คนเฝ้าก้นเหวหมุนตัวพุ่งเข้าขวางหน้าทั้งสองคนทันที ดาบที่เพิ่งผ่อนลงถูกยกขึ้นสกัดทิศทางเสียงฝีเท้าอย่างไม่ลังเล ทุกกล้ามเนื้อในร่างเกร็งพร้อมปะทะ เฟยหลงถอยกลับไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ส่วนชิงหยวนก็ดึงกระบี่ออกจากฝักพร้อมกันในเสี้ยววินาทีเดียวกัน ทั้งสามยืนหันหลังชนกันเป็รูปสามเหลี่ยมโดยไม่ต้องนัดหมาย ราวกับร่างกายเข้าใจสถานการณ์เร็วกว่าความคิด
เงาสีน้ำตาลตัวเล็กพุ่งทะลุพุ่มไม้ออกมา — กวางป่าตัวหนึ่งที่ใเสียงคนจนวิ่งหนีสุดขีด กระโจนข้ามพวกเขาไปแล้วหายลับเข้าไปในความมืดอีกฟาก เสียงกิ่งไม้แตกที่ตามมาค่อยๆ เบาลงจนเงียบสนิท
ทั้งสามคนหยุดหายใจไปพร้อมกันครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยลมหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความโล่งใจปนความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย มือของเฟยหลงที่กำแน่นอยู่ยังคงสั่นจากความใที่พุ่งพล่านในร่างกายโดยไม่มีที่ระบาย
—
แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างเรือนยอดไม้ส่องกระทบใบหน้าคนเฝ้าก้นเหวเต็มที่เป็ครั้งแรกนับั้แ่ชิงหยวนมาถึงเขาที่เคยยืนอยู่ในเงามืดตลอดการเผชิญหน้าเมื่อครู่ ตอนนี้เผยใบหน้าให้เห็นชัดโดยไม่รู้ตัวเพราะความวุ่นวายจากกวางป่า
ชิงหยวนเบิกตากว้างขึ้นทันที คราวนี้ไม่ใช่เพราะเฟยหลง แต่เพราะใบหน้าของคนเฝ้าก้นเหวเอง เขาถอยหลังไปครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว ปากอ้าค้างราวกับเห็นผี กระบี่ในมือที่เพิ่งเงื้อขึ้นพร้อมรบหล่นตกลงข้างตัวโดยไม่รู้สึกตัว เขานึกภาพใบหน้านั้นในความทรงจำอยู่หลายครั้งตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกครั้งจบลงด้วยความสิ้นหวังว่าคงไม่มีวันได้เห็นอีก
“อาจารย์อา…” เสียงของเขาสั่นเครือจนแทบไม่เป็คำ “ท่านยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หรือ ทุกคนในสำนักเชื่อว่าท่านตายไปแล้วั้แ่คืนที่ศิษย์น้องของท่านถูกทรยศ ไม่มีใครพบศพ แต่ก็ไม่มีใครเห็นท่านอีกเลยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ท่านเ้าสำนักเองก็เคยเอ่ยถึงท่านด้วยน้ำเสียงเศร้าเสียใจทุกครั้งที่มีโอกาส บางปีถึงกับจัดพิธีรำลึกให้ท่านเงียบๆ โดยไม่บอกใครในสำนักว่าทำไปเพื่ออะไร”
เฟยหลงที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกพื้นดินใต้เท้าสั่นคลอน นี่คือครั้งแรกที่เขารู้ว่าคนเฝ้าก้นเหวมีตัวตนอยู่ในโลกยุทธ์มาก่อน มีชื่อเสียงมากพอที่คนอย่างท่านเ้าสำนักจะจดจำได้ ทั้งที่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับอดีตของคนเฝ้าก้นเหวเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่เขาถามเื่อดีต คนเฝ้าก้นเหวมักเบี่ยงประเด็นไปพูดเื่การฝึกแทนเสมอ ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็เพียงนิสัยไม่ชอบพูดมาก แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่ามันคือการปิดบังตัวตนที่แท้จริงมาโดยตลอด
—
“เ้าจำข้าได้อย่างไร” คนเฝ้าก้นเหวถามเสียงเรียบ แต่มือที่กำดาบยังคงเกร็งอยู่ ราวกับยังไม่แน่ใจว่าจะยอมรับตัวตนของตัวเองต่อหน้าคนอื่นดีหรือไม่
“ท่านเคยสอนวิชาพื้นฐานให้ข้าตอนที่ข้ายังเป็ศิษย์นอก ก่อนท่านจะหายไป” ชิงหยวนตอบพลางยิ้มบางๆ ทั้งที่แววตายังคงสั่นไหวจากความตื่นตะลึง “ท่านเป็คนแรกที่สอนข้าว่าฝีมือไม่ใช่ทุกอย่าง ข้าจำคำพูดนั้นได้ขึ้นใจมาตลอด แม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้วก็ตาม เมื่อครู่ที่แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าท่าน ข้าแทบไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง”
คนเฝ้าก้นเหวหลับตาลงชั่วขณะ ราวกับความทรงจำบางอย่างพรั่งพรูกลับเข้ามาพร้อมกัน “ข้าจำเ้าได้เลือนราง เด็กหนุ่มที่ถามคำถามมากกว่าใครในชั้นเรียน จนอาจารย์คนอื่นๆ มักบ่นว่าเ้าน่ารำคาญ แต่ข้ากลับชอบคำถามพวกนั้น เพราะมันแปลว่าเ้าคิดจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่องจำตามที่สอน”
—
ความเงียบปกคลุมทั้งสามคนอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงแมลงกลางคืนที่ยังคงดังอยู่ไม่ขาดสาย ราวกับป่าทั้งผืนไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีความลับสำคัญถูกเปิดเผยอยู่ตรงนี้
“อาจารย์อา” ชิงหยวนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาก สายตาเหลือบไปทางเฟยหลงแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาที่คนเฝ้าก้นเหว “มีเื่หนึ่งที่ข้าไม่เคยบอกใครมาตลอด แม้แต่ท่านเ้าสำนักของข้าเอง”
เฟยหลงรู้สึกลมหายใจของตัวเองแ่ลง ััได้ว่าคำพูดต่อไปจะเปลี่ยนความเข้าใจของเขาที่มีต่อทุกอย่างไปตลอดกาล
“ั้แ่ข้ารู้ว่าเฟยหลงอาจยังไม่ตาย ข้าไม่ได้ตามหาเขาเพียงเพราะหน้าที่ที่ท่านเ้าสำนักมอบหมายเท่านั้น” ชิงหยวนพูดช้าๆราวกับกำลังเลือกคำอย่างระมัดระวังที่สุด สายตาเหลือบมองเฟยหลงแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาจ้องคนเฝ้าก้นเหว “ข้าตามหาเขาเพราะข้าติดสัญญาไว้กับคนคนหนึ่งเมื่อสิบกว่าปีก่อน คนที่ข้าไม่เคยลืมแม้แต่วันเดียว”
คนเฝ้าก้นเหวเลิกคิ้วเล็กน้อย “ใครกัน”
“ศิษย์ของท่าน อวี้เหมย” ชิงหยวนตอบ เสียงเริ่มสั่นเครืออีกครั้งเมื่อเอ่ยชื่อนั้นออกมา
เสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เฟยหลงมองสลับไปมาระหว่างชิงหยวนกับคนเฝ้าก้นเหว ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังฟังเื่ราวของคนแปลกหน้าสองคน หรือกำลังเห็นอดีตอันซับซ้อนของคนที่เขาคิดว่ารู้จักดีที่สุดค่อยๆ เผยตัวออกมาทีละชั้น
—
คนเฝ้าก้นเหวลืมตาขึ้นทันที สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเป็ครั้งแรกในค่ำคืนนี้ ดวงตาที่เคยเ็านิ่งสงบกลับสั่นไหวด้วยอารมณ์บางอย่างที่เฟยหลงไม่เคยเห็นมาก่อน มือที่กำด้ามดาบสั่นขึ้นจนเห็นได้ชัด “เ้าพูดเื่อะไร นางไม่เคยเอ่ยถึงเ้าต่อหน้าข้าสักครั้ง”
“นางไม่เคยบอกท่านจริงๆ” ชิงหยวนตอบเสียงแ่ลง ก้มหน้าเล็กน้อยราวกับกำลังเผชิญกับความเ็ปที่เก็บซ่อนไว้นานที่สุด “เพราะนางกับข้า…เรารักกัน อาจารย์อา เป็ความลับที่เราสองคนเก็บไว้ไม่ให้ใครรู้ ไม่กล้าบอกแม้แต่ท่าน หนึ่งคืนก่อนที่นางหายตัวไป นางมาหาข้าดึกมาก สีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ขอให้ข้าช่วยจับตาดูครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเชิงเขาให้ห่างๆโดยไม่บอกเหตุผล เพียงบอกว่าหากมีเื่ผิดปกติเกิดขึ้นกับพวกเขา ให้ส่งข่าวมาหานางทันทีไม่ว่านางจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ข้าไม่เคยกล้าถามนางตรงๆ เพราะรู้ว่านางคงมีเหตุผลสำคัญ และเพราะข้าไม่เคยปฏิเสธนางได้สักครั้งเดียวในชีวิต”
เฟยหลงรู้สึกร่างกายทั้งตัวแข็งค้าง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เขาไม่เคยคาดคิดว่าเื่ราวจะพลิกไปไกลถึงขนาดนี้ ไม่กี่ลมหายใจก่อนหน้านี้ เขายังคิดว่าตัวเองกำลังฟังปมของคนอื่น แต่ตอนนี้เส้นด้ายทุกเส้นกำลังโยงกลับมาหาชีวิตของตัวเขาเองอย่างช้าๆ และหนักหน่วงขึ้นทุกคำพูด
“ต่อมาไม่นานข้าก็ได้ข่าวว่าครอบครัวนั้นเสียชีวิตด้วยโรคระบาดทั้งบ้าน เหลือเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่รอดมาได้และท่านเ้าสำนักรับไปเลี้ยงเป็การส่วนตัว” ชิงหยวนเล่าต่อ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครืออีกครั้ง “ข้าพยายามส่งข่าวไปหานางตามที่รับปากไว้ แต่ไม่เคยได้รับคำตอบกลับมาเลย จนวันหนึ่งข้าจึงรู้ว่านางถูกทรยศเสียชีวิตไปพร้อมกับคืนเดียวกับที่ท่านหายตัวไปนั่นเอง”
ความทรงจำเลือนรางเกี่ยวกับพ่อแม่ที่เฟยหลงแทบนึกหน้าไม่ออกอีกแล้วพลันผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว ภาพบ้านเล็กๆกลิ่นควันไฟ เสียงหัวเราะที่จำได้เพียงลางๆ
—
“ศิษย์ของท่านรู้จักพ่อแม่ของข้าได้อย่างไร” เฟยหลงถามขึ้นแทรก เสียงสั่นเครือทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัว “ทำไมนางถึงได้ไปขอให้เขาช่วยดูแลครอบครัวข้าเป็การส่วนตัวเช่นนั้น”
คนเฝ้าก้นเหวนิ่งเงียบไปนาน สายตาหลบเลี่ยงทั้งเฟยหลงและชิงหยวน มองออกไปยังความมืดของหุบเหวราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเองว่าจะเปิดเผยความจริงมากแค่ไหนในคืนนี้ นิ้วที่กำด้ามดาบเริ่มสั่นเบาๆ เป็ครั้งแรกนับั้แ่เฟยหลงรู้จักเขา
“ตอนที่ข้าช่วยเ้าขึ้นมาจากบ่อน้ำิญญาคืนนั้น ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเ้าเป็ใคร” คนเฝ้าก้นเหวพูดแทรกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเฟยหลงเอ่ยถาม เสียงแ่เบาที่สุดเท่าที่เฟยหลงเคยได้ยิน “เห็นเพียงเด็กหนุ่มาเ็สาหัสคนหนึ่งที่ต้องช่วยไว้ก่อนจะตายเท่านั้น จนเ้าฟื้นขึ้นมาบอกชื่อตัวเองในอีกหลายวันต่อมา ข้าถึงได้จำได้ว่าเ้าคือลูกของครอบครัวที่ข้าติดหนี้ไว้ นับั้แ่วันนั้นข้าจึงตัดสินใจรับภาระดูแลเ้าเองแทนที่จะบอกความจริงให้เ้ารู้”
“ข้าไม่รู้ว่านางไปหาชิงหยวนเื่นี้เอง” เขาพูดต่อ “นางรู้เื่ครอบครัวเ้าจากปากข้าเองต่างหาก ข้าเองเป็คนติดหนี้พวกเขา หนี้ที่ใหญ่กว่าที่เ้าจะจินตนาการได้ในตอนนี้ นางคงเป็ห่วงจนตัดสินใจลงมือเองโดยไม่บอกข้าสักคำ นั่นแหละคือตัวนางเป็แบบนั้นมาตลอด ใจดีเกินกว่าจะปล่อยให้ข้ารับภาระอะไรไว้คนเดียว”
ชิงหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังทบทวนความทรงจำเก่าอีกครั้งด้วยความเข้าใจใหม่ “อวี้เหมยไม่เคยบอกข้าเช่นกันว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร ข้าคิดมาตลอดสิบกว่าปีว่าเป็เพียงคำขอที่ไม่มีที่มา จนวันนี้ข้าถึงได้รู้ว่ามันหนักหนากว่าที่ข้าเคยคิดไว้มากนัก”
“หนี้อะไร” เฟยหลงถามทันที เสียงสั่นเครือจนแทบไม่เป็คำ ทั้งกลัวและอยากรู้คำตอบไปพร้อมกัน มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ นี่คือคำตอบที่เขารอคอยมาทั้งชีวิตโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังรอคอยอยู่
ชิงหยวนยืนนิ่งไม่พูดอะไรอีกต่อไป ปล่อยให้เป็เื่ระหว่างคนเฝ้าก้นเหวกับเฟยหลง แม้สายตาจะเต็มไปด้วยความอยากรู้ไม่แพ้กัน
คนเฝ้าก้นเหวหลับตาลงอีกครั้ง ริมฝีปากขยับราวกับกำลังรวบรวมความกล้าที่สะสมไว้มาทั้งชีวิต “พ่อของเ้า…”
เขาอ้าปากจะพูดต่อ แต่เสียงสัญญาณควันดังแหลมขึ้นจากทางทิศเหนือ ใกล้กว่าครั้งก่อนหน้ามาก ตัดบทสนทนาให้ขาดกลางคัน
ทั้งสามคนหันขวับไปทางเสียงนั้นพร้อมกัน สีหน้าของคนเฝ้าก้นเหวที่เพิ่งอ่อนโยนลงชั่วขณะกลับแข็งกร้าวขึ้นทันที คำตอบที่เฟยหลงรอคอยมาทั้งชีวิตยังคงค้างอยู่กลางอากาศ ไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินในคืนนี้