุ่มที่นอนบาดเจ็บเบื้องหน้าอย่างนึกสงสัยจากนั้นก็หันไปกล่าวกับบุตรของตนเอง
“มันยังมิตาย รีบช่วยเหลือมันก่อน”
ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ มีร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินกระโผกกระเผกไปตามถนนสายเล็กบุรุษผู้นี้ก็คือเฟยหลงนั่นเอง ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้ามืดที่ชายหนุ่มฝืนร่างกายที่บาดเจ็บติดตามรัศมีพลังสุดท้ายที่ตนทิ้งเอาไว้โดยไม่ได้พักผ่อนมันทราบว่าหากตนช้าเพียงก้าว ต้องคลาดครากับหลงเหอเป็นแน่ เช่นนั้นชายหนุ่มจึงเพียงเค้นพลังญาณเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในเป็นระยะสุดแท้แต่อาการบาดเจ็บภายในสาหัสเกินไป คนจึงมิอาจรักษาให้หายได้โดยไว เฟยหลงเดินเลียบไปตามถนนอันเล็กแคบแห่งนี้จู่ๆ อาการบาดเจ็บภายในพลันกำเริบ เลือดลมเกิดย้อนทวนขึ้นมา คนต้องเค้นพลังญาณออกมาต่อต้านอ่อกกก!! เสียงกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง คนก็ต้องทรุดเข่าลงนั่งจากนั้นพยายามโคจรดึงเอาพลังธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูพลังญาณ แต่แล้วที่ด้านหลังของชายหนุ่มพลันมีเสียงกรับ กรับ ขรุกก ขรุกก ซึ่งเป็นเสียงฝีเท้าม้าที่ลากบรรทุกบางสิ่งอย่างมา เฟยหลงกำลังจะหันกายกลับไปมองทันใดที่ด้านหลังกลับมีพลังญาณสายหนึ่งพุ่งเข้ามากระแทกอย่างถนัดถนี่ คนที่มีร่างกายอ่อนแออยู่ก่อนแล้วจึงมิอาจทานรับพลังสายนี้ได้ ทำให้มันต้องล้มคะมำไปเบื้องหน้าสิ้นสติไป พร้อมกับมีเสียงที่กล่าวขึ้นมาตามหลัง
“มีอะไรหรือท่านหัวหน้าองครักษ์”
“ท่าทางจะเป็นโจรภูเขาพะยะค่ะ ทรงระวังพระองค์ให้ดี นี่น่าจะเป็นตัวล่อ”
“ท่านพ่อข้าจะปกป้ององค์หญิงด้านในนี้เอง ส่วนท่านโปรดระวังตัวด้วย”
ที่แท้เสียงฝีเท้าม้าและเสียงลากจูงดังกล่าว กลับเป็นเสียงของเทียมเกวียนที่บรรทุกกลุ่มคนเพื่อเดินทางไปยังเมืองหลวงนั่นเองชายที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าองครักษ์เป็นบุคคลที่ลงมือต่อเฟยหลง เพราะมันเข้าใจผิดว่าชายหนุ่มเป็นหนึ่งในกลุ่มโจรภูเขาแห่งนี้เมื่อเทียมเกวียนหยุดนิ่งเพื่อดูท่าทีอยู่เนิ่นนาน แต่ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีโจรภูเขาบุกเข้ามาไม่มีเรื่องเลวร้ายอย่างที่คาดคิด หรือว่าโจรภูเขาเหล่านั้นจะหวั่นเกรงต่อฝีมือของชายที่กุมบังเหียนม้าผู้นี้เมื่อไม่มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น รถม้าเทียมเกวียนก็ออกเดินทางต่อทันที
เมื่อม้าลากจูงเทียมเกวียนผ่านร่างของบุรุษหนุ่มที่ถูกจัดการจนนอนกองอยู่บนพื้นสายตาของบุคคลที่อยู่ภายในเทียมเกวียนบังเอิญเหลือบมอง จากนั้นนัยน์ตาพลันเกิดการไหวระริกขึ้นเล็กน้อยก่อนคนจะกล่าวออกมาอย่างทันควัน
“ช้าก่อน”
ฮรี้ๆๆๆ!!!! ม้าถูกกระตุกบังเหียนให้หยุดชะงักอย่างกระทันหัน ทำให้พวกมันตกใจจนร้องต้องเสียงหลงออกมาจากนั้นชายผู้บังคับม้าจึงกล่าวถามขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นหรือพะยะค่ะ”
ภายในเทียมเกวียนเกิดเรื่องวุ่นวาย เมื่อสตรีที่ถูกเรียกว่าองค์หญิงได้พุ่งลงจากรถม้าเทียมเกวียนอย่างรวดเร็วจนสตรีที่คอยดูแลนางต้องร้องเสียงหลงออกมา
“องค์หญิงจะทรงเสด็จออกไปไม่ได้นะเพคะ”
แม้จะมีเสียงกล่าวทัดทาน แต่ทว่าร่างขององค์หญิงก็ได้บรรลุถึงตำแหน่งที่เฟยหลงนอนสลบอยู่แล้วนางย่อตัวนั่งลงก่อนยื่นมือไปแตะชีพจรของชายหนุ่ม จากนั้นปากรูปกระจับอมชมพูอวบอิ่มของนางพลันกล่าวขึ้น
“คุณชายเฟยหลง ท่านเป็นอะไรหรือไม่”
ชายผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์วางบังเหียนม้าก่อนทะยานร่างเข้าหาองค์หญิงของตนพร้อมกับสตรีที่อยู่ภายในเทียมเกวียนก็ได้พุ่งร่างติดตามออกมาติดๆ เมื่อมาถึงนางก็กล่าวถามขึ้น
“องค์หญิงทรงรู้จักมันหรือเพคะ”
“คุณชายท่านนี้เป็นผู้มีพระคุณต่อเรา เคยช่วยเหลือเรามาแล้วครั้งหนึ่ง มันมิใช่โจรภูเขาอย่างแน่นอน”
ชายที่เป็นหัวหน้าองครักษ์ยื่นมือไปแตะที่จุดชีพจรของชายหนุ่มแล้วกล่าว
“ดูเหมือนมันจะบาดเจ็บสาหัสมาได้ซักระยะหนึ่ง ทั้งเมื่อครู่ก็ถูกกระหม่อมเข้าใจผิดใช้พลังเต็มสิบส่วนจัดการ มิน่าเชื่อยังมีชีวิตอยู่รอดได้”
“มีหนทางช่วยชีวิตมันหรือไม่”
“ย่อมมีพะยะค่ะ แต่จำเป็นต้องใช้เวลา”
“องค์หญิงเพคะเราต้องรีบเดินทางสู่เมืองหลวง หากมัวช่วยเหลือคน เกรงว่า…..”
“เช่นนั้นนำมันกลับเมืองหลวงไปด้วย”
“องค์หญิง?”
สายพิรุณกระหน่ำซัดสาด อัสนีแลบแปลบฟาดฟันแผ่นฟ้าผืนปฐพีสะเทือนเลื่อนลั่น เหล่าสรรพสิ่งหนีหน้าหลบลี้ มีเพียงบุรุษสองผู้ห้ำหั่นสัประยุทธ์ท่ามกลางปรากฏการณ์ธรรมชาติอันน่าหวาดหวั่นแต่ธรรมชาติเหล่านั้นก็หาได้น่ากลัวไม่ เมื่อเทียบกับพลังสองสายของบุรุษทั้งสองที่ปานจะตัดภูษาผ่าปฐพีออกเป็นชิ้นๆ
หนึ่งกระบี่ฟาดฟันนับหมื่นสายครอบคลุมแผ่นฟ้า หนึ่งฝ่ามือที่แผ่ซ่านหนาวเหน็บผสมผสานกับความร้อนระอุดั่งไฟบรรลัยกัลป์ เมื่อปะทะบังเกิดเสียงสะท้านกึกก้องปานฟ้าทล่มสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้รัศมีของพวกมันทั้งสอง ก็ยากที่จะรอดพ้นชะตากรรมได้
เสียงของเด็กหนุ่มวัยประมาณเก้าขวบกล่าวขึ้น “ท่านพ่อ ในเมื่อไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลือแล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกมันต่อสู้กันแบบนั้นจริงๆ”
เสียงจุ๊ปากของบุรุษวัยกลางคนดังขึ้น พร้อมกล่าว “จั๊กจั๊ก จั๊ก เจ้านี่น๊า ช่างคิดช่างสงสัยเหลือเกิน นี่คือเรื่องเล่าของยอดคนในอดีต ที่เล่าสืบต่อกันมานะ”
“เอ่อ แล้วตกลง ระหว่างมันทั้งสองใครคือผู้ชนะ”
“ว่ากันว่าระหว่างการประลองของทั้งสองท่าน ตรงส่วนยอดของขุนเขาอันเป็นสถานที่ประลองได้พังทลายลงมาเสียก่อน จึงไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ”
“นิทานหลอกเด็กแท้ๆ”
“เซี่ยวเอ๋อ เจ้าอย่าลบหลู่ให้พวกศาธานุศิษย์ของท่านทั้งสองได้ยินเชียวนา มิเช่นนั้นจะลำบากเอาได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว ว่าแต่คนทั้งสองนั้นเรียกว่าอะไรนะ”
“เฒ่าพยากรณ์ และปรมาจารย์สุริยันจันทรา”
“ชื่อน่าขันชะมัด ฮ่าาาาาา”
“เอ๊ะ เจ้าเด็กน้อยนี่ บิดาบอกให้เงียบปากไว้ไง”
“ทราบแล้ว ทราบแล้วท่านพ่อ แต่เอ๊ ระหว่างเต๋าและเชนนี่ต่างกันอย่างไรหรือ”
“เต๋า และเชน สองลัทธิแบ่งแยกกันเด่นชัด อันลัทธิเต๋ามีแนวคิดทุกสรรพสิ่งต้องดำเนินให้สอดคล้องกับธรรมชาติเน้นความสมดุลของดินและฟ้า มีจุดหมายเพื่อบรรลุไปเป็นเซียนอมตะ ส่วนลัทธิเชนมีแนวคิดทุกสิ่งเกิดจากจิตถ่ายทอดมาสู่กาย เน้นฝึกกำลังจากภายใน กำลังจิตถ่ายทอดไปยังสรรพสิ่ง กายและจิตคือศูนย์รวมที่จะส่งเสริมให้หลุดพ้นเกิดเป็นเซียนวัฏสังขาร… พอเข้าใจหรือไม่ เซี่ยวเอ๋อ อ้าวหลับไปเสียแล้ว”
หลงเหอลืมตาตื่นอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งกว่ามันจะฟื้นขึ้นมาได้ เวลาก็ล่วงเลยถึงยามราตรีตอนที่มันพึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งแรกก็รู้สึกประหลาดใจที่ตนได้มานอนบนเตียงไม้ ในกระท่อมแห่งนี้และที่ขากลับเพิ่มมาด้วยไม้ใผ่ลำหนึ่งที่ผูกติดกับขาซ้ายอย่างแน่นขนัด ซึ่งขาข้างนี้หากมันขยับจะปวดแปลบขึ้นมาทันทีเช่นนี้ทำให้มันรู้ได้โดยพลันว่ามีคนช่วยชีวิตตนไว้ และนำตนมานอนพักที่กระท่อมแห่งนี้ชั่วขณะที่คนกำลังครุ่นคิดนั้นเอง พลันได้ยินเสียงของหนึ่งบุรุษฉกรรจ์ และหนึ่งเด็กชายกำลังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติมันจึงเงี่ยหูฟังเรื่องราวไปด้วย ทำให้มันพอจะทราบเรื่องราวโดยคร่าวๆ แล้วว่าในยุคอดีตกาลที่มันย้อนเวลามาอยู่นี้มีการแบ่งลัทธิหรือแบ่งเหล่าผู้ฝึกญาณออกเป็นสองวิถีคือ เต๋า และเชน เมื่อมันครุ่นคิดตามก็พอจะคาดเดาได้ว่าเฟยหลงเป็นผู้ฝึกญาณวิถีเต๋าคนหนึ่ง
“มาอยู่เสียนาน แต่มิเคยรู้เรื่องราวเหล่านี้เลยเราก็ไม่เคยไต่ถามเฟยหลง เช่นนี้หากเราอยากฝึกญาณ เราจะฝึกวิถีใดดีหนอ”
เสียงไก่ขันตั้งแต่เช้าตรู่ ปลุกให้คนได้รู้ว่ารุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนแล้วเสียงตะหลิ๋วกระทบใส่กระทะประสานกับกลิ่นหอมอบอวลเริ่มโชยไปทั่วกระท่อมหลังเล็กที่หลงเหอกำลังนอนอยู่เช้าวันนี้ชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้ว แต่คนยังมิอาจผลีผลามลุกขึ้นออกไปมาตามอำเภอใจได้ขณะที่มันกำลังนอนบนเตียงสูดดมกลิ่นอาหารอันอบอวลจนท้องร้องอยู่นั้น ประตูกระท่อมพลันเปิดออกปรากฏบุรุษฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายพรานล่าสัตว์ กับเด็กชายอายุราวเก้าขวบเดินถือชามผัดผักกับข้าวสวยร้อนๆ ที่ยังมีไอครุกกรุ่นเข้ามา เมื่อชายฉกรรจ์เห็นหลงเหอลืมตาตื่นอยู่ก่อนแล้วคนก็กล่าวขึ้น
“น้องชายฟื้นมาทันอาหารเช้าพอดิบพอดี”
หลงเหอพินิจมองคนทั้งสองอยู่ชั่วครู่ รู้สึกได้ว่าพวกมันทั้งสองไม่คล้ายคนเลวร้ายประการใดทั้งยังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและให้ที่พักแก่มัน เช่นนั้นคนจึงลุกนั่ง แล้วประสานมือขึ้นพร้อมกล่าว
“ขอบคุณท่านมากที่ยื่นมือช่วยเหลือข้าพเจ้า”
“มิเป็นไร บิดาข้ามักช่วยเหลือผู้ที่ตกยากอยู่เสมอ เอานี่ กินข้าวซะ”
“ขาของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าตกลงมาจากยอดผาสูงเสียดฟ้า กลับเพียงแค่ขาหักช่างนับว่าเป็นปาฏิหาริย์เสียจริง”
“ข้าบังเอิญโชคดีที่มีสิ่งช่วยชะลอการตก จึงทำให้ไม่เป็นอะไรมาก”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ กินข้าวเสียเถอะเดี๋ยวเย็นชืดหมด”
หลงเหอยื่นมือไปรับชามผัดผักและชามข้าวก่อนพ้วยกินอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่คนทั้งสองจะขอตัวออกจากกระท่อมไปหลงเหอเมื่อกินอิ่มแล้วคนก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทันทีที่ขาซ้ายย่ำน้ำหนักลงพื้น ชายหนุ่มคาดว่าจะต้องมีความรู้สึกเจ็บปวดแต่แล้วคนต้องแปลกใจเมื่อขาซ้ายที่เมื่อคืนยังเจ็บปวดอยู่ บัดนี้กลับหายเป็นปลิดทิ้งไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดแม้เพียงกระผีกเดียว เมื่อรู้ว่าขาของตนหายดีแล้วคนก็ได้แก้มัดไม้ไผ่ที่ผูกติดออกก่อนเปิดประตูเดินสู่ภายนอกกระท่อม
ธรรมชาติใต้ผาสูงแห่งนี้กลับงดงาม ทั้งอุดมสมบูรณ์ยิ่ง อากาศยามเช้าตรู่ของที่นี่ก็สดชื่นยิ่งกว่าอากาศในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่มันจากมาอักโข
“น้องชาย ขาของเจ้าหายแล้วหรือ” เสียงชายฉกรรจ์กล่าวถามด้วยความสงสัย
หลงเหอตอบ “ดีขึ้นมากแล้ว”
“แปลกเสียจริง เจ้าเป็นผู้ฝึกญาณหรือถึงได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงนี้”
“ข้าไม่ใช่ผู้ฝึกญาณ แต่ผู้ฝึกญาณคือสิ่งที่ข้าต้องการเป็น”
“เช่นนี้เอง ว่าแต่เจ้ามีนามว่าอะไร”
“ข้า หลงเหอ ท่านเล่า”
“ข้า เสี่ยวซา เป็นพรานล่าสัตว์ ส่วนบุตรข้าเรียกมันว่า เซี่ยวเอ๋อ”
“ท่านอยู่กับบุตรเพียงสองคนหรือ เหตุใดจึงมาอยู่กลางหุบเหวลึกแห่งนี้”
เสี่ยวซาทำท่าลำลึกคิด ก่อนกล่าว “มิผิด ข้าอาศัยอยู่กับบุตรชายเพียงสองคนที่ข้าต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะสวรรค์เมตตาข้ากับบุตร”
“แล้วที่นี่มีทางออกไปหรือไม่”
“ย่อมมี ทางทิศใต้จะมีน้ำตกแห่งหนึ่งดำรงอยู่ และหลังม่านน้ำตกแห่งนั้นจะมีถ้ำที่ทอดขึ้นสู่ด้านบนสามารถเดินออกไปได้เพียงแต่……”
“เพียงแต่อะไรหรือ”
“เพียงแต่ประการแรก น้ำตกแห่งนั้นตกลงมาจากหน้าผาสูงชันที่ไม่เห็นจุดสิ้นสุดทำให้แรงตกของน้ำมีน้ำหนักยิ่งกว่าขุนเขาทั้งลูก หากฝ่าเข้าไปร่างต้องถูกกระแทกกดทับไม่เหลือชิ้นดีแน่ประการที่สองถ้ำที่เชื่อมสู่ทางออกด้านบน กลับมีปากทางออกที่อยู่ใจกลางค่ายภูพยัคฆ์อันเป็นค่ายโจรภูเขาที่เลื่องชื่อ และโหดเหี้ยมมากที่สุดในแคว้นเหยียนแห่งนี้”เสี่ยวซาเว้นระยะไว้ชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ
“ที่ข้ารู้ มิใช่ว่าข้าป็นหนึ่งในสมาชิกโจรภูเขาหรอกนะ เพียงแต่ครอบครัวข้าประสบชะตากรรมถูกพวกมันดักปล้นเข่นฆ่าชิงทรัพย์ สุดท้ายเหลือข้ากับบุตรที่ยังเป็นทารกวัยไม่ถึงขวบ วิ่งหลบหนีเข้าถ้ำแห่งนั้นและที่ข้าเคยบอกว่าสวรรค์เมตตาก่อนหน้าก็เพราะ ช่วงที่ข้าหลบหนีเข้าถ้ำ น้ำตกแห่งนั้นยังมีกระแสน้ำที่ไม่มากนักข้าจึงโอบอุ้มบุตรพุ่งร่างผ่านม่านน้ำมาได้ แต่ทันทีที่ข้าออกจากม่านน้ำตกมาแล้วมวลน้ำมหาศาลที่ไม่ทราบมาจากที่ใดพลันตกลงมาอย่างรวดเร็วกดทับร่างเหล่าโจรภูเขาที่วิ่งไล่ตามข้าออกมาจนตายหมดสิ้น และม่านน้ำตรงนั้นก็เปรียมเสมือนกำแพงยักษ์ที่ปกป้องพวกเราสองคนตลอดมาทั้งยังเปรียบเสมือนกรงขังที่กักขังให้เราอยู่แต่ที่แห่งนี้ไม่สามารถออกไปไหนได้”
“เรื่องราวของท่านช่างน่าเศร้าและน่าอัศจรรย์นัก แล้วมวลน้ำเหล่านั้นมันไม่ลดน้อยลงบ้างหรือ”
“นี่ก็แปดปีแล้ว ที่มันยังคงมีมวลน้ำมหาศาลไม่เคยลดลง”
“เช่นนั้นหากข้าอยากกลับออกไปคงต้องปีนหน้าผาสูงสินะ”
“มิผิด แต่นั้นนับเป็นเรื่องที่ยากมากกว่าการวิ่งผ่าม่านน้ำตกเสียอีก”
“เฮ้อ หากเฟยหลงอยู่ มันคงพาข้าบินทะยานขึ้นไปได้แล้ว”
“เจ้าว่าอะไร มีคนที่สามารถบินขึ้นสู่ด้านบนได้จริงๆ หรือ”
“ข้ามีสหายที่เป็นผู้ฝึกญาณอันเก่งกาจผู้หนึ่ง”
เสี่ยวซาตาเป็นประกาย ก่อนกล่าวขึ้น “มันสามารถนำพวกเราสองพ่อลูกออกจากที่นี่ด้วยได้หรือไม่”
“พวกท่านเป็นผู้มีพระคุณของข้า เรื่องแค่นี้นับเป็นอย่างไรได้ อ้อ อีกอย่างข้าและสหายจะช่วยท่านจัดการพวกกองโจรเหล่านั้นเป็นการตอบแทนท่านอีกด้วย”
“ข้ามิหวังให้พวกเจ้าต้องเสี่ยงเพื่อข้าขนาดนั้น ขอเพียงนำพาลูกข้าให้ได้ออกไปเห็นโลกอันแท้จริงข้าก็สำนึกขอบใจแล้ว”
ทางด้านทิศใต้ของหุบผาอันสูงชัน มีน้ำตกสายหนึ่งไหลลงมาจากยอดผาที่มองไม่เห็นแม้แต่จุดสิ้นสุดมวลน้ำอันเชี่ยวกรากพุ่งทะลักลงมาอย่างรุนแรงลงสู่ทานน้ำใส แล้วไหลตัดผ่านไปตามคลองน้ำที่อยู่บนพื้นโล่งใต้หุบผาแห่งนี้สภาพที่ปรากฏสู่สายตาของหลงเหอนี้ทำให้คนต้องอดรู้สึกแปลกประหลาดใจมิได้ เนื่องเพราะมวลน้ำมหาศาลที่ไหลลงมามากมายขนาดนี้กลับไม่เคยท่วมพื้นที่ใต้หุบผา ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกระบอกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งน้ำเหล่านี้กลับไหลไปตามคลอง ไม่มีล้นไม่มีทะลักเหนือตลิ่ง และไหลไปรวมอยู่จุดกึ่งกลางของพื้นที่กลางหุบผาอย่างพอดิบพอดีหลงเหอยิ่งเดินสำรวจมองยิ่งรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้แปลกประหลาด ทั้งยังดูเหมือนจะมีปริศนาอะไรบางอย่างซ่อนอยู่