ผมคิดว่าผมเองก็ทำได้ดีนะ แต่อาจจะดีไม่พอสำหรับการเป็เทพเ้า
รินนาริคนั่งขมวดคิ้วจ้องมองผมเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะให้โอกาสผมอีกรอบหรือว่าจะเฉดหัวผมลงไปชดใช้กรรมในนรกโทษฐานแชร์โพสสร้างความเกลียดชัง
“์ไม่ได้ทำงานร่วมกับนรก เพราะงั้นสบายใจได้ อย่างมากเราก็แค่ส่งให้คุณกลับไปสู่ความว่างเปล่าเท่านั้น” รินนาริคพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย ฟังดูไม่เหมือนการล้อเล่นเลยซักนิด ผมไม่แน่ใจว่าการกลายเป็ความว่างเปล่าฟังดูดีกว่าหรือเปล่า แต่ถ้าถามผม ผมว่าไม่
“หมายความว่าผมไม่ผ่านใช่ไหมครับ” ผมรู้สึกใจหายวูบ
“ผมอาจจะต้องถามคำถามคุณอีกซักสองสามข้อเพื่อประกอบการตัดสินใจ” รินนาริคกล่าวต่อด้วยท่าทีจริงจัง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแสดงท่าทีกดดันมากขนาดนั้น บางทีอาจจะเป็ธรรมเนียนปฏิบัติของเทพเ้าอะไรทำนองนั้นก็ได้
“ยินดีครับ” ผมไม่แน่ใจว่าควรตอบแบบนั้นไม่จริงๆหรือเปล่า
“สำหรับคุณ เทพเ้าคืออะไร” รินนาริคถาม ซึ่งคำถามแรกมาก็โหดหินซะแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมแทบไม่เคยตระหนักถึงการมีอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเื่ลี้ลับเหนือธรรมชาติมาก่อน เทพเ้าในความคิดผมอย่างมากก็คือสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เอาไว้ยึดเหนียวจิตใจในตอนที่ผู้คนรู้สึกไร้ที่พึ่งเท่านั้น
แต่เดี๋ยวนะ ถ้าเขาอ่านใจผมออก แล้วการพยายามคิดหาคำตอบที่ดูสวยหรูที่สุดสำหรับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้มันจะไปมีประโยชน์อะไรล่ะ ก็ในเมื่อสุดท้ายรินนาริคจะรู้อยู่ดีว่านั่นไม่ใช่ใจจริงของผม
ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ผมตัดสินใจทำสิ่งที่ผมคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดในการสัมภาษณ์งาน ก็คือการเลือกคำที่ทำให้กรรมการประทับใจในตัวเรามากที่สุด “จากมุมมองของผม เทพเ้าคือตัวตนบริสุทธิ์ที่มีตัวตนคาบเกี่ยวกับระหว่างอำนาจอันน่าเกรงขามกับความเมตตาอันแสนน่าไว้วางใจ สิ่งแรกที่ผมคิดตอนได้ยินคำว่าเทพเ้าคือแสงสว่างในตอนที่ไร้ซึ่งหนทาง เปรียบเสมือนความหวังทั้งปวงครับ” ผมเชื่อว่าคำตอบเ่าั้ที่ค่อนๆไปทางอวยเหล่าเทพจะทำให้สิ่งที่ผมพูดมันดูน่าประทับใจ เทพเ้ามักชอบให้ยกยอปอปั้นอยู่แล้วด้วยนี่
“ฟังดูประดิษฐ์ไปนิด แต่ก็เอาเถอะ” รินนาริคพึมพำก่อนจะจดขยุกขยิกลงไปบนเอกสารตรงหน้าเขา
ผมสะดุ้ง ก่อนจะพยายามสะบัดหัวไล่ความคิดที่เสี่ยงต่อการถูกหักคะแนนเ่าั้ออกไป ถึงอย่างนั้นมันก็ควบคุมอยากอยู่ดีไอ้เื่ความคิดเนี่ย
“บอกผมทีว่าถ้าหากคุณได้เป็เทพเ้า ต่อจากนี้อีกหนึ่งร้อยปีคุณคาดหวังจะได้เห็นตัวเองเป็ยังไง” รินนาริคถาม ผมอ้าปากค้าง
ชิบหายละ คำถามอะไรวะเนี่ย!
ผมอึ้ง ไม่มีใครแน่ๆที่คิดว่าในซักวันตัวเองจะต้องมาเจอกับถามอะไรแบบนี้ แน่นอนว่ามันทำให้ในหัวของผมโล่งไปหมด ปกติแค่ห้าปีสิบปียังพอตอบได้ แต่ร้อยปีเนี่ยนะ แถมยังในฐานะเทพเ้าด้วย ผมควรจะตอบคำถามไปในทางไหนดีล่ะเนี่ย
“ผมคาดหวัง...ในการเติบโตครับ” ผมพยายามแถๆไปก่อน “การเติบโตในฐานะเทพเ้า ผมอยากจะเห็น...เอ่อ...ให้มันเกิดการก่อตั้งลัทธิบูชาผม ผมหมายถึงผมอยากเห็นมนุษย์กลับมาศรัทธาในเทพเ้าอีกครั้ง และผมจะต้องทำให้ตัวเองมั่นใจว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น ผมจะต้องได้รับการเคารพบูชาและยกย่องเฉกเช่นเหล่าเทพในอดีตครับ” ให้ตายเถอะ ผมเพิ่งจะพูดเื่ที่น่าขนลุกสุดๆออกไปซะแล้ว
“อืม…” รินนาริครับฟังด้วยท่าทีเรียบเฉย ดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าเป็กรรมการที่เป็มนุษย์ปกติผมอาจจะพอคาดเดาทางแววตาได้บ้างว่าเขากำลังสนใจในสิ่งที่ผมพูดหรือไม่ แต่ชายตรงหน้ากลับแตกต่างออกไป ถึงตาเขาจะจ้องเขม็งมาที่ผม แต่มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังเฝ้ามองไปทางอื่นอยู่
“คำถามสุดท้าย…” รินนาริคว่าต่อ “ทำไมเราถึงจะต้องรับคุณเข้าเป็เทพเ้า”
มาแล้ว คำถามสุดคลาสสิค โดยปกติมันค่อนข้างตอบง่ายสำหรับผม แต่ไม่ใช่กับงานในฐานะเทพเ้า ผมแทบไม่มีเหตุผลมอบให้เขาเลยว่าทำไมเขาถึงควรยอมให้ผมกลายเป็เทพเ้า ผมก็แค่พนักงานธุรการคนนึงที่มีดีแค่พิมพ์เร็ว ผมไม่แน่ใจว่าบน์มีงานเอกสารให้ผมทำบ้างไหม
แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว คงสายไปถ้าจะถอดใจ ผมพยายามเค้นพลังสมองเพื่อตอบคำตอบสุดท้ายให้ได้สวยงามที่สุดเท่าที่เป็ไปได้ ผมฉีกยิ้ม เหยียดหลังตรง ก่อนจะแสร้งตีสีหน้ามั่นใจ “เพราะถ้าหากว่าแดน์แห่งนี้กำลังมองหาเทพเ้าที่รักในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาตนเอง และการทุ่มเทเพื่อให้ทุกอย่างออกมาได้อย่างตรงเวลาตามที่แดน์แห่งนี้คาดหวัง ผมคือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ”
แล้วทั้งห้องก็ตกลงสู่ความเงียบระดับเทพเ้า ผมพยายามยืดอก ฉีกยิ้มน้อยๆ แต่ก็พบว่าเหงื่อแห่งความเครียดเริ่มไหลออกมา
“ยินดีด้วย คุณได้งานแล้ว” รินนาริคกล่าวในที่สุด ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ดีใจโคตรๆกับการได้งานที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำเลยซักนิด อันที่จริงผมไม่เคยยื่นใบสมัครมาเป็เทพเ้าเลยด้วยซ้ำ
“หรือว่าคุณจะปฏิเสธ?” รินนาริคเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ผมสะดุ้งเฮือก
“ม...ไม่ครับ ผมยินดีและรู้สึกเป็เกียรติมากๆเลยครับที่จะได้ทำงานในบริษั...เอ่อ หมายถึงได้รับใช้แดน์แห่งนี้” ผมรีบตอบอย่างเร็วจี๋ ว่าแต่ที่นี่มันชื่อว่าอะไรนะ
“แดน์พาราห์เดีย” รินนาริคดูแอบรำคาญนิดๆ
“ครับ! ผมจะจำชื่อนั้นไว้ให้ขึ้นใจเลยครับ” แย่ละ ผมเผลอทำตัวประหม่าออกไปอีกแล้ว
“นั่นคือสิ่งที่คุณควรจะทำอยู่แล้ว โอเค ทีนี้เรามาเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปกัน” รินนาริคยกโน๊ตบุ๊คขึ้นมาก่อนจะหันหน้าจอมาทางผม “ขยับเข้ามาสิ”
ผมดึงเก้าอี้เข้าไปใกล้ๆ “นี่มันอะไรเหรอครับ”
“คุณจำเป็จะต้องมีชื่อเทพเ้า” รินนาริคตอบ
“ชื่อเทพเ้า?” ผมขมวดคิ้ว “ใช้เป็ชื่อเดิมของผมไม่ได้เหรอครับ”
“ชื่อเทพเ้าก็ควรจะตั้งด้วยภาษาเทพ อีกทั้งเทพเ้าไม่ควรใช้ชื่อซ้ำกับพวกมนุษย์ นั่นจะทำให้บารมีของเราเสื่อมลงได้” รินนาริคอธิบาย ผมพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ
“แต่ว่าผมไม่ทราบเกี่ยวกับภาษาเทพเลยนะครับ” ผมบอก
รินนาริคทำสีหน้าเหมือนกับเพิ่งจะนึกได้ “ไม่เป็ไรครับ คุณเห็นปุ่มสีทองตรงด้านล่างไหมครับ ลองกดดูครับ”
มันเป็ปุ่มสีฟ้าที่เขียนเอาไว้ด้วยภาษาประหลาดๆว่า ชื่อเทพเ้าตามแต่ฟ้าลิขิต ผมช็อก ไม่ว่ามองยังไงมันก็คือคำว่า สุ่มชื่อ ชัดๆ นี่อย่าบอกนะว่าผมจะต้องมาใช้ระบบสุ่มกับชื่อเทพเ้าของตัวเองที่จะต้องอยู่กับผมต่อจากนี้ไปอีกเกือบชั่วนิรันดร์น่ะ
ผมลองกดดูตามคำแนะนำ ชื่อจำนวนมากผ่านกล่องข้อความสีขาวตรงกลางจอ จนในที่สุดมันก็มีชื่อหนึ่งที่หยุดนิ่งสนิท มันถูกเขียนด้วยภาษาประหลาดที่ตอนนี้ผมพอจะเดาออกแล้วว่าเป็ภาษาเทพเ้า
[ แอคกริโอ ]
“อื้ม เป็ชื่อที่ดีนะ งั้นต่อจากนี้คุณคือเทพเ้า แอคกริโอ” รินนาริคหันโน๊ตบุ๊คกลับไปพิมพ์ขยุกขยิก คงจะกำลังกรอกชื่อของผมลงไปในประวัติเทพเ้าอะไรซักอย่างแน่ๆ ผมแอบอยากให้สุ่มได้ซักสามรอบจัง อย่างน้อยก็เผื่อเป็ตัวเลือก
“โชคชะตาได้กำหนดชื่อของคุณไว้ในครั้งแรกแล้ว” รินนาริคที่ได้ยินทุกความคิดของผมตอบ ผมหัวเราะแหะๆ แบบนี้มันโคตรจะอึดอัดเลยแฮะ
“ต่อไปเรามาหาตำแหน่งที่ว่างๆและเหมาะสมให้คุณกัน” รินนาริคลุกขึ้นยืนแล้วโบกสะบัดมือไปทาง้า ปรากฏเป็กล่องข้อความจำนวนมากขึ้นมาบนท้องฟ้า มันมีลักษณะโปร่งใส ตรงกลางบรรจุไว้ด้วยข้อความภาษาเทพ ซึ่งทั้งหมดนั่นคงจะเป็ชื่อตำแหน่งที่ยังว่างอยู่และเหมาะสมกับผม ผมเห็นคำว่า เทพแห่งคำเยินยอ บินผ่านหน้าไป ตรงนั้นมี เทพแห่งงานล่วงเวลา และ เทพแห่งการทำเพื่อคนอื่น ลอยอยู่ไกลๆ มันมีกรอบสีแดงส้มแตกต่างไปจากกล่องข้อความหลายๆกล่องที่อยู่รอบตัวของผม
ชื่อเทพส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับผมทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย แน่นอนทุกอย่างมันเลยดูเฉิ่มไปหมดเลย ก็แหงล่ะ เพราะว่าผมเป็แค่พนักงานมนุษย์เงินเดือนธรรมดานี่นา
“ตำแหน่งของเทพจะเป็ตัวกำหนดพลังอำนาจและขอบเขตในการรับผิดชอบ อย่างเช่นเทพแห่งการศึกษา ก็จะมีพลังอำนาจในการอวยพรให้กับเหล่านักเรียน นักศึกษา ผู้ที่แสวงหาความรู้ และกลุ่มเป้าหมายหลักๆสำหรับการรวบรวมผู้ศรัทธาก็คือคนพวกนั้นแหละ” รินนาริคอธิบายคร่าวๆ
“ให้ผมเลือกหนึ่งในนี้ใช่ไหมครับ”
“ไม่...โชคชะตาจะลิขิตให้คุณเอง” รินนาริคกล่าว ผมอ้าปากค้าง เอาจริงดิ! สุ่มอีกแล้วเหรอ
“แต่ว่า…”
“ผมขอย้ำอีกครั้ง นี่ไม่ใช่การเสี่ยงดวงอย่างที่คุณเข้าใจ หากแต่เป็ไปดั่งชะตาฟ้าลิขิต” รินนาริคตอบในสิ่งที่ผมกำลังกังขา ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเทพเ้าแห่งการสัมภาษณ์หันโน๊ตบุ๊คกลับมาให้ผมกดปุ่ม ตำแหน่งเทพเ้าตามแต่ฟ้าลิขิต นี่จะแถให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ยว่ามันไม่ใช่การเสี่ยงดวงสุ่มน่ะ
“แฮ่ม!” รินนาริคกระแอม เหมือนพยายามส่งสัญญาณให้ผมเลิกคิดดูิ่ลิขิต์ได้แล้ว ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนที่จะกดปุ่มสุ่มตำแหน่งเทพเ้าไป
แล้วกล่องข้อความจำนวนมากที่บินอยู่รอบตัวก็เริ่มเคลื่อนที่ไปในอากาศอย่างรวดเร็วและสะเปะสะปะ ราวกับฝูงนกที่แตกตื่นใ ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเล็กน้อยกับการเป็จุดศูนย์กลางของความวุ่นวายนี้ แล้วในที่สุดทุกอย่างก็หยุดลง พร้อมกับกล่องข้อความกล่องหนึ่งที่ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าของผม มันเรืองแสงสีทองอร่ามเหมือนกำลังแสดงความยินดี ภายในกล่องบรรจุข้อความภาษาเทพเอาไว้สั้นๆว่า
[ เทพแห่งวัชพืช ]
“...”
“...”
“...”
“เอาเป็ว่า…” รินนาริคทำสีหน้าปั้นยาก “ขอยินดีต้อนรับเข้าสู่การเป็เทพ์พาราห์เดียอย่างเป็ทางการ เื่รายละเอียดงานเดี๋ยวเราค่อยมาว่ากัน”
“เดี๋ยวสิครับ…”
“ขอให้พลังแห่ง์จงอวยพรให้แก่คุณ โชคดี” แล้วรินนาริคก็หายไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งให้ผมจมอยู่กับความช็อคและกล่องข้อความที่บินออดอ้อนไปมาอยู่ตรงหน้าผม
เทพแห่งวัชพืชเนี่ยนะ!? นี่มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย!
โปรดติดตามตอนต่อไป