บทที่..1
เื่ ความวุ่นวายในป่า
ฉันทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งหนึ่งในภาคเหนือตอนล่าง ในทุกๆวันฉันพยายามทำชีวิตให้เรียบง่าย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ของคนอื่นโดยไม่จำเป็ เพื่อนๆที่สนิทกับฉันจริงๆจะรู้ว่าฉันไม่ได้หยิ่งเหมือนรูปลักษณ์ภายนอกที่แสดงออก
เพียงแต่ฉันถูกครูบาอาจารย์สอนให้วางเฉยในทุกๆเื่ ในสายตาคนภายนอกฉันจึงเหมือนคนไม่มีสังคม ไม่เอาพวกเอาหมู่ไม่มีน้ำใจ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรสักอย่าง แต่ฉันก็ไม่เคยแคร์และไม่เคยสนใจ ฉันถือคติว่าใครจะว่าอย่างไรฉันก็ยังต้องกินข้าวบ้านฉันอยู่ดี อย่าว่าแต่คนอื่นเลยในหมู่พี่น้องฉันเขาก็ว่าฉันอย่างนี้เหมือนกัน
แต่กาลเวลาก็ทำให้เขารู้ว่าเมื่อเดือดร้อนขึ้นมาก็ไม่พ้นมือฉันสักที ทำให้คำนินทาระหว่างญาติๆของฉันในระยะหลังๆมานี่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ นอกจากอยากให้ฉันกลับบ้านบ้าง แต่ฉันจะกลับไปหาใครล่ะในเมื่อพ่อแม่ก็ตายจากไปหมดแล้ว ที่ทางไร่นาสาโทที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก็ถูกจับจองมีเ้าของไปกันหมด…โดยไม่ถามฉันสักคำ
ถามว่าฉันขุ่นเคืองในเื่นี้เหรอ..ถ้าเป็คุณล่ะ ฉันว่า..ต้องมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่ฉันไม่ เพราะครูบาอาจารย์สอนว่าอะไรที่เป็ของเรามันก็ต้องเป็ของเราอยู่วันยังค่ำ แต่..อะไรที่ไม่ใช่ ยื้อแย่งมายังไงมันก็ต้องจากเราไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฉันจึงประท้วงให้พวกเขารู้ว่าฉันก็เป็ลูกคนหนึ่งของพ่อแม่และมีสิทธิ์อันชอบธรรมตามกฏหมายสายตรง ด้วยการหายไปจากชีวิตของพวกเขา
แรกๆก็ดูเหมือนว่าจะชอบใจกันที่ไม่มีตัวหารส่วนแบ่งมากขึ้น แต่คุณเอ๋ย..อะไรที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมย่อมเป็ของร้อน ทะเลาะกันแทบจะฆ่ากันตาย..อนิจจาสมบัติผลัดกันชม
เอาล่ะพักเื่ครอบครัวของฉันเอาไว้ก่อน เพราะยังมีอีกหลายตอนเลยทีเดียวที่จะกล่าวถึงพวกเขา
วันหนึ่ง..ในห้องพักรับประทานอาหารกลางวันของกลุ่มงานในโรงพยาบาล
“วันหยุดนี้ไปเที่ยวปีนเขากันมั๊ยพวกเรา”คุณภัทราซึ่งเป็หัวหน้ากลุ่มงานเอ่ยขึ้น หลายคนวางช้อนส้อมดังเคร๊ง
“ไปๆ ไปไหนกันดี ”
“ นั่นสิ ลองซาวด์เสียงดูซิว่าอยากไปปีนที่ไหนกัน”
“ที่นี่ก็ดีนะคะหัวหน้า”ฟองจันทร์ออกความเห็น แล้วก็ตามมาอีกหลายๆเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ไปหมด
“ เอาล่ะๆ เดี๋ยวเราจะมาดี๊สคัทกันโดยเลือกจากหนึ่งใกล้ที่สุด สองถูกที่สุด สามสวยที่สุด ตามนี้นะ ” ในที่สุดก็ได้
วนอุทยานจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่ขี้เหล่มากนัก แล้วการประชุมเตรียมตัวก็เริ่มขึ้น นกกระจอกก็เริ่มทำงานอีกครั้งแต่คราวนี้แบ่งออกเป็สองกลุ่มโดยปริยาย กลุ่มที่หนึ่งคือพวกสวยงามเที่ยวเต็มที่ ฉันจะเตรียมชุดอะไร จะเตรียมรองเท้าไปกี่คู่ฯลฯ กลุ่มที่สองคุยกันเื่อาคารสถานที่ ความปลอดภัยข้าวปลาอาหารซึ่งแน่นอนหัวหน้าลากฉันเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งถ้าดูตามรูปลักษณ์ภายนอกแล้วฉันควรจะไปคุยกับกลุ่มที่หนึ่งมากกว่า
“ โอเคมั๊ยฟาง ตามนี้ ” หัวหน้าถามความคิดเห็นจากฉัน ซึ่งั้แ่ประชุมมาฉันยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเดียวซึ่งก็เป็ปกติของฉันอยู่แล้ว
“ หมายถึงภาพรวมทุกอย่างหรือคะ“ฉันย้อนถาม
“ มีอะไรหรือจะต้องเตรียมอะไรก็บอกนะฟางไม่ต้องเกรงใจกลัวพี่หรือใครจะว่า“
“อ๋อ..ไม่หรอกค่ะ เพียงแต่ตอนนนี้ยังไม่มีอะไร “ทุกคนหูผึ่งมารวมตัวเป็กลุ่มเดียวกันอย่างอัตโนมัติ ฉันได้แต่ยิ้มๆ
“ นานๆนางฟ้าจะเปิดปากที“แต้วแซวเข้าให้
“เออว่ะ “ปอช่วยเสริมอีก
“ แหม! พวกเธอนี่ก็เหลือเกินเลยจริงๆคอยจับผิดฟางอยู่เรื่อย น้องเค้าก็พูดน้อยแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่..ถ้าพูดเมื่อไหร่ล่ะก็..เป็เื่“คราวนี้เสียงหัวเราะครืนสนับสนุนคำพูดของหัวหน้า
“ พี่ก็หวังว่าการไปเที่ยวครั้งนี้คงจะสนุกสนาน นานแล้วที่เราไม่ได้ไปไหนกันนะพวกเรา เอาล่ะบ่ายโมงกว่าแล้วแยกย้ายกันไปทำงานได้ ” สาวๆทั้งโสดและไม่โสดสิบกว่าคนลุกไปยังห้องทำงานของตัวเอง ฉันลุกเป็คนสุดท้าย หัวหน้าจึงเรียกไว้
“ ฟางอยู่คุยกับพี่แป๊ปนึงหนูยังไม่มีคนไข้มั๊ง
“ยังไม่มีค่ะพี่
“พี่ฝากทริปนี้ไว้กับหนูด้วยนะ”
“โธ่..พี่ภัทรเห็นหนูเป็ผู้วิเศษไปแล้วเหรอคะ หนูก็แค่คนธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคนอื่นเลย”
“เอาเป็ว่าพี่อยู่กับหนูมานานจวนจะเกษียนจากกันอยู่แล้วชั่วดีถี่ห่างไส้พุงมีกี่ขดรู้กันหมด ฟาง..หนูไม่เหมือนใครๆที่พี่รู้จักหลายๆครั้งที่หนูช่วยพี่ ช่วยอย่างน่าอัศจรรย์ที่บอกเล่าให้ใครฟังไม่ได้ เล่าไปเค้าต้องว่าพี่บ้าแน่ๆ”หัวหน้าสาวใหญ่พูดรำพึงรำพัน
“ก็ดีแล้วค่ะพี่ บางอย่างการทำงานของกรรมมันก็ซับซ้อนมาก มากเกินคำอธิบาย”
“โอเคพี่เชื่อหนู เอาล่ะไปทำงานกันเถอะ”
แล้ววันแห่งการโกลาหลก็เกิดขึ้น แต่ละนางกว่าจะเสด็จมารวมตัวกัน ณ.จุดนัดพบก็เลทกันเป็ชั่วโมง ขนลูกขนผัวกันไปเป็โขยง เออ..ก็สนุกกันดี ฝ่ายการครัวต้องแวะตลาดสดเพื่อซื้อของเพิ่มกลัวจะไม่พอสำหรับอาหารที่เตรียมไป บางคนก็เอารถส่วนตัวขับตามไปเอง ฉันไปรถตู้ที่เราเหมาไปสองคัน คนที่รู้ตัวว่าลูกผัวชุกชุมก็เอารถไปเองโดยท้ายรถของเหล่าผัวๆก็บรรทุกไปด้วยเหล้ายาปลาปิ้งของมึนเมาเต็มสตรีม
เมื่อถึงรีสอร์ทที่พักความโกหลก็เกิดขึ้นอีกครั้ง บ้างจะนอนบนบ้าน บ้างจะนอนเต๊นท์ บ้างก็หามุมก๊งสุรา สาวๆก็หามุมถ่ายรูปกันให้กรี๊ดกร็าดไปหมด เฮ้อ! น่าเวียนหัว หัวหน้าก็กลายเป็แจ๊วขนของเข้าครัวเพื่อเตรียมประกอบอาหารเย็น เพราะเราถึงที่พักก็บ่ายแก่ๆแล้ว ในครัวจึงเหลือแต่พวกสาวน้อยทั้งหลายที่จริงต้องเรียกว่าสาวเหลือน้อยที่อยู่ช่วยกันทำครัว รวมทั้งตัวฉันด้วยเพราะ หนึ่งฉันไม่ชอบถ่ายรูป สองไม่ชอบเล่นน้ำ สามไม่ชอบดื่มสุราเมรัย ฉันจึงสมัครใจที่จะช่วยอยู่ในครัวมากกว่า
“ อ้าว ! สาวน้อยของเราไม่ไปสนุกกับพวกข้างนอกล่ะ ดูสิกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่” หัวหน้าเอ่ยขึ้น
“อ๋อ..ไม่ล่ะค่ะช่วยอยู่ในครัวดีกว่า ”ฉันเอ่ยขึ้นเรียบๆพร้อมทั้งเตรียมล้างผักล้างหมู กุ้ง ไก่ ที่ซื้อมา
“ น้องฟางนี่ดีนะ ไม่แรดเหมือนแม่พวกนั้นเดี๋ยวคอยดูเถอะหิวซกกันมาเลยล่ะ”
“ไม่เอาน่าฟอง เรามาเที่ยวสนุกสนาน น้องๆมันอยู่ในวัยม้าตีนต้น มันก็ต้องเป็อย่างนี้แหละ ฟองจะออกไปดริ๊งกับพวกหนุ่มๆก็ไปได้นะ ทำอาหารกันแต่วันๆอย่างนี้รับรองเสร็จทันมื้อเย็นแน่นอน”หัวหน้าเอ่ยขึ้น ฉันและพวกที่อยู่ในครัวหัวเราะขำกับคำพังเพยเปรียบเทียบสาวๆของหัวหน้า
“ เออ! ม้าตีนต้นเหมาะเจาะดีแท้ ” ป้าพิมซึ่งมีวัยไล่เลี่ยกับคุณภัทราเสริมขึ้น
“ โอ๊ย!ไม่เอาหรอกคุณภัทร ร้อนจะตายดื่มเข้าไปได้ รึถือว่าเมียมันเป็หมอเป็พยาบาลมีคนดูแลอยู่แล้ว”ทุกคนที่อยู่ในครัวพากันหัาเราะขำขันคำพูดของพี่ฟองจันทร์
เรือนรับรองของกลุ่มเราเป็เรือน VIPที่จองโดยสามีของพยาบาลคนหนึ่งซึ่งเป็ถึงผู้พิพากษาจัดการจองไว้ให้ เราได้บ้านพักถึงสามหลังใหญ่ๆหลังกลางจะเป็หลังที่ใหญ่ที่สุดถ้าพูดถึงนอนกันจริงๆก็พอ แต่ก็มีคนไปกางเต๊นท์อีก 2-3 หลังนัยว่าให้พวกขี้เหล้านอน ก็ดีนะเพราะพวกนี้จะได้นอนรึป่าวก็ไม่รู้อาจจะร่ำสุรากันถึงแจ้ง เพราะเท่าที่ผ่านมาเป็อย่างนั้นทุกที เพราะดนตรีวงนี้เล่นไม่เกรงใจใครซ๊ะด้วย อยากร้อง..ร้อง อยากเต้น..เต้น อยากแก้ผ้าเดินลงน้ำก็ทำกันมาแล้ว บรรดาเมียๆก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอิดหนาระอาใจเื่อายน่ะไม่อายหรอกชินแล้ว
บ้านพักของเราอยู่บนเนินสูง ข้างล่างลดหลั่นกันลงไปยังมีบ้านพักอยู่เป็ระยะจนถึงชายน้ำที่มีนัำตกไหลผ่าน เสียงตีฆ้องร้องกาละมังแตกดังแว่วมาแต่ไกลๆแสดงให้เห็นถึงว่าด้านล่างๆก็มีคนพักอยู่ ปาตี้มื้อเย็นเริ่มแล้วในวงของพวกเรา สาวๆได้อาบน้ำแต่งตัวประชันโฉมกันสุดฤทธิ์สุดเดช เครื่องเสียงที่ขนมาจากบ้านผู้พันท่านหนึ่งเพื่อร้องคาราโอเกะกันอย่างสนุกสนาน เต้นกันสุดฤทธิ์สุดเดชกะว่าไก่ไม่ขันไม่เลิก
คืนนี้ท้องฟ้าแจ่มใสดาวเต็มไปหมด ความที่เราอยู่บนูเาและอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของเขาลูกนี้ด้วยทำให้เราเหมือนอยู่ใกล้ดาวใกล้พระจันทร์ ไม่มีใครเข้านอนเลยสักคนเหมือนต้องมนต์ขลังของดวงดาว ลมพัดเย็นสบาย พวกผู้ชายกำลังเมาได้ที่ มีผู้หญิงผัวเผลอหลายคนที่เมาปลิ้นเหมือนกันกอดคอ คล้องแขนเต้นรำกันจนร่างแทบจะสิงกัน
“เดี๋ยวจะตบกะโหลกไอ้พวกไม่รู้ลูกเค้าเมียใครซักหน่อย”พี่ภัทราทำท่าจะลุกจากที่นั่งไปจัดการกับลูกน้องที่ชักจะทำเกินงามไปแล้ว ฉันนั่งอยู่ใกล้ๆจึงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเพราะรู้สึกว่าจะง่วง เป็เวลา ตีหนึ่งครึ่งพอดี
ทันใดนั้นท้องฟ้าที่สวยงามด้วยดวงดาวส่องแสงระยิบระยับพลันดำมืดทะมึน ลมที่พัดโชยสบายก็เริ่มพัดตึงๆมาจากข้างล่าง พัดไล่ขึ้นมาถึงข้างบน ความโกลาหลครั้งที่สามเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ เก็บของเร็ว ช่วยกันเก็บของขึ้นบ้าน” เสียงหัวหน้าร้องบัญชาการแปร๋แปร๊นฟังไม่ได้ศัพท์ข้าวของล้มระเนระนาด ที่มีน้ำหนักเบาก็กระจายปลิวว่อน เสียงร้องบอกไล่เด็กๆให้ขึ้นบ้านก่อน เด็กที่เล็กหน่อยก็ใร้องไห้จ้านางแม่ต้องวิ่งไปอุ้มพาเข้าบ้านไป พวกผู้ชายหายเมาเป็ปลิดทิ้งพากันไล่ตะครุบเต้นท์ที่กางไว้บัดนี้ลมได้หอบเต๊นท์ปลิวว่อน เราพวกเยอะจึงเก็บข้าวของเข้าบ้านได้เกือบหมด และก่อนที่เราจะพากันแยกย้ายขึ้นบ้านพักของใครของมันก็มีเสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือมาจากด้านล่าง
พวกเราเอามือป้องฝุ่นลมมองฝ่าออกไปก็พบว่าพวกที่พักอยู่ข้างล่างจำนวนนับสิบคนกำลังวิ่งฝ่าลมพายุที่พัดกระหน่ำจนแทบจะยืนไม่อยู่ พยุงหกล้มหกลุกกันมาอย่างทุลักทุเล พวกผู้ชายของเรารีบไต่เนินลงไปช่วยเหลือฉุดกระชากลากถูกันมาได้จนหมด
“ เข้าบ้าน เข้าบ้านกันเร็ว ”ท่านผู้พิพากษาร้องบอกทุกๆคนที่บัดนี้มีแผลถลอกปอกเปิกเืไหลซึมกันเกือบทุกคน
“ ไปบ้านหลังกลางค่ะมีหีบเวชภัณฑ์ติดมา” มีเสียงใครคนหนึ่งะโบอก และแล้วทั้งเ้าบ้านบางส่วนที่อยู่เก็บของและผู้ที่หนีตายจากพายุขึ้นมา ก็ได้มารวมตัวกันอยู่ในบ้านพักหลังใหญ่ที่สุด ผู้หญิงสามสี่คนของเราที่ติดมาในบ้านหลังนี้ก็มีฉัน พี่ภัทรา แต้วและปอส่วนพวกผู้ชายเจ็ดแปดคนมาครบ บ้านแคบลงไปถนัดใจเมื่อมีอาคันตุกะจำเป็เพิ่มเข้ามาอีกสิบกว่าคน ผู้หญิงของเราก็สวมิญญาพยาบาลวิชาชีพตรงเข้าตรวจาแ
“เดี๋ยวขอให้ผมตรวจดูาแสักหน่อยนะครับว่ามีอะไรแตกหักเสียหายบ้าง” หมอชาญที่ติดมาในบ้านหลังนี้ด้วยเอ่ยขึ้น
“ แหม!ดีจริงเรามีหมอหลงมาอยู่บ้านนี้ด้วย พี่คิดว่าหมอเข้านอนไปกับลูกกับเมียแล้วเสียอีก” พี่ภัทราเอ่ยขึ้นเหมือนชวนคุยเพื่อคลายเคลียด หมอหนุ่มรุ่นลูกยังไม่ทันจะเอ่ยตอบว่ากระไร เสียงโครมก็กระแทกเข้ากับข้างฝาบ้านราวกับใครเอาครกตำข้าวทุ่มเข้ามา เสียงกรี๊ดวี๊ดว๊ายจากผู้หญิงดังขึ้น เสียงแผดร้องของเด็กน้อยร้องไห้จ้าแสดงว่าบ้านข้างๆก็โดนไปด้วยทำให้ตระหนกใกันโดยทั่วถึง
“อะไร..เกิดอะไรขึ้น?” เครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นเต็มหน้าของทุกคน ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวเสียงก้อนอิฐก้อนหินก็ระดมปาเข้ามาที่ตัวบ้าน ทั้งข้างฝาทั้งหลังคาอื้ออึงจนบ้านแทบพัง ท่ามกลางความใจนแทบเสียสติลืมหมดลูกเมียใครอยู่บ้านหลังไหน ฟางก็วางมือจากการทำแผลให้น้องคนหนึ่งที่หนีตายมาขอความช่วยเหลือ
“เปิดบ้านให้ฟางหน่อย ฟางจะออกไปเจรจา”
“ไม่ได้นะฟางพายุแรงมาก แล้วมันไม่ใช่คนจะได้ออกไปเจรจา” ท่านผู้พิพากษาซึ่งถือว่าาุโสูงสุดณ.ที่นั้นเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเครียดจัดด้วยไม่รู้ว่าลูกเมียของท่านอยู่บ้านหลังไหนและจะขวัญหนีดีฝ่ออย่างไรบ้าง
“ก็เพราะว่ามันไม่ใช่คนน่ะสิคะฟางจึงต้องเจรจา บ้านอาจพังก็ได้ถ้าเรายังอยู่เฉย”พี่ภัทราผู้ซึ่งรู้จักฟางดีที่สุด ดีกว่าใครๆในที่นี้เอ่ยขึ้นว่า
“ ปล่อยน้องฟางออกไปเถอะค่ะท่าน ณ.เวลานี้ไม่มีใครรู้อะไรดีเท่าน้องฟางแล้วล่ะ เดี๋ยวพี่จะออกไปด้วยเป็ไงเป็กัน”สาวใหญ่พูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนและยื่นมือมาฉุดดึงฟางให้ลุกขึ้น
“งั้นผมออกไปด้วย” หมอชาญพูดพร้อมกับดีดตัวลุกขึ้นอย่างหน่วยกล้าตาย เด็กหนุ่มสองสามคนที่ไม่าเ็อะไรมากพากันลุกขึ้น
“ ผมไปด้วยครับ”ต่างพูดขึ้นพร้อมๆกัน ผู้พิพากษาก็พลอยลุกขึ้นด้วย
“ แต้วกับปอก็จะออกไปด้วยเผื่อช่วยอะไรพี่ฟางได้บ้าง”
“ เอาล่ะๆ ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความ ขอให้ทุกๆคนฟังคำสั่งจากฟางแต่เพียงผู้เดียว และห้ามมีคำถาม ห้ามวิ่งเด็ดขาดถ้าใครคิดว่าใจไม่แข็งพอขอให้ถอนตัว สิ่งที่เรากำลังจะออกไปเจอนี้ ไม่ใช่คน ไม่ใช่ธรรมชาติแต่เป็พลังงานที่อยู่เหนือธรรมชาติ ทุกคนหน้าถอดสียกเว้นหัวหน้าพยาบาล แต้วและปอที่ดูเหมือนจะรู้มือกันอยู่ ในเมื่อผู้หญิงสามสี่คนไม่มีใครย่านกลัวสักนิดเดียว พวกผู้ชายที่ลุกขึ้นยืนแล้ว ถ้าถอนตัวลงนั่งคงเสียฟอร์มแย่จำเป็ต้องยืนและฟังต่อ
“ ขณะกำลังเจรจาห้ามมีคำถามใดๆทั้งสิ้น ทำตามคำสั่งอย่างเดียว ทุกคนเข้าใจนะคะ”ท่ามกลางความสับสนสงสัยแต่จำต้องหุบปาก ฟางเดินนำทุกคนไปที่ประตู ยกมือขึ้นพนมพร้อมกับสวดภาษาอะไรบางอย่างที่หลายคนไม่เคยได้ยิน นอกจากอีกสามสาวที่เคยได้ยินมาบ้างจากที่ได้เคยคลุกคลีตีโมงกับเธอมาก่อน เสียงลมพายุยังคงอื้ออึงและดูเหมือนว่าบ้านจะถูกระดมขว้างปาด้วยก้อนหินน้อยใหญ่มาดังกับห่าฝน ฟางหันมาทางหัวหน้า
“ พี่ภัทร ฟางขอเชือกที่เรามัดของมาวันนี้หน่อยสิ”
“ เดี๋ยวปอไปหยิบให้” ปอวิ่งหายเข้าไปในครัวกลับออกมาพร้อมเชือกปอในมือกำใหญ่ ฟางรับมาคลี่ออกแล้วจัดการมัดต่อกันให้ยาวที่สุดหนุ่มๆตรงเข้าช่วยในที่สุดก็ได้เชือกปอเส้นยาว ฟางสั่งให้ทุกคนเข้าแถวตอนเรียงหนึ่งแล้วเอาเชือกมาล้อมรอบไว้
“จับเชือกไว้อย่าให้เชือกตกถึงพื้นนะ”เธอสั่ง
“ทุกคนต้องอยู่ในวงล้อมของเชือกนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นห้ามออกนอกเชือกเด็ดขาด หากไม่้ารู้เห็นก็ให้หลับตาและปิดหูซ๊ะ เข้าใจตามนี้นะ เอาล่ะเราจะเปิดประตูและออกไปที่ลานหน้าบ้านเดี๊ยวนี้ คนที่อยู่ในนี้ปิดประตูห้ามเเปิดเด็ดขาดไม่ว่าใครจะมาร้องเรียกก็ตาม เรามีกุญแจจะไขเข้ามาเอง เข้าใจตามนี้นะคะ ”
“น้องฟางมีกุญแจเหรอจ๊ะ” หัวหน้าพยาบาลถาม
“มีค่ะ ฟางรับกุญแจจากล็อบบี้แล้วมาเปิดบ้านหลังนี้เอง”
หญิงสาวพนมมือขึ้นอีกครั้ง แล้วใช้สองมือผลักบานประตูออกไป สายลมยังพัดกระหน่ำอย่างรุนแรงก้อนดินก้อนหินปลิวกระเด็นเข้ามา คนที่ไม่ได้อยู่ในวงเชือกหลบกันให้จ้าละหวั่น
“มันชักจะมากไปแล้วนะ ทำไมไม่สื่อสารกับเราดีๆ ้าอะไรก็น่าจะบอก ถ้ายังไม่หยุดเขย่าพวกเรา จะหาว่าเราไม่เตือน ฟางะโก้องออกไป..พูดกับใคร ? ไม่มีใครรู้ เธอยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายที่ไม่หวังดีหยุดการขว้างปา แจ่เปล่าเลยกลับมีเสียงฮาป่าโหยหวนเขย่าขวัญลอยมาตามลมนักศึกษาหญิงที่อยู่ในบ้านหลายคนปืดหน้าร้องไห้ ด้วยสุดจะทนต่อความกดดันแบบนี้
“ ถ้าเช่นนั้นคงต้องเจอกันหน่อยล่ะ ” เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมสงบศึกและไม่สนใจในคำพูดของเธอ เธอจึงชูมือขึ้นไปเหนือศรีษะเหมือนรับอะไรบางอย่างจากอากาศ คุณพระช่วย ธนู..ธนูมาจากไหนจู่ๆก็มาปรากฎอยู่ในมือของสาวน้อยรูปร่างอ้อนแอ้นบอบบาง มันเป็ธนูคันใหญ่รูปร่างสวยงาม ซึ่งมองยังไงสาวน้อยขนาดนี้ก็ไม่น่าจะน้าวคันธนูไหว แต่..หญิงสาวขึ้นลูกศรพร้อมน้าวคันธนูเต็มเหนี่ยวแล้วยิงออกไปทันที โดยไม่เสียเวลาต่อรองอะไรอีก เมื่อพูดอะไรแล้วไม่ฟังเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงๆๆ พร้อมทั้งสะเก็ดไฟที่ตกลงมาราวกับห่าฝนเสียงหวีดร้องระเบ็งเซ็งแซ่เต็มไปด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัส ป่าแตกครึกๆด้วยสรรพเสียงของสัตว์ใหญ่ขนาดช้างวิ่งหนีเสียงไม้ไร่หักระเนระนาด เสียงนั้นค่อยๆห่างออกไป ห่างออกไป จนในที่สุดป่าทั้งป่าก็เงียบสนิท เงียบจริงๆแม้แต่หรีดหริ่งเนไรสักตัวก็ไม่กรีดปีก มันเงียบผิดปกติ
“เราออกไปที่ลานหน้าบ้านกันเถอะ” ฟางพูดขึ้น ทุกคนที่อยู่ในเชือกค่อยชักแถวตามกันออกไป เงียบกันไปทั้งสองฝ่ายทั้งมนุษย์และุ์ ท่านผู้พิพากษาช่างสังเกตุเห็นว่าธนูคันใหญ่ในมือของฟางหายไปแล้ว แต่ไม่กล้าถามที่มาที่ไปอันสุดแสนพิศดารของธนูคันนี้ ทันใดนั้นลมที่เพิ่งสงบเมื่อกี้นี้ก็เริ่มพัดมาอีกแต่ไม่แรงมากนักและไม่มีก้อนอิฐก้อนหินปนมาเหมือนตอนแรก และแล้วทุกคนก็เกิดอาการขนหัวลุกบังเกิดอาการหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจปากสั่นงั่กๆ
“ ถ้าท่านทำร้ายคนของเราแม้เท่ารอยแมวข่วน เราจะเผาป่านี้ให้ราบท่านและลูกสมุนของท่านจะไปอยู่ไหนได้ก็เชิญ”ฟางะโก้องร้องบอกสิ่งที่มองไม่เห็น และแล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมันเย็นยะเยียบและแฝงความดุดันจับขั้วหัวใจ
“ก็คนของเ้าทำร้ายเราก่อน”
“ ใครกัน เราคิดว่าคนของเรา หมายถึงที่มากับเราเท่านั้นนะ คงไม่มีใครไปทำอะไรพิเรนแน่ๆ”
“มันอยู่ในบ้าน ลากคอมันออกมาให้เรา”เสียงนั้นตะคอกใส่ ฟางคิดในใจว่าน่าจะเป็เสียงผู้หญิงที่เกรี้ยวกราดมากๆ
“คนในบ้านทั้งสามหลังทั้งหมดอยู่ในความดูแลของเรา คงส่งให้ท่านไม่ได้ แต่..” ฟางยังไม่ทันจะพูดจบเสียงกรี๊ดแหลมยาวบาดแก้วหูก็ดังขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว
“ เ้าอวดดีอยากลองดีกับข้ารึ”
“เปล่าเลยแม่นาง เรากำลังจะบอกว่าน่าจะมีวิธีขอขมาลาโทษเพื่อจะได้ไม่ต้องเป็เวรเป็กรรมต่อกันและกัน ท่าน้าสิ่งใดแต่ต้องไม่ถึงแก่ชีวิตนะเราจะให้ และใครทำร้ายท่านขอให้บอกมา บางทีน้องๆเ่าั้อาจทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ แม่นางผู้เป็ใหญ่แห่งผืนป่านี้ปกครองดูแลที่นี่มาหลายพันปีได้โปรดอภัยให้ลูกหลานผู้โง่เขลาด้วยเถิด”
เสียงนั้นเงียบไปสักพัก
“ เห็นแก่เ้าที่พูดจารู้จักที่ต่ำที่สูง เห็นแก่บุญบารมีที่เ้าสู้สร้างสมบำเพ็ญมาหลายภพหลายชาติ จริงๆแล้วบรรดาลูกสมุนของข้า้าสูบเืพวกมันจนตายในคืนนี้ แต่ข้าขอไว้เพื่อเ้า เอาเถอะพามันมาที่ต้นตะเคียนที่มันไปทำอัปรีย์ไว้ แล้วให้มันกรีดเืบัดพลีสังเวยิญญาอันหิวโหยของสมุนข้าสามกองรอบต้นตะเคียน เ้าจะว่าอย่างไร”
“ เราตกลง แต่ต้องขอกลับเข้าไปในบ้านก่อนเพื่อหาตัวคนผิด เมื่อพบแล้วจะนำไปทำพิธีให้ ว่าแต่ระหว่างทางที่ไปและขณะกรีดเืสังเวย เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคณะของเราจะปลอดภัย”
“ เราให้สัญญาพวกเ้าจะปลอดภัย” เสียงอันไร้ที่มาที่ไปนั้น
เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุก
ขบวนของสาวน้อยมหัศจรรย์ค่อยๆถอยหลังกลับเข้าบ้าน ฟางไขกุญแจเข้าไป สภาพของทุกคนในบ้านน่าเวทนายิ่งนัก ใบหน้าขาวเผือด นั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงก นั่งเบียดชิดกันเป็กลุ่ม ทายไม่ยากเลยสำหรับคนที่ไปก่อเื่เข้าไว้ เขานั่งปิดหน้าร้องไห้อย่างขวัญเสียเป็ที่สุด
“เธอ..ฟางชี้นิ้วไปที่เขา เด็กหนุ่มวัยมหาลัยที่ห้าวจนเจอดีสะดุ้งโหยง
“ครับ..ครับพี่”เขาเงยหน้าขานรับตะกุกตะกัก
“เธอ ไปทำอะไรที่ต้นตะเคียน บอกมาดีๆไม่งั้นคืนนี้เธอตายแน่” เด็กหนุ่มปิดหน้าร้องไห้โฮๆอย่างไม่อายใคร
“ พี่ช่วยผมด้วยครับ ช่วยผมด้วยผมยังไม่อยากตาย” เขาคลานเข่าเข้ามาหาฟางกอดขาเธอไว้แน่นร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไร้สติ หญิงสาวพยายามแกะมือเขาออก แต่ก็ไร้ผล สติสตังเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วตอนนี้ และแล้วทุกคนก็ได้เห็นสาวน้อยมหัศจรรย์แสดงอภินิหารอีกครั้ง ฟางชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นมาสองนิ้วแล้วจิ้มไปที่กลางศรีษะของเด็กหนุ่มเขาหงายหลังตึงแน่นิ่งไปในทันที
“ เอ้า! เพื่อนๆของน้องช่วยจับเขานอนในท่าที่สบายๆหน่อยซิ เขาไม่เป็อะไรหรอก เดี๊ยวประชุมแผนเสร็จแล้วพี่จะปลุกเขาเอง เพราะถ้าขืนปล่อยให้ร้องไห้โฮๆแบบนี้ มีหวังได้ตายหมู่กันแน่คืนนี้” ฟางร้องบอก
“ พี่ๆคะฟางขอปรึกษาหน่อยค่ะ” หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิตรงนั้นนั่นเอง ทุกคนลงนั่งตามและล้อมวงเข้ามาฟังอย่างตั้งใจ
“พี่ภัทรคะ เรามีเซ็ทเย็บแผลมามั๊ยคะ”
“ มีจ้ะ เซ็ทให้น้ำเกลือก็พร้อมนะ”หัวหน้าพยาบาลตอบ
“ หมอชาญคะ หมอจะช่วยเป็คนกรีดข้อมือน้องเค้าหน่อยได้มั๊ยคะ เ้าตัวคงไม่มีสติสตังจะทำอะไรได้ ดีไม่ดีกรีดลึกตัดเส้นเืใหญ่ไปจะยุ่ง” ฟางหันไปพูดกับหมอหนุ่ม เขาพยักหน้า
“ ได้..ได้สิ” เขาตอบตะกุกตะกักตัวยังสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจในสติสัมปชัญญะของตัวเองเช่นกัน ฟางมองหน้าชายหนุ่มอย่างเห็นใจแล้วเธอก็โน้มตัวไปโอบกอดเขาอย่างให้กำลังใจ ขณะที่มือของเธอลูบแผ่นหลังเขา ปากเธอก็ขมุบขมิบแล้วพ่นลมพรวดใส่หน้าหมอชาญจนเขาหน้าหงาย ดูเหมือนเขาจะกลับมาเป็นายแพทย์หนุ่มคนเดิมที่ถึงพร้อมซึ่งวิชาชีพ
“ เรา้าหมอนะคะ พร้อมมั๊ย”
“ พร้อมครับผมเต็มร้อย” เขาตอบหนักแน่น ฟางยิ้มอย่างพอใจ
“ เอาล่ะ ในฐานะแพทย์หมอต้องวางแผนแล้วว่าจะต้องเตรียมอะไรบ้างเผื่อฉุกเฉิน”
“ โอเคเื่นั้นผมรับไว้เอง พี่ภัทรกับปออยู่ทีมผมนะครับ ป่ะเราไปเตรียมเครื่องมือกัน”
“ ทีนี้ก็เหลือทางนี้เป็หน่วยกล้าตาย ไฟฉายจากมือมือติดไปให้พร้อม ฟางกับผู้พันจะอารักขาให้หมอขณะทำพิธีรอบต้นตะเคียน ท่านผู้พิพากษากับหนุ่มๆรายล้อมอยู่รอบๆอาวุธที่พอฉกฉวยหาได้ให้ถือติดมือไป เพราะบางทีอาจไปเจอสัตว์งูเงี้ยวเขี้ยวขออย่าประมาท โดยเฉพาะมีดสำคัญมาก เส้นทางที่เดินอาจไม่ราบเรียบอย่างถนนในเมือง จะใกล้ไกลแค่ไหนก็ยังไม่รู้ ทุกคนหาเสื้อคลุมแขนยาวใส่ไปด้วยนะ ถ้าหนาวปุปปับขึ้นมาอย่างเมื่อกี้ละเสร็จเลย”
“ พี่ครับๆ” เสียงน้องในกลุ่มผู้ลี้ภัยพูดพร้อมกับยกมือขึ้นขอแสดงความคิดเห็น
“ว่าไง”
“ เผื่อนะครับ เผื่อว่า..ไอ้โชคมันเสียเืมากจนหมดสติเราควรเตรียมแคร่หามแบบง่ายๆ เช่น หาไม้ไผ่สองลำยาวสักสองเมตรแล้วหาผ้ามาขึงให้มันนอน แล้วช่วยกันแบกหามกลับ”
“ กู๊ดไอเดียร์เลยไอ้น้อง” หมอชาญพูดขึ้น
“ งั้นเดี๋ยวผมกับหนุ่มๆจะไปตัดไม้ไผ่ข้างบ้านสักสองลำ”ท่านผู้พิพากษาพูดพร้อมกับเลือกเด็กหนุ่มที่หน่วยก้านดีๆสองคน ร้องบอกให้คนหนึ่งไปหยิบมีดในครัว
“ งั้นแต้วจะไปเอาผ้าปูที่นอนก่อนนะคะไว้ทำแคร่”
“ปอไปดูมีดในครัวหน่อยจ้ะมีเท่าไหร่เอามาให้หมดเผื่อต้องใช้”
“ ค่ะพี่ฟาง” แต้วรับคำพร้อมกับลุกเข้าครัวไป
เมื่อทุกอย่างพร้อม คน อาวุธ เวชภัณฑ์ ก็เตรียมออกเดินทางตามคำบอกเล่าของโชคที่ฟางปลุกขึ้นมาพร้อมทั้งอธิบายแผนการทั้งหมดให้ฟัง แน่นอนล่ะเขาเป็อีกคนที่ฟางต้องให้กำลังใจ เด็กหนุ่มดูพร้อมกว่าหมอชาญเสียอีก เขาสำนึกผิดและไม่กลัวตายทำให้เพื่อนๆของเขามีกำลังใจฮึกเหิม มีเด็กหนุ่มสาวอีกหลายคนอยากตามมา แต่ฟางขอเป็คณะเดิมเพื่อการดูแลที่ง่ายขึ้น ขณะที่ลงมาถึงลานหน้าบ้าน อีกสองบ้านก็เปิดประตูออกมาถามไถ่กันให้เซ็งแซ่ ท่านผู้พิพากษาจึงต้องยกมือขึ้นเป็เชิงสงบศึกแล้วบอกว่า
“ กลับเข้าไปอยู่ในบ้านกันก่อน เื่มันยาวเดี๋ยวค่อยคุยกัน” ทุกคนจึงทะยอยกันกลับเข้าบ้านทั้งที่สงสัยเต็มแก่ แล้วคณะผู้ผจญภัยก็เคลื่อนขบวนกันลงเนินไป จากคำบอกเล่าของโชคถึงตำแหน่งของต้นตะเคียนซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของลำธาร ถ้าข้ามลำธารตรงบ้านพักของเหล่านักศึกษาเดนตายไปได้ก็เดินตรงไปอีกประมาณ500เมตร ก็จะถึงต้นตะเคียน ตามทางที่เดินกันมาจนถึงลำธารค่อนข้างสะดวกสบายเพราะเป็ทางที่รีสอร์ททำไว้
แต่การลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามค่อนข้างทุลักทุเล เพราะพื้นด้านล่างเป็ก้อนหินเล็กบ้างใหญ่บ้างตะปุ่มตะป่ำไปหมด บาง่ลึกถึงหน้าอก บาง่น้ำค่อนข้างไหลเชี่ยวต้องเกาะพยุงกันอีนุงตุงนังไปหมด
“ ผมไม่น่าทำความลำบากให้พวกพี่ๆเลย” โชคบ่นขึ้นเบาๆอย่างขอลุแก่โทษ
“ มึงก็ช่างสรรหาที่ทางจะไปหนอไอ้โชค”เพื่อนชายคนหนึ่งบ่นขึ้น
“คืบก็ป่า ศอกก็ป่านะน้อง พี่ว่าตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรกันเลย” เสียงผู้พันพูดให้สติ ขึ้นฝั่งมาได้ก็โล่งอกตามๆกัน คราวนี้มีดพร้าที่เตรียมมาได้ใช้งานแล้วเพราะต้นวัชพืชเอย เถาวัลย์เอยขึ้นให้รกครึ้มไปหมด ต่างช่วยกันฟันช่วยกันถางเข้าไปตามทางที่โชคบอก
“ แล้วตอนเข้ามึงเข้าไป
ยังไวะไอ้โชคไอ้หอกหัก” เพื่อนคนหนึ่งที่ฟันกิ่งไม้จนหอบแฮกเริ่มสบถ
“ ก็ค่อยๆมุดเข้าไป” เขาว่า
ในที่สุดก็บุกป่าฝ่าหนามกันเข้ามาจนถึงโคนต้นตะเคียน ดูเหมือนเ้าแม่จะรักษาสัญญาว่าทั้งคณะจะปลอดภัย เพราะไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทเกิดขึ้นเลยในระหว่างการเดินทาง
“ โอ้โฮ! ต้นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ” ผู้พันร้องขึ้น 4 – 5 คนโอบเลยนะนี่
“ นี่เหรอที่เ้าแม่บอกเธอไปทำร้ายท่านก่อน” ฟางพูดพร้อมกับยกมือขึ้นแตะเบาๆตรงรอยที่มีการแกะสลักสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง ซึ่งตอนนี้มียางตะเคียนไหลออกมาเป็ทางซึ่งทุกคนที่เห็น สาบานได้ว่านี่มันเืชัดๆ
“ โอ๊ย.ย.ย กูอยากจะบ้า ไอ้โชคนะไอ้โชค ที่อื่นมีให้เล่นถมถืดทำไมมึงไม่ไปเล่น มึงมาทำพิเรนอะไรตรงนี้”
“ กูก็แค่อยากแสดงความเป็เ้าของ”
“ นี่พญาไม้เลยนะ” ฟางว่า
“ เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆแล้วย้อนเวลากลับไปก็คงไม่ได้ ถือผิดเป็ครูก็แล้วกัน อย่าทำอีก หมอชาญคะเริ่มเถอะค่ะ” ฟางเอ่ยขึ้น
การตระเตรียมวางแผนมาอย่างมืออาชีพทำให้งานสะดวกขึ้น หมอชาญพูดกับโชคว่า
“ เจ็บหน่อยนะ แต่นายต้องทน เพราะเ้าแม่คงเจ็บไม่แพ้นาย ดูสิเืเ้าแม่ยังไหลอยู่เลย” หมอหนุ่มพูดพร้อมกับชี้มือไปยังาแของต้นตะเคียนที่หนุ่มพิเรนอยากจะแสดงความเป็เ้าของ
“ ผมพร้อมรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นกับตัวผม เริ่มได้เลยครับ”
หนุ่มโชคพูดพร้อมกับยื่นแขนขวาไปให้หมอ
“ แขนซ้ายดีกว่า เผื่อนายต้องใช้มือขวาเขียนหนังสือ ”
“ อ๋อ..ได้ครับ”
“ พี่ภัทรขอใบมีดชายธง” หัวหน้าพยาบาลส่งถุงมือยางให้ก่อนเมื่อเห็นเขาสวมถุงมือเรียบร้อยแล้วจึงส่งสำลีแอลกอฮอล์ เขารับมาแล้วจัดการเช็ดทำความสะอาดไปยังบริเวณที่จะกรีดใบมีดลงไป แล้วจึงหันกลับมาหยิบมีดผ่าตัดแบบชายธงที่ภัทราฉีกออกจากซองสเตอร์ไลท์เตรียมไว้ให้บรรดาหนุ่มๆนักศึกษารวมทั้งโชครู้สึกทึ่งในการเตรียมงานของเหล่าพี่ๆสมกับเป็มืออาชีพจริงๆ
“ หันหน้าไปทางอื่น กัดฟันไว้” หมอบอกชายหนุ่มเคราะห์ร้ายเบาๆ
“ พวกเธอที่ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้อย่ามองนะหันหน้าไปทางอื่น ี้เีพยาบาลคนเป็ลมเพิ่ม แค่คนเดียวนี่ก็พอแล้วพอแล้ว..เหนื่อย” หัวหน้าพยาบาลบอก ทันทีมีดชายธงกรีดลงที่ข้อมือของเขา ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก หมอชาญรีบกดข้อมือเขาลงต่ำ คุณพระช่วย ทันทีที่เืไหลพรูออกจากข้อมือของผู้เซ่นสังเวย ลมเริ่มพัดอู้กิ่งไม้โยกไหวเอนราวถูกจับเขย่า เสียงประหลาดกรีดดังขึ้นราวกับดีใจที่ได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะถูกปาก ป่าทั้งป่าราวกับมีชีวิตมันเหมือนจะเต้นได้ขยับกิ่งก้านใบไหวกราว
“ อย่าใเขามารับเครื่องบัดพลีสังเวยน่ะ ทุกคนประจำตำแหน่งตามที่ได้รับมอบหมาย อย่าตื่นอย่าวิ่งหนีเด็ดขาดจำเอาไว้” ฟางประกาศก้อง
“ ย้ายจุดเถอะหมอ ตรงนี้ได้รับเยอะแล้ว” ฟางกล่าวเตือน พร้อมทั้งออกเดินนำ หมอโชคใช้ผ้าก๊อสที่ภัทราส่งให้ปิดปากแผลแล้วจับจูงโชคให้เดินตาม ปอยื่นแอมโมเนียไปให้โชคสูดดมเป็ครั้งคราว แต้วขนาบข้างอย่างเฝ้าสังเกตุอาการพร้อมทั้งสะพายหีบเวชภัณฑ์กู้ชีพตามไปด้วย อ้อมมาได้เกือบครึ่งต้นไม้ก็เริ่มปล่อยเืให้รินหลั่งอีกครั้ง คราวนี้เสียงโห่ฮาป่าอย่างลิงโลดของสิ่งที่ตามนุษย์มองไม่เห็นดังยิ่งกว่าครั้งแรก เืพลักๆออกมาจากาแ ใบหน้าของโชคเริ่มซีดเผือด และแล้ว..
“ เราไม่อนุญาตให้พวกเ้ามาสูบเืจากกายหยาบของมนุษย์ผู้นี้ ถอยออกไป๊” เสียงฟางร้องตวาดอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น มีเสียงคล้ายคนเหยียบกิ่งไม้ลั่นกรอบแกร็บคล้ายกำลังถอยออกไป
“ ไปจุดที่สามเถอะหมอ โชคเธอไหวรึป่าว” ฟางถามโชคด้วยความห่วงใย
“ ไหวครับพี่อีกจุดเดียว”
และแล้วจุดแห่งการหลั่งเืท่วมพื้นปฐีก็สิ้นสุดลงท่ามกลางความโล่งในหัวอกหัวใจของทุกๆคน และแล้วเปลหามดัดแปลงมาจากต้นไผ่และผ้าปูที่นอนก็ได้ใช้จริงๆ เมื่อจู่ๆขณะที่เดินทางกลับเกือบถึงลำธารโชคที่เดินเป๋ไปเป๋มาก็ทรุดฮวบลงเพราะหน้ามืดจากการเสียเื ทีมวัดความดันตรงรี่เข้าทำงานทันที ตามด้วยทีมประกอบเปลหามก็กางผ้าปูที่นอนทบสองชั้นมัดเข้ากับไม้ไผ่ที่เตรียมมา
“ 40/0 หมอ ปอรายงานเพ้าส์จับไม่ได้รัวเป็ตีกลองเลย”
“ โห! ”
หมอหนุ่มอุทานแล้วทีมให้น้ำเกลือก็เข้ามาทำงานทันทีอย่างฉับไว แม้กระทั่งการยกคนป่วยขึ้นเปล ท่านผู้พากษาที่รูปร่างสูงใหญ่กว่าเพื่อนเป็ผู้อาสาถือถุงน้ำเกลือขนาด1000ซีซีซึ่งต้องยกชูขึ้นสุดแขนตลอดเวลา ผู้พันกับเพื่อนคนป่วยหามด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็ของเพื่อนโชคอีกสองคนที่ตามมา ทุลักทุเลที่สุดก็ตอนข้ามลำธาร เนื่องจากสี่คนหามจะไถลลื่นหรือล้มไม่ได้ ผู้พันจึงจัดให้สี่สาวมายืนเป็พี่เลี้ยงให้ผู้ชายทั้งสี่คอยจับเป็หลักกันเสียการทรงตัว
ซึ่งจริงๆแล้วโดยสภาพสาวๆก็แทบจะเอาตัวไม่รอดเเล้วเมื่อตอนขามา แต่ครั้งนี้พวกเขาฝากทุกอย่างไว้กับพวกเธอ ิญญาของการปกป้องเข้าสิงเต็มที่จึงทำให้ทั้งสี่สาวแหย่เท้าแต่ละข้างออกไปด้วยความระมัดระวัง คือค่อยๆแหย่ลงไปก่อนแล้วค่อยๆคลำดูว่าเรียบหรือไม่จึงค่อยลงน้ำหนักลงไป เพราะมือของสี่หนุ่มทหารกล้าจับอยู่ที่บ่าของพวกเธอ
แต่ละก้าว แต่ละก้าวผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ไม่อยากจะนึกภาพเลยถ้ามีใครสักคนเสียหลักไถลลื่นล้มลง แล้วเสียการทรงตัวไปทั้งขบวน โชคที่ช็อคพราะเสียลือดมากไม่ได้สติสมประดีจะเป็อย่างไร มืดก็มืดน้ำก็ไหลเชี่ยวจะคว้าตัวเค้าไว้ได้ทันมั๊ย ฟางไม่อยากจะนึกถึงเลยได้แต่ภาวนาถ้าเธอยังไม่ถึงฆาต เธอจะต้องผ่านพ้นมันไปให้ได้ และแล้วโชคก็เข้าข้างโชค
เหล่าบรรดานักศึกษาที่มีความเป็ห่วงเป็ใยการทำภาระกิจในครั้งนี้ ทนที่จะนั่งรอนอนรออยู่ไม่ได้ต่างชวนกันมารอรับอยู่ริมฝั่งลำธาร พอเห็นแสงไฟวับๆแวบๆต่างก็ส่งเสียงกู่ร้องทักทาย ฝ่ายผู้พันก็กู่ตอบ ต่างใจมากันทั้งสองฝ่าย บางส่วนใจกล้าลุยน้ำลงมาช่วยผลัดเปลี่ยนการแบกหามคนเจ็บ พอขึ้นฝั่งได้เท่านั้นแหละผู้พันของเราก็หงายผึ่งลงไปกับพื้นเลย ฝ่ายผู้พิพากษาก็สะบัดแขนเร่าๆเพราะต้องชูมือสูงสุดหัว แม้ว่าจะได้สลับซ้ายขวาบ้างก็ตาม เล่นเอาเหน็บกินเลยทีเดียว
เมื่อขึ้นมาถึงลานหน้าบ้าน บรรดาพวกที่รออยู่ก็กรูกันออกมาจากบ้าน สอบถามกันให้แซด ฟางและคณะพยาบาลเลี่ยงพาคนป่วยขึ้นบ้านไป หลังจากจัดที่ทางให้โชคได้นอนในที่ๆเหมาะสมแล้ว หมอชาญจึงเข้ามาตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ขอยาฉีดบำรุงหัวใจ หลังฉีดยาความดันดีขึ้นเล็กน้อย
“ เย็บปิดปากแผลเถอะ” เขาบอกเบาๆ พลางแกะผ้าก๊อสที่ปิดแผลเด็กหนุ่มไว้ชั่วคราวออก พี่ภัทราเตรียมแกะเซ็ตซูเจอร์ ปอส่งขวดแอลกอฮอล์ให้หมอล้างมือ แล้วงานเย็บแผลก็เริ่มขึ้น
“ หอมกลิ่นอะไรน่ะ คล้ายๆข้าวต้ม” แต้วร่อนจมูกไปในอากาศ ป้าพิมพ์กับสาวๆที่เหลือก็ไม่เป็อันหลับอันนอน ยิ่งมีกลุ่มหนึ่งต้องออกไปทำภาระกิจ แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดว่าไปทำอะไรกัน แต่เห็นหายไปนานผิดปกติเลยชักชวนกัน
ออกมาหุงหาอาหารไว้เผื่อทุกคนกลับมาจะหิว
“ รอบคอบมากเลยป้าพิมพ์ พวกเราใช้พลังงานไปเยอะ หิวซ่กเลยค่ะ” ฟางว่า
“ถ้างั้นก็รับทานกันเลยค่ะข้าวต้มกุ้งร้อนๆ”
“รอไรล่ะกินเลย”ผู้พันปรี่เข้าหาหม้อข้าวต้มเป็รายแรก
“ เอ้า..น้องๆเชิญจ้ะ คงจะหิวกันทุกคน”หัวหน้าพยาบาลเอ่ยชวน
“ แล้วพอจะมีใครเล่าอะไรให้พวกเราฟังได้บ้างหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น” ภรรยาของท่านผู้พิพากษาเอ่ยขึ้นอย่างร้อนใจและใคร่รู้
“ เดี๋ยวผมเล่าเองก็แล้วกันในฐานะที่าุโสุด”
“ ดีค่ะ” ฟางเอ่ยสนับสนุน แล้วเื่ราวต่างๆก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างระเอียดสมกับอาชีพของท่าน ทุกคนเงียบกริบนั่งฟังอ้าปากหวอ แม้แต่กลุ่มภาระกิจเองก็ฟังอย่างทึ่งที่สุด ไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ในเหตุการณ์ เหมือนได้แสดงหนังแต่ไม่ได้แสดง เพราะมันคือเื่จริง
ไก่ป่าขันแล้ว ทุกคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้นอน มีเหล่านักศึกษาที่นั่งหลับนกไปบ้าง โชคถูกวัดความดันทุกครึ่งชั่วโมง เขาดีขึ้นเรื่อยๆและลืมตาขึ้นเมื่อเวลา 6 โมงเช้าพอดี ในป่าเวลานี้ฟ้ายังสลัว ป้าพิมพ์และสาวๆทั้งฝ่ายเราและฝ่ายนักศึกษาช่วยกันชงกาแฟแจก เราเตรียมเครื่องปิ้งขนมปังมาด้วย เลยเป็มื้อเช้าแบบฝรั่งไป หลังจากหมอชาญตรวจเช็คสภาพร่างกายคนป่วยอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็ลงความเห็นว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาให้ยาแก้ปวดและแก้อักเสบติดตัวไปอีกจำนวนหนึ่งและพยาบาลวิชาชีพท่านหนึ่งก็เข้าไปแนะนำวิธีการดูแลาแต่อที่บ้าน
พอฟ้าแจ้งแสงแดดส่องสว่างทั้งสองฝ่ายก็แยกย้ายกันไปเก็บข้าวของเพื่อเตรียวตัวกลับ แน่นอนไม่มีคณะใดอยากอยู่ต่อ จะมาอีกหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เหล่านักศึกษาเข้ามาอำลาพวกพี่ๆ โชคร้องไห้อีกครั้ง เขากอดทุกคนที่ร่วมผจญภัยและช่วยเหลือเขาในครั้งนี้
“ ผมคงลืมเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้แน่นอน” เขาเอ่ยขึ้น
“ มันแน่อยู่แล้วล่ะไอ้น้อง” ผู้พันว่า
รถตู้ของนักศึกษเเล่นห่างออกไปจนลับตาแล้ว
“ เอ้า พวกเราขึ้นรถปิ๊กบ้านกันเต๊อะ” ผู้พันร้องบอก
“ เดี๋ยวค่ะ อย่าเพิ่งขึ้นใครมารถคันไหนให้ไปคันนั้น แล้วทำตามฟางนะคะ รถตู้คันที่หนึ่ง ป้าพิมพ์ขึ้นรถ แต้วขึ้นรถ ปอขึ้นรถ พี่ภัทรา โชเฟอร์ แล้วก็ฟางขึ้นรถ รถเต็มแล้วค่ะ โชเฟอร์ออกรถได้” รถตู้คันที่หนึ่งค่อยๆแล่นออกไป ฟางโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถะโบอก
“ ถ้าใครไม่อยากได้ของแถมกลับไปให้ทำอย่างนี้นะคะ..
บ๊าย..บาย ”