ตอนที่ 137 ศาสตร์พลังลี้ลับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
พลังของอักขระ
นี่คือการค้นพบใหม่ที่เมอร์ลินไม่เคยอ่านได้จากหนังสือ
แม้หนังสือจะบอกเล่าเกี่ยวกับเวทมนตร์โบราณมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีหนังสือเล่มใดที่พูดถึงเรื่องนี้เลย
“บางทีเพราะมันอาจจะเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณก็เป็นได้ หากพวกเขาไม่กำหนดศาสตร์วิญญาณเป็นศาสตร์ต้องห้าม บางนี้พวกเขาอาจจะค้นพบเรื่องนี้” เมอร์ลินวิเคราะห์ความเป็นไปได้ออกมา
ซึ่งมันก็ไม่เกินจริงนัก เพราะศาสตร์วิญญาณเป็นศาสตร์ต้องห้ามสำหรับคนยุคนี้จริงๆ
พวกเขาไม่ได้กล่าวหาว่ามันเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายเหมือนเช่นที่ศาสนจักรมักจะทำ แต่พวกเขาให้เหตุผลว่าศาสตร์วิญญาณนั้นเป็นอันตรายกับผู้ศึกษาและคนรอบข้าง
มันยังมีรายงานการวิจัยหลายเล่มที่พูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงที่ว่าผู้ศึกษาศาสตร์วิญญาณมักจะพบจุดจบคือความวิปลาส ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะสังหารผู้คนเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตนเอง มันจึงถูกวางเป็นศาสตร์ต้องห้ามนับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา
ใบหน้าของเมอร์ลินมืดมนเมื่อคิดถึงเรื่องนี้
“ดูเหมือนว่าฉันจะไม่สามารถบอกเรื่องการค้นพบนี้กับใครได้ ...”
ความจริงหากเมอร์ลินทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ออกไปว่ามีการค้นพบพลังใหม่ที่ไม่ใช่พลังที่ถูกค้นพบมาแล้ว
นักเวทยาศาสตร์ได้ระบุพลังลึกลับพื้นฐานในโลกนี้ได้แก่ พลังเวท พลังเจตจำนง พลังศรัทธา พลังปีศาจ และพลังอสูร ซึ่งอ้างอิงมาจากที่สิ่งมีชีวิตใช้ในการบ่มเพาะ
นักเวทบ่มเพาะพลังเวท อัศวินบ่มเพาะพลังเจตจำนง นักบวชบ่มเพาะพลังศรัทธา ปีศาจบ่มเพาะพลังปีศาจ และมนุษย์ในร่างอสูรหรือสัตว์อสูรนั้นบ่มเพาะพลังอสูร
นักเวทยาศาสตร์เรียกพลังเล่านี้ว่า “ห้าพลังลี้ลับพื้นฐาน”
หากเมอร์ลินสามารถค้นพบพลังลี้ลับใหม่ขึ้นมา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลายเป็นหนึ่งในตัวตนที่ระบุไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ก็เป็นได้
เมื่อถึงตอนนั้นการที่จะกลายเป็น “จ้าว” ก็คงไม่ได้ไกลเกินไปนัก
น่าเสียดายที่พลังอักขระนี้เกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณซึ่งเป็นศาสตร์ต้องห้าม อีกทั้งนี้ตอนนี้เมอร์ลินก็ยังไม่รู้ถึงผลเสียของการประทับอักขระลงบนดวงวิญญาณของตนเอง นอกจากจะมีพลังอักขระแผ่ออกมา
“ฉันไม่อาจแพร่งพรายเรื่องนี้ให้กับคนอื่นรู้ได้ แม้แต่พ่อก็ตาม”
เมอร์ลินตัดสินใจแล้วว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร
ตอนนี้เขามีเข็มกลัดสีเงิน นั่นหมายความว่าเขาเป็นนักวิชาการคนหนึ่งแล้ว ย่อมสามารถตัดสินใจในผลงานยังไงก็ได้
แม้จะรู้ว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณเป็นศาสตร์ต้องห้าม แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามที่จะศึกษาในเรื่องนี้อยู่ดี
ทว่าในเวลาต่อมาเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ...
“คุณเมอร์ลิน ... คุณเมอร์ลิน ...”
เสียงของมาร์เทลลอดออกมาจากบานประตู
เมอร์ลินหยุดการทดลองแล้วเดินไปเปิดประตู
“มีอะไรหรอ? มาร์เทล”
มาร์เทลที่เห็นเด็กน้อยเปิดประตูออกมา ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
“วันนี้คุณไม่ไปมหาลัยหรอครับ?”
ปกติแล้วเมอร์ลินเป็นคนที่ตรงเวลามาก แต่วันนี้นอกจากที่มาร์เทลจะไม่เห็นเมอร์ลินข้างล่างแล้ว เวลานั้นล่วงเลยผ่านไปนานมากจนถึงช่วงสายแต่เด็กน้อยก็ยังไม่ปรากฏตัว มาร์เทลจึงต้องขึ้นมาตามด้วยตัวเอง
เมอร์ลินที่ได้ยินดังนั้นก็หยิบนาฬิกาพกของตนเองขึ้นมา แล้วเขาก็พบว่าตนเองทำการทดลองจนถึงเช้า
ทั้งนี้เขาเองก็รู้สึกเพลียบ้างแล้ว
“วันนี้น่าจะไม่ไปแล้วล่ะครับ?”
มาร์เทลทำหน้าประหลาดใจและเอ่ย “เป็นอะไรรึป่าวครับ?”
เมอร์ลินส่ายศีรษะ
“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่ทำการทดลองเพลินไปนิดหน่อย อีกเดี๋ยวผมจะลงไปกินอาหารเช้าข้างล่างครับ”
“ได้ครับ”
มาร์เทลรับคำก่อนจะลงไปข้างล่าง
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยโดดเรียนเพื่ออยู่บ้าน จะบอกว่าเด็กคนนี้เหลวไหลก็ไม่ใช่ เพราะห้องที่มาร์เทลไปตามนั้นเป็นห้องทำงาน ไม่ใช่ห้องนอน
เด็กคนนี้ไม่ได้โกหก เขาทำงานจนหามรุ่งหามค่ำจริงๆ
แน่นอนว่ามาร์เทลต้องรายงานเรื่องทุกอย่างให้กับออสตินได้รับรู้
อย่างไรก็ตาม แม้ออสตินจะรู้แต่เขาก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาอย่างแน่นอน เพราะเขาเองก็เป็นนักวิชาการคนหนึ่ง ซึ่งเรื่องพวกนี้นั้นถือว่าธรรมดามากสำหรับพวกเขา
ในอาทิตย์นี้เมอร์ลินศึกษาเรื่องศาสตร์วิญญาณเป็นพิเศษ เขาไล่อ่านหนังสือหรือรายงานทางวิชาการเกี่ยวกับวิญญาณมากมาย
ทั้งนี้ยังทดลองนำอักขระรูนอื่นๆ เข้าไปประทับลงบนดวงวิญญาณของเขาด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ง่ายเลยแม้แต่น้อย
เมอร์ลินใช้เวลาหนึ่งคืนสำหรับการประทับอักขระรูนอักขระแรกลงไป เมื่อเขาพยายามประทับอักขระรูนอื่น เขาต้องใช้เวลามากเป็นเท่าตัว
สาเหตุเป็นเพราะดวงวิญญาณที่มีรูนประทับจะเหมือนกับแม่เหล็กขั้วเดียวกัน มันจะต่อต้านอักขระรูนตัวอื่นไม่ให้เข้าใกล้ ยิ่งประทับอักขระรูนลงไปมากเท่าไหร่ แรกผลักก็จะยิ่งมากขึ้นไปด้วย นั่นทำให้เมอร์ลินประทับอักขระได้ยากเช่นกัน
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เมอร์ลินพึ่งจะประทับอักขระรูนลงไปได้สี่อักขระ
แน่นอนว่าเขาสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงและจดบันทึกอยู่ตลอดเวลา
กลายเป็นว่าเขาได้ละทิ้งงานวิจัยสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิก่อนหน้านี้ไว้ชั่วคราว และตอนนี้เขาก็มุ่งมั่นทำการวิจัยการประทับอักขระลงในดวงวิญญาณของเขาเพียงอย่างเดียว
เมอร์ลินจดบันทึกการทดลองบนสมุดเล่มหนา
“วันนี้เมื่อประทับอักขระที่สี่คลื่นพลังเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จากที่คลื่นพลังอักขระที่ไร้รูปร่างไร้สีสัน บัดนี้กลับปรากฏให้เห็นเป็นคลื่นพลังสีขาวอ่อนและเห็นเค้ารางเป็นสีฟ้าบ้างเป็นครั้งคราว”
เด็กน้อยวางปากกาแล้วตั้งจิตสำรวจคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากดวงวิญญาณอีกครั้ง
“หรือคลื่นพลังนี้จะแสดงรูปลักษณ์เป็นสีสันได้?”
เมอร์ลินรีบจดการคาดการณ์ของเขาออกมา
เวลานี้เขาไม่ได้สนใจสิ่งอื่น แม้แต่นิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าที่ใกล้จะตีพิมพ์ออกมา ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดคลื่นยักษ์ระลอกหนึ่งในวงการวิชาการได้เลย
อย่างที่รู้กันว่าเด็กน้อยนั้นมีนิสัยกับการจดจ่อ หากเขาสนใจสิ่งใดเขาจะไม่สนใจสิ่งอื่น
กิจวัตรประจำวันของเขาจึงมีอยู่แค่อ่านหนังสือกับประทับอักขระรูนลงไปบนดวงวิญญาณเท่านั้น
ยิ่งเมอร์ลินประทับอักขระลงบนดวงวิญญาณได้มากเท่าไหร่ ความยากของมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น อย่างไรก็ตามการประทับอักขระไม่ได้มีแค่พลังอักขระที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีพลังของดวงจิตของเขาที่เพิ่มขึ้นด้วย
ในทุกครั้งที่เขาทำการประทับอักขระ ดวงจิตของเขาก็ยิ่งได้รับการขัดเกลา ยิ่งดวงจิตแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ นั่นก็หมายความว่าประสาทการรับรู้ของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
น่าเสียดายที่เมอร์ลินไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงจะรู้ว่าตนเองได้มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือ ...
“พลังจิต” นั่นเอง!
สำหรับพลังจิต แม้เทวยาศาสตร์จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่พวกเขาก็ไม่ปฏิเสธถึงการมีอยู่ของมัน
พลังจิตนั้นเหมือนกับพลังวิญญาณ มันจัดอยู่ในศาสตร์ลี้ลับประเภทเดียวกัน แต่ก็ไม่ใช่ศาสตร์ต้องห้ามเหมือนศาสตร์วิญญาณ
ตัวตนของผู้ใช้พลังจิตนั้นมีอยู่น้อยมาก อีกทั้งประโยชน์ของพลังจิตยังน้อยกว่าการใช้พลังเวท นั่นจึงทำให้พลังจิตไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน “ห้าพลังลี้ลับพื้นฐาน”
ผู้ฝึกฝนพลังจิตไม่สามารถยืดอายุขัยของตนเองได้เหมือนนักเวท อีกทั้งการใช้พลังจิตยังส่งผลต่อสมอง เพราะการใช้งานทำให้สมองต้องทำงานอย่างหนัก ผู้ใช้พลังจิตส่วนใหญ่จึงมักจะมีเส้นผมที่ขาวโพรนหรือผมร่วงจนโล้นโกรน
ศาสตร์แห่งพลังจิตจึงนับว่าเป็นศาสตร์ลี้ลับที่สร้างภาระให้กับผู้ใช้อย่างหนึ่ง
เพียงแต่ผู้ใช้พลังจิตที่เป็นนักเวทนั้นมีน้อยนัก และส่วนมากผู้คนจะมองว่ามันไร้ประโยชน์ในการฝึกฝน พวกเขาจึงเน้นไปที่การบ่มเพาะพลังเวทมากกว่า
พลังจิตของเมอร์ลินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สาเหตุย่อมเป็นเพราะดวงจิตที่ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ประทับอักขระลงไปในดวงวิญญาณ
ในขณะที่เมอร์ลินกำลังหมกมุ่นอยู่กับการสลักอักขระลงบนวิญญาณอยู่นั้น เวลาก็เดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จนในวันหนึ่งนั้นเองนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าของฉบับเดือนนี้ก็ถูกเผยแพร่ออกมา