“เป็นอย่างไร ไม่เลวใช่หรือไม่” หมิงเถี่ยจู้ย่อตัวลงแล้วใช้นิ้วเขี่ยใบหน้าของหมิงเป่าจูให้อีกฝ่ายดู
เหล่าซื่อผงกศีรษะก่อนล้วงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนออกไป
หมิงเถี่ยจู้รีบรับไว้เมื่อเห็นเงินสองตำลึงเต็มๆ ซึ่งสูงกว่าราคาที่ตั้งไว้เมื่อครู่ ก็ยิ้มไม่หุบ
เงินมาถึงมือแล้วหมิงเถี่ยจู้ก็ไม่สนใจความเป็นความตายของหมิงเป่าจูอีกต่อไปวางแผนจะไปหาความสำราญที่หอชุยเซียงซึ่งมีชื่อเสียงในเมืองนี้
ใกล้ค่ำแล้วหลี่ไหวฺอวี้กับหมิงเป่าอวี้ไม่เห็นหมิงเป่าจูกลับมาเสียที
หลี่ไหวฺอวี้ให้หมิงเป่าอวี้อยู่เฝ้าบ้านส่วนตนเองก็เข้าไปตามหาในเมือง
ถนนเข้าเมืองมีเพียงสายเดียวระหว่างทางบังเอิญพบหมิงเถี่ยจู้เดินเมามายกลับมาด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องเดิมทีไม่คิดจะใส่ใจ แต่ชั่วขณะที่เดินผ่านก็ได้ยินอีกฝ่ายพึมพำบางอย่างออกจากปากจึงหยุดฝีเท้าในทันที
“น้องชาย น้องชายแสนประเสริฐของข้า เจ้าเก่งกาจนักมิใช่หรือ หืม? ถ้ามีปัญญาเจ้าก็ไปปกป้องบุตรสาวของเจ้าเดี๋ยวนี้เลยสิ ฮ่าๆๆ”หมิงเถี่ยจู้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สังเกตเห็นดวงตาแดงก่ำปานจะสูบเลือดกินเนื้อของคนข้างกายสักนิด
หลี่ไหวฺอวี้คว้าข้อมือของหมิงเถี่ยจู้ใช้นิ้วโป้งกดไปที่จุดสำคัญแล้วบิดแขนทั้งสองข้าง ก่อนจะจับเขาลงไปนอนคว่ำกับพื้นแล้วใช้หัวเข่ากดไว้
“เจ้าเห็นหมิงเป่าจูหรือไม่”น้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับมารร้ายที่ลงมายังโลกมนุษย์
“โอ้ เจ้ารู้เรื่องแล้วรึ ฮ่าๆพี่ชายอย่างข้ารำลึกในความสัมพันธ์ทางสายเลือด หางานที่ดีให้บุตรสาวของเจ้าไม่มีทางถูกกระทำทารุณ เจ้ายังไม่รีบขอบคุณข้าอีกรึ”
ใบหน้าของหมิงเถี่ยจู้แนบอยู่บนพื้นเขาพยายามเอี้ยวศีรษะหันมามอง ทว่าเบื้องหน้าสายตามีแต่เงามืดสลัวจึงนึกว่าหลี่ไหวฺอวี้เป็นบิดาของหมิงเป่าจู
“คนอยู่ที่ใดกันแน่”
หลี่ไหวฺอวี้ได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ไม่แจ้งชัดแต่ก็พอจับใจความโดยรวมได้ ต้องเกิดเรื่องบางอย่างกับหมิงเป่าจูเป็นแน่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ มือยิ่งบีบแรงขึ้นเรื่อยๆ
“อ๊าก!”
หมิงเถี่ยจู้ร้องลั่นความเจ็บปวดทำให้เขาได้สติขึ้นมาบ้าง รู้แล้วว่าคนที่กดหลังตนเองอยู่คือผู้ใด
“ขะ...ข้าขายนางให้กับตลาดมืดที่ถนนเหนือในเมืองไปแล้ว โอ๊ย!”
ฝ่ามือประดุจเหล็กกระชากศีรษะตามมาด้วยการเตะซ้ำอีกสองครั้ง จนหมิงเถี่ยจู้ตัวงอไม่มีแม้แต่กำลังจะร้องขอความเมตตา
หลังจากได้สติกลับมาอีกครั้งหลี่ไหวฺอวี้ก็หายไปนานแล้ว หมิงเถี่ยจู้ข่มความเจ็บปวดแล้วค่อยๆ คลานกลับบ้านไป
หลี่ไหวฺอวี้เร่งฝีเท้าด้วยความร้อนใจไม่นานนักก็มาถึงถนนเหนือ แต่กลับไม่เห็นคนตั้งแผงลอยแม้แต่แผงเดียว
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือตลาดมืดมีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือไม่ทำการค้ายามวิกาล พอถึงยามโพล้เพล้ใกล้ค่ำเหล่าพ่อค้าทาสต่างก็เก็บข้าวของกลับบ้านกันไปหมดแล้ว
ขณะที่กำลังจนปัญญาว่าจะเริ่มลงมือจากที่ใดหลี่ไหวฺอวี้ก็ต้องสะดุ้งตกใจเพราะเสียงเคลื่อนไหวจากมุมกำแพง
เป็นขอทานมอมแมมคนหนึ่งกำลังหยิบขนมเปี๊ยะเหลือทิ้งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยดินยัดใส่ปากทีละน้อยๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่นี่พักอาศัยอยู่ที่ใด” หลี่ไหวฺอวี้มองเหยียดจากที่สูงไปยังขอทานผู้นั้นเขาไม่เคยแสดงอำนาจดุดันเช่นนี้ในบ้านของหมิงเป่าจูมาก่อน
ขอทานพยักหน้าแล้วส่ายหน้าทันที ก่อนจะเก็บของเหลือบนพื้นขึ้นมากินต่อ
“ถ้าเจ้าบอกข้า ของสิ่งนี้จะเป็นของเจ้า”
หลี่ไหวฺอวี้ล้วงจี้ประดับชิ้นหนึ่งออกมาจากคอเสื้อที่ปลายเชือกสีแดงมีหยกเลี่ยมทองอย่างดีชิ้นหนึ่ง
แม้ว่าขอทานจะไม่รู้จักของประเภทหยกแต่ก็รู้ว่าต้องเป็นของมีราคา เขาลุกขึ้นเข้าไปกระชากมันมาจากคอของหลี่ไหวฺอวี้พลางจดจ้องจี้หยกชิ้นนั้นด้วยสายตาวาวโรจน์
หลี่ไหวฺอวี้ไม่หลบเลี่ยง“ตอนนี้จะพาข้าไปได้หรือยัง”
ขอทานพาหลี่ไหวฺอวี้ไปทีละบ้านขณะที่หลี่ไหวฺอวี้กระโดดขึ้นไปบนหลังคาเพื่อสำรวจสภาพภายในบ้านเขาก็ยืนรอรับลมอยู่ข้างนอกอย่างเชื่อฟัง ไม่ฉวยโอกาสหลบหนีนับว่าเป็นคนที่รักษาสัญญาคนหนึ่ง
จนกระทั่งมาถึงหลังที่ห้าในที่สุดหลี่ไหวฺอวี้ก็พบเบาะแส เรือนหลังเล็กมาก แต่กลับมีลานสวนกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยกรงเหล็กขนาดใหญ่มากมายหลี่ไหวฺอวี้มองปราดเดียวก็เห็นหมิงเป่าจูถูกขังอยู่ในนั้น
เขายืนอยู่บนหลังคาโบกมือให้กับขอทานบอกเป็นนัยให้เขาไปได้แล้ว ก่อนจะพลิกตัวกระโดดเข้าไปในลานด้านในอย่างคล่องแคล่วและไร้สุ้มเสียง
หมิงเป่าจูตื่นขึ้นมาได้สักพักแล้วด้วยเพราะสูดกลิ่นเหม็นที่โชยมาปะทะจมูก ตอนนั้นนางยังอยู่ในตลาดมืดแต่มิได้ลืมตาขึ้น เพียงแค่หรี่ตาเล็กน้อยสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ
หลังจากตระหนักได้ถึงสถานการณ์ของตนเองแล้วก็แกล้งหลับตาหมดสติต่อไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดกรงเหล็กก็เริ่มโคลงเคลงไปมา เสียงดังจอแจรอบด้านค่อยๆ เงียบลงดูเหมือนว่าตนเองจะถูกหามเข้ามาในเรือนหลังหนึ่ง
จนกระทั่งรอบด้านไร้สุ้มเสียงแล้วโดยสิ้นเชิงถึงกล้าลืมตาขึ้น
ด้านข้างก็เป็นกรงเหล็กเหมือนกับนางในนั้นยังมีคนถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน มีทั้งชายหญิง ทั้งหมดต่างหลับอยู่
มีเสียงหัวเราะดังมาจากในเรือนเห็นเงาสะท้อนของเหล่าบุรุษกำลังร่ำสุรากันอยู่
หมิงเป่าจูพยายามจะปลดโซ่ตรวนแต่ทดลองมาครึ่งวันก็ไร้ประโยชน์
ทันใดนั้นมีคนกระโดดลงมาจากหลังคาอย่างเงียบเชียบหมิงเป่าจูตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่พอเห็นผู้มา ขอบตาเจ้ากรรมของนางก็เริ่มแดงรื้น
“ท่านมาได้อย่างไร” อันที่จริงนางอยากถามว่าเขาหานางพบได้อย่างไรมากกว่า
“ไม่เป็นไรแล้ว ข้าจะพาเจ้าออกไป”
หลี่ไหวฺอวี้มองไปโดยรอบไม่รู้ว่าไปหาเหล็กเส้นหนึ่งมาจากที่ใดหมิงเป่าจูเห็นเขาสอดเหล็กเส้นเข้าไปในแม่กุญแจ ขยับเพียงเล็กน้อยก็สะเดาะแม่กุญแจได้อย่างง่ายดาย
“ว้าย ผีหลอก”
ขณะที่หลี่ไหวฺอวี้พยุงหมิงเป่าจูเดินออกมาคิดจะกระโดดขึ้นไปบนหลังคา ก็ไม่รู้ว่ามีเสียงกรีดร้องออกมาจากกรงใด ทำให้ทุกคนในเรือนตื่นตระหนกเพียงชั่วพริบตาบุรุษพร้อมอาวุธครบมือสี่ห้าคนก็วิ่งออกมาจากข้างใน
หลี่ไหวฺอวี้ผลักหมิงเป่าจูไปอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยก่อนแล้วเข้ามารับมือกับคนเหล่านั้น
หมิงเป่าจูรู้ว่าเขาเป็นวรยุทธ์แต่วันนี้เขามามือเปล่า ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีทั้งมีดดาบครบมือจึงอดไม่ได้ที่จะวิตกกังวล
แต่หลี่ไหวฺอวี้คล่องแคล่วปราดเปรียวเขาชิงมีดเล่มใหญ่มาจากหนึ่งในนั้น เมื่อในมือมีอาวุธ การต่อสู้ก็ยิ่งช่ำชอง
คนเหล่านั้นดูเหมือนจะกำยำล่ำสันแต่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนฝึกยุทธ์เช่นหลี่ไหวฺอวี้ เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็พ่ายแพ้นอนเจ็บระเนระนาดบนพื้น
“ไปกันเถอะ” หลี่ไหวฺอวี้โยนมีดทิ้งแล้วเดินเข้าไปจูงมือหมิงเป่าจูจะพานางไป
“ช้าก่อน”
หมิงเป่าจูเดินเข้าไปกลางกลุ่มของชายร่างใหญ่บนพื้นอย่างอาจหาญแล้วคลำไปที่เอวของพวกเขาก่อนดึงพวงกุญแจออกมา หลังจากนั้นก็เปิดกรงทีละกรงปล่อยคนที่ถูกลักพาตัวมาขายเหล่านั้นออกไป
หลังจากคนไปกันหมดแล้วนางก็ยังคงไม่ไป หลี่ไหวฺอวี้จึงถามว่า “เจ้าคิดจะทำอะไรอีก”
หมิงเป่าจูทอยิ้มเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดแต่หลี่ไหวฺอวี้กลับรู้สึกเย็นวาบอย่างบอกไม่ถูก
วันรุ่งขึ้น
มีรถเข็นคันหนึ่งปรากฏอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอบนนั้นมีชายฉกรรจ์หลายคนซ้อนทับกันอยู่
ทั้งหมดถูกจับมัดไพล่หลังด้วยเงื่อนห้าบุปผา[1] ที่หน้าอกมีแผ่นไม้แขวนคอไว้ด้านบนเขียนว่าข้าผู้นี้คือพ่อค้าทาสมักก่อกรรมทำเข็ญเป็นเนืองนิจ ความผิดบาปยากจะให้อภัยขอวอนใต้เท้านายอำเภอโปรดลงทัณฑ์
การมีอยู่ของคนเหล่านี้นายอำเภอย่อมรู้แต่ปกติแล้วคนเลวทรามต่ำช้าเหล่านี้จะไปรวมตัวกันที่ถนนเหนือ ไม่มีใครกล้าไปก่อกวนจึงต้องลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งมาโดยตลอด
บัดนี้มีคนส่งพวกเขามาถึงที่ว่าการเรื่องดีที่ช่วยเพิ่มคะแนนนิยมในการบริหารเช่นนี้ นายอำเภอจะไม่รับได้อย่างไร
ทั้งหมดถูกส่งเข้าคุกรอรับโทษตัดศีรษะหลังฤดูใบไม้ร่วงตามกฎหมาย
ทันทีที่มีข่าวแพร่ออกมาชาวบ้านต่างก็ล่ำลือถึงจอมยุทธ์ไร้นามที่ออกหน้าเพื่อผดุงคุณธรรมลงโทษคนชั่วส่งเสริมความดี
มีนิทานเรื่องเล่าขานมากมายที่อ้างอิงจากเรื่องนี้แม้แต่พ่อค้าทาสคนอื่นๆ ที่ถนนเหนือต่างก็ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมไปอีกยาวนาน
ส่วนหมิงเป่าจูพอได้ยินว่าเรื่องราวของพวกเขาสองคนถูกคนนำไปแต่งเป็นเรื่องราวลึกลับมหัศจรรย์ก็ไปเล่าเรื่องตลกขบขันนี้ให้หลี่ไหวฺอวี้ฟัง
เชิงอรรถ
[1] เงื่อนห้าบุปผา เป็นวิธีการมัดคนแบบหนึ่ง โดยคล้องเชือกรอบคอรั้งไปด้านหลังแล้วนำส่วนที่เหลือพันแขนทั้งสองข้างรวมถึงข้อมือที่ไพล่หลังไว้ทำให้ผู้ถูกมักขยับตัวได้ยาก