ประกาศรักใหม่
ค่ำคืนวันเสาร์ที่สดใสในเมืองใหญ่ ท้องฟ้าปลอดโปร่งและเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ งานเลี้ยงเปิดตัวสินค้าใหม่ของบริษัท Vivid Enterprise จัดขึ้นในบรรยากาศหรูหราที่โรงแรมห้าดาวใจกลางเมือง
ทั้งบริเวณถูกตกแต่งด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างอยู่ทุกมุม การตกแต่งภายในเต็มไปด้วยสีสันที่สดใสและล้ำสมัย สะท้อนถึงความเป็เอกลักษณ์และนวัตกรรมของบริษัท
เมื่อเข้ามาในงาน แขกทุกคนต่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศที่จัดเตรียมไว้อย่างอลังการ พื้นที่รับรองมีดอกไม้ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม และมีมุมต่างๆ ให้แขกได้ถ่ายรูปเก็บเป็ที่ระลึก หรือจะโพสต์ลงโซเชียลตามใจของแขกผู้เข้าร่วมงาน
เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ จากวงดนตรีสร้างบรรยากาศที่สง่างามและอบอุ่น ผู้คนในงานเลี้ยงต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ชุดราตรีที่งดงามและชุดสูทที่หรูหราทำให้แขกทุกคนดูสง่างามและมีเสน่ห์
บนเวทีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องโถง ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้และไฟส่องสว่าง ผู้คนต่างมารวมกันเพื่อรอการเปิดตัวสินค้าใหม่
อาคิราและณัฐรินีย์ยืนอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องโถง เฝ้าดูแลและต้อนรับแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ อาคิราสวมชุดราตรีสีฟ้าเข้มที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับในค่ำคืนนี้ ชุดของเธอตัดเย็บจากผ้าซาตินเนื้อดีที่พริ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของเธอ ชุดนี้เป็ชุดเปลือยไหล่ ทำให้เห็นเนินอกขาวของเธอ กระโปรงยาวลากพื้นเพิ่มความสง่างามให้กับรูปร่างของเธอ นอกจากนี้ อาคิรายังสวมต่างหูเพชรและสร้อยคอที่เข้าชุดกัน ทำให้เธอดูโดดเด่นและงดงาม
ในขณะที่ณัฐรินีย์สวมชุดราตรีสีขาวสะอาดตาที่ทำจากผ้าซาตินเนื้อนุ่ม ตัวชุดเข้ารูป่เอวและมีการตัดเย็บที่ประณีต และเปลือยไหล่เช่นกัน กระโปรงยาวพริ้วไหวเสริมด้วยผ้าชีฟองที่ทำให้ชุดดูเบาและสบายตา ณัฐรินีย์เลือกเครื่องประดับที่เรียบง่ายแต่หรูหรา ทั้งสองคนดูสวยสง่าและโดดเด่นท่ามกลางผู้คน
“งานคืนนี้จัดได้หรูหรามากเลยเนอะ” ณัฐรินีย์กระซิบเบาๆ ขณะมองไปรอบๆ งาน
“อื้อ บรรยากาศดีจริงๆ” อาคิราตอบกลับพลางยิ้ม
“ว่าแต่...หนุ่มของเธอมายัง” ณัฐรินีย์หรี่ตาเ้าเล่ห์แซวเพื่อนสาว
“ทำเป็พูดดี ดูแลหนุ่มตัวเองให้ดีก่อนเหอะ” อาคิราดีดหน้าผากเพื่อนเบาๆ
“โอ๊ย เจ็บน้า” ณัฐรินีย์แกล้งโอดครวญ ก่อนจะชะงักเล็กน้อย และยิ้มเ้าเล่ห์ให้อาคิรา
“ไอๆ”
“อะไร?”
“เ้าชายเธอมาโน่นแล้ว” ณัฐรินีย์หัวเราะคิกคัก ก่อนจะชี้มือไปทางชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในงาน อาคิราหันไปมอง
“เ้าชายของเธอก็มาแล้วเหมือนกันย่ะ” อาคิราขำเพื่อน เพราะณัฐรินีย์ชะงักค้างไปทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มที่เดินเข้ามาพร้อมกฤติน
ธีรเทพในชุดสูทสีดำที่ออกแบบมาอยางประณีต สูทตัดเย็นเข้ารูปทให้เขาดูสง่างามและมีความมั่นใจ เสื้อตัวในสีขาวสะอาดตาและเนคไทสีเงินเพิ่มความหรูหราให้กับลุคของเขา รองเท้าหนังสีดำเงาวับขับเน้นให้ธีรเทพดูเหมือนเ้าชายทางด้านธุรกิจ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วความมาดมั่นและเป็มืออาชีพ เมื่อเขาก้าวเดินเข้ามาในห้อง ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความชื่นชม
กฤตินมาในชุดสูทสีดำเช่นกัน แต่ลุคของเขามีความแตกต่างออกไปเล็กน้อย สูทของเขามีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ดูเหมือนเ้าชายหลุดออกมาจากเทพนิยาย เสื้อเชิ้ตด้านในสีขาวที่ตัดกับสูทสีดำเข้ม กฤตินเลือกใส่รองเท้าหนังสีดำที่ออกแบบมาอย่างประณีต ทุกย่างก้าวของเขาเปี่ยมไปด้วยความสง่างามและความมั่นคงในตัวเอง
ทั้งธีรเทพและกฤตินต่างเป็จุดสนใจในงานเลี้ยงคืนนี้ เมื่อพวกเขายืนอยู่เคียงข้างกัน ธีรเทพในลุคเ้าชายด้านนักธุรกิจที่เป็ไปด้วยความเป็ผู้นำ ส่วนกฤตินในลุคเ้าชายจากเทพนิยายที่ดูเ็าแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน ทั้งคู่ดูเหมือนเป็ภาพสะท้อนความสมบูรณ์แบบและความสง่างามของค่ำคืนนี้
อาคิราและณัฐรินีย์ต่างรู้สึกใจเต้นแรงเมื่อมองดูพวกเขาชุดสูทที่ดูดีขนาดนี้
“ให้มันได้งี้สิ หล่อไปไหนเนี่ย” อาคิราพึมพำอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนกำลังเดินตรงมาหาเธอ
“ฮึ่ม...” ณัฐรินีย์เข่นฟันด้วยความหงุดหงิดใจ
“มาอยู่นี่เอง” กฤตินยิ้มให้อาคิราโดยไม่สนใจสีหน้าที่บูดบึ้งเล็กน้อยของเธอ
“เป็อะไร?” กฤตินยิ้มเ้าเล่ห์และยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ
“เปล่า....”
อาคิราลากเสียงยาวก่อนจะเมินหน้าหนีไปทางอื่น อาคิราไม่อยากให้เขารู้ว่า ในใจของเธอกำลังรู้สึกขุ่นมัวที่เห็นสาวๆ ภายในงานต่างจับจ้องมาที่เขา
ขณะนั้นเอง เสียงดนตรีค่อยๆ หยุดลง แสงไฟทั้งหมดในห้องก็สว่างขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ร่วมงาน
เอกวัฒน์ เ้าของและผู้บริหารของบริษัท Vivid Enterprise ก้าวขึ้นไปบนเวทีที่ถูกจัดขึ้นอย่างสวยงาม เขาสวมชุดสูทสีดำที่ทำให้เขาดูสง่าและมีอำนาจ
“สวัสดีทุกท่าน”
“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Vivid Enterprise ในค่ำคืนนี้” เอกวัฒน์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
เสียงปรบมือดังขึ้นจากทุกทิศทาง แขกในงานต่างตั้งใจฟังคำกล่าวของเอกวัฒน์ ซึ่งเต็มไปด้วยความชื่นชมและคาดหวัง
“วันนี้ไม่เพียงแต่เราจะเปิดตัวสินค้าที่ดีที่สุดเท่านั้น” เอกวัฒน์ยิ้มและหยุดนิ่ง ทำให้ทุกคนสงสัยในคำพูดของเขา
“แต่ผมยังมีข่าวสำคัญที่จะประกาศให้ทุกคนได้ทราบ”
บรรยากาศในงานเลี้ยงเริ่มเปลี่ยนไป แขกในงานต่างกระซิบกระซาบกันและหันไปมองที่เอกวัฒน์อย่างตื่นเต้น
“หลังจากที่ผมได้สูญเสียภรรยาที่รักไป” เขากล่าวด้วยเสียงที่เคร่งขรึม แต่ยังคงแฝงด้วยความมั่นคง
“ผมได้พบกับคนที่ทำให้ชีวิตของผมกลับมามีความหมายอีกครั้ง”
แสงไฟบนเวทีเปลี่ยนไป แสงไฟทั้งหมดส่องไปยังชัญญาที่กำลังยืนรออยู่ด้านล่างเวที ชัญญาสวมชุดเดรสสีขาวงดงาม รอยยิ้มอ่อนหวานปรากฎบนใบหน้าของเธอ
“ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า ผมและชัญญาจะแต่งงานกัน” เอกวัฒน์กล่าวด้วยเสียงดังและมั่นใจ
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง แขกในงานต่างประหลาดใจและกระซิบกันอย่างไม่เชื่อหู หลายคนรู้สึกงุนงงและไม่พอใจ เนื่องจากภรรยาของเอกวัฒน์เพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน
ชัญญายิ้มและก้าวขึ้นเวทีมายืนเคียงข้างเอกวัฒน์ ทั้งสองคนจับมือกันและหันมองไปยังแขกในงาน รอยยิ้มของพวกเขาแฝงไปด้วยความมั่นใจและความสุข
“คุณเอกคะ ฉันรู้สึกเป็เกียรติและภูมิใจมากที่ได้ยืนอยู่เคียงข้างคุณในค่ำคืนนี้” ชัญญายิ้มหวานให้เอกวัฒน์
“ผมก็เหมือนกัน คุณเป็คนที่ทำให้ชีวิตผมกลับมามีความหมายอีกครั้ง”
“ขอบคุณทุกท่านที่มาเป็สักขีพยานในค่ำคืนนี้ ฉันหวังว่าทุกคนจะร่วมยินดีกับเราด้วยนะคะ”
“ขอให้ทุกคนร่วมยินดีกับเราด้วยนะ” เอกวัฒน์กล่าวพร้อมกับยกแก้วไวน์ขึ้น
“และขอให้มาร่วมงานแต่งงานที่ผมจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้ด้วยเช่นกันนะครับ”
เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วทั้งห้องโถงที่จัดงาน แม้บางคนจะยังมีความสงสัยและไม่พอใจ โดยเฉพาะกานต์รวีที่กำแก้วไวน์แน่นด้วยความไม่พอใจ
แต่บรรยากาศในงานก็กลับมาสดในอีกครั้ง เมื่อดนตรีเริ่มบรรเลงใหม่ แขกในงานเริ่มหันมาสนุกสนานและสนทนากันอย่างครึกครื้น
“แย่ล่ะสิ” อยู่ๆ อาคิราก็พึมพำออกมา
“หืม?” กฤตินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ณัฐ มานี่หน่อย” อาคิราดึงมือเพื่อนสาวที่กำลังคุยอยู่กับธีรเทพให้ตามเธอออกไปด้านนอกห้องโถงจัดงาน
“มีอะไรเหรอ?” ณัฐรินีย์งุนงง
“คุณเกศ...อยู่ที่นี่” อาคิรากระซิบเบาๆ
“ห๊ะ!!”
“เบาๆ สิ” อาคิราทำมือจุ๊ปาก
“เธอเห็นเหรอ?” ณัฐรินีย์กระซิบถามกลับ
“อื้อ อยู่ตรงโน้นน่ะ” อาคิราชี้มือไปยังห้องพักรับรองที่อยู่ริมสุดทางเดิน
ิญญาของคุณเกศยืนอยู่ที่นั่น เธอดูเศร้าหมองและเ็ปราวกับว่าความรู้สึกของเธอถูกตรึงไว้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ เธอหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องพักนั้น
“ฉันว่า ในห้องนั้นมีคุณเอกกับชัญญาอยู่” อาคิรากระซิบ
“เอาไงอะ?”
“เดี๋ยวฉันจะลองคุยกับคุณเกศดู”
“ห๊ะ จะบ้าเหรอไอ” ณัฐรินีย์ร้องเสียงหลง
“ถ้าปล่อยไว้ความมืดมิดจะครอบงำคุณเกศ และจะกลายเป็พลังงานมืดที่เลวร้ายและอันตรายกับทุกคนที่อยู่ที่นี่” อาคิราบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วฉันต้องทำอะไรอะ?” ณัฐรินีย์ถามกลับ
“เธออย่าแขกออกมาด้านนอกนะ ฝากด้วยล่ะ” อาคิราพูดจบก็รีบเร่งออกจากห้องโถงกลางไปทันที
ิญญาแห่งความเศร้า
ในโถงทางเดินที่มืดสลัวของโรงแรมหรูที่จัดงานเลี้ยงบริษัท Vivid Enterprise ไฟสลัวๆ จากโคมไฟบนผนังและเสียงดนตรีที่ดังก้องจากห้องจัดเลี้ยง ทำให้บรรยากาศที่นี่ดูน่ากลัวและเงียบสงบ
อาคิราเดินเข้ามาในโถงทางเดิน เธอหยุดยืนมองรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะเงี่ยหูฟังเสียงเบาๆ ที่ดังขึ้นในความเงียบสงบ เสียงนั้นคือเสียงกระซิบแ่เบา เหมือนเสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญ อาคิรารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ไหลผ่านเส้นผมและิัของเธอ
"คุณเกศ" อาคิราเรียกเสียงเบา รู้ดีว่าเสียงนั้นคือเสียงของิญญาของเกศ ภรรยาของเอกวัฒน์ที่เสียไปแล้ว
"ฉันรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่"
ิญญาของเกศปรากฏตัวขึ้นจากความมืด อยู่ในชุดขาว ใบหน้าสวยงาม แต่สายตากลับแฝงด้วยความเศร้าและความแค้นที่ลึกซึ้ง
"คุณเกศ..."
"ฉันรู้ว่าคุณเ็ปและโกรธแค้นชัญญา แต่ความแค้นนี้จะทำให้คุณต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดกาล" อาคิรากล่าวอย่างแ่เบา
"ชัญญาทำให้ฉันต้องตาย เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่เคียงข้างเอกวัฒน์" คุณเกศพูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
"ฉันเข้าใจว่าคุณเ็ป แต่การแก้แค้นไม่ใช่ทางออก คุณต้องปล่อยวางและไปสู่ที่ที่สงบสุข" อาคิรามองิญญาคุณเกศด้วยสายตาเห็นใจ
"ไม่!" คุณเกศกรีดร้อง
"ฉันไม่สามารถปล่อยวางได้ ฉันจะไม่ยอมให้ชัญญาได้ในสิ่งที่เธอไม่สมควรได้"
"คุณเกศ ถ้าคุณไม่ปล่อยวาง ความแค้นจะกลืนกินคุณ คุณจะกลายเป็ิญญาร้ายที่ไม่มีทางออก" อาคิราก้าวเข้าไปใกล้คุณเกศ
คุณเกศยืนนิ่ง รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความทุกข์และความโกรธปรากฏบนใบหน้าของเธอ
"ไม่! ฉันจะไม่ยอมปล่อยวาง ฉันจะทำลายทุกคนที่ทำให้ฉันต้องทนทุกข์ทรมาน!" เสียงของคุณเกศดังขึ้นพร้อมกับความมืดที่เข้ามาใกล้ตัวเธอ
ทันใดนั้น ความมืดมิดที่อยู่รอบๆ เริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ เกศ มันกลืนกินเธอทีละน้อย ทำให้ร่างของเธอเริ่มเปลี่ยนไป ความเ็ปและความโกรธเริ่มปรากฏบนใบหน้าของเธอมากขึ้น
"คุณเกศ!" อาคิราพยายามเรียกเกศอีกครั้ง
"อย่าปล่อยให้ความมืดกลืนกินคุณ คุณยังมีโอกาสที่จะปล่อยวางและไปสู่ที่ที่สงบสุข"
แต่เสียงของอาคิราถูกกลืนหายไปในความมืด ร่างของเกศถูกความมืดกลืนกินจนหมดสิ้น สายตาของเธอเปลี่ยนไปเป็สายตาของิญญาร้าย ความแค้นและความเ็ปทำให้เธอกลายเป็สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด
ในขณะเดียวกัน
กฤตินยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง งานเลี้ยงยังคงดำเนินไปอย่างครึกครื้น เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังไปทั่วทั้งห้อง ทันใดนั้น กฤตินรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาััได้ถึงความมืดและความชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“เฮ้ เ้ารู้สึกมั้ย” เสียงกระซิบดังมาจากที่ห่างไกล
“อื้ม”
ขณะที่กฤตินกำลังจะทำอะไรบางอย่าง สายตาของเขาก็ไปหยุดที่ณัฐรินีย์ที่รีบเร่งเข้ามาให้ห้องโถงกลางที่จัดงาน เขารู้ได้ในทันทีว่า สาวน้อยแสนซนของเขากำลังทำเื่ที่อันตรายอีกแล้ว
“ยัยตัวแสบหาเื่อีกละ” กฤตินกระซิบตอบกลับไปยังที่ห่างไกล
“หึหึ”
“นายช่วยมาดูแลในห้องนี้หน่อย เดี๋ยวฉันไปดูยัยนั่นเอง” กฤตินตัดสินใจ และเดินตรงไปหาธีรเทพกับณัฐรินีย์
“คุณณัฐ อย่าให้คนในห้องโถงนี้ออกไปด้านนอกนะ” กฤตินบอก และรีบเดินออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น?” ธีรเทพมองหน้าณัฐรินีย์ด้วยความงุนงง
“ไม่รู้สิ แต่สองคนนั้นพูดเหมือนกันเป๊ะเลย” ณัฐรินีย์พึมพำอย่างแปลกใจ
เมื่อกฤตินเดินมาถึงทางเดิน เขาได้ยินเสียงกระซิบแ่เบาและเสียงร้องไห้ที่ดังขึ้นในความเงียบสงบ เขารู้ทันทีว่าอาคิรากำลังเผชิญหน้ากับิญญาร้าย
กฤตินเร่งฝีเท้า เขาต้องไปหาอาคิราให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยเธอจากความมืดและความชั่วร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา และเพื่อปกป้องเธอจากิญญาร้ายที่กำลังจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
เงาสีดำคืบคลาน
ในความเงียบสงัดของโถงทางเดินที่ด้านข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ มีแต่ความมืดสลัว และแสงสลัวจากโคมไฟไม่สามารถขับไล่ความมืดที่หนาทึบได้ทั้งหมด
อาคิรายืนอยู่เคียงข้างหญิงสาวในชุดสีดำสนิท ผมยาวสีขาวดุจหิมะของเธอกำลังสะบัดไหวในอากาศอย่างช้าๆ ดวงตาสีแดงเข้มของเธอเปล่งประกายเยือกเย็นและน่ากลัว ขณะที่เธอจ้องมองไปที่ิญญาร้ายของคุณเกศ
ิญญาของคุณเกศยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่รูปร่างของเธอกลายเป็บิดเบี้ยวและน่ากลัว สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความโกรธ พลังด้านมืดแผ่กระจายออกจากตัวเธอ ทำให้อากาศรอบๆ หนาวเย็นและหนักอึ้ง
พลังความมืดเริ่มกัดกินทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบ ทำให้อาคารของโรงแรมสั่นไหว ราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม
“อาเรีย เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดเธอ” อาคิรากระซิบ
“ข้ารู้ แต่ถ้าข้าใช้พลังที่นี่ โรงแรมนี้ได้ถล่มหมดแน่”
อาเรียนิ่วหน้า เธอประเมินแล้วว่า ิญญาตนนี้มีความร้ายกาจมากกว่าที่เคยเจอ หากเธอใช้พลังเต็มที่ สถานที่นี้ได้พังราบเป็หน้ากลองแน่นอน
ดูเหมือนิญญาคุณเกศจะไม่ปล่อยให้หญิงสาวสองคนตรงหน้าใช้ความคิด เธอกรีดร้องเสียงดัง ก่อนจะพุ่งเข้าหาอาคิราและอาเรียด้วยความเร็ว
อาเรียก้าวขึ้นมาขวางหน้าอาคิรา พลางปล่อยพลังความมืดออกมาเป็เกราะป้องกัน แต่แรงของิญญาร้ายคุณเกศนั้นเกินคาด อาเรียรู้สึกถึงแรงกดดันที่มากขึ้นทุกที แต่เธอยังไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดเพื่อปกป้องอาคิราอย่างไม่ลดละ
“ฉันจะไม่หยุดแค่นี้ ฉันจะทำลายที่นี่ให้สิ้นซาก” ิญญาคุณเกศพูดด้วยเสียงแหลมคม
“อาเรีย...” อาคิราเสียงสั่น เธอรู้สึกกลัวจนขาหมดแรงทรุดตัวลงนั่งที่พื้น
“ขอโทษที ข้าช่วยเ้าได้แค่คนเดียวเท่านั้น”
ทันใดนั้น แสงสว่างสีขาวสว่างจ้าได้พุ่งเข้ามาจากทางเดินที่อยู่เื้ัของอาคิราและอาเรีย
แสงสีขาวนั้นเปล่งประกายอย่างสง่างาม คล้ายดาวดวงหนึ่งที่ส่องสว่างในท้องฟ้ายามค่ำคืน มันส่องผ่านความมืดมิดทั้งหมด ทำให้ทุกสิ่งที่เคยถูกความมืดกลืนกินกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รัศมีของแสงนั้นไม่เพียงแค่กระจายอยู่ในอากาศ แต่ยังสามารถััถึงจิตใจของผู้ที่อยู่รอบข้าง ทำให้รู้สึกถึงความสงบและความหวัง
เมื่อแสงสีขาวนั้นัักับิญญาร้ายของคุณเกศ เธอเริ่มรู้สึกถึงความเมตตาและความอบอุ่นที่ถูกกระจายออกมา ความเ็ปและความโกรธที่เคยเกาะติดอยู่ในใจของเธอเริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความสงบและความสุขที่แท้จริง
ิญญาร้ายของคุณเกศเริ่มสลายไปทีละน้อย จนกระทั่งกลายเป็อณูิญญาที่ลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศ ร่างของคุณเกศกลายเป็อณูิญญาที่บริสุทธิ์และสลายไปในที่สุด
อาคิราและอาเรียตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกระทันหัน
“ถึงได้บอกไงว่า อย่าทำอะไรเกินตัว”
เสียงเข้มของชายหนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้น ไม่นานนักร่างของเขาก็ปรากฎขึ้นจากทิศทางที่แสงสว่างนั้นส่องมา บนมือของเขามีแสงสีขาวที่มีรูปร่างเหมือนผีเสื้อตัวเล็กๆ โบยบินอยู่และกำลังเริ่มจางหายไป

“กฤต....” อาคิราคราง
“เธอนี่น่าตีจริงๆ เลยนะ”
กฤตินไม่พูดเปล่า เขาตรงเข้าไปอุ้มหญิงสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดทันที
“ก็ฉัน...”
“ยังจะพูดอีก” กฤตินดุ ทำให้อาคิราสงบปากทันที
กฤตินอุ้มร่างของหญิงสาวตรงไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ด้านหลังของโรงแรม เขาเหลือบมองอาเรียและยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเดินจากไป
“เ้านั่น เห็นข้าเรอะ?” อาเรียขมวดคิ้วด้วยความขุ่นมัว
การลงโทษที่แสนหวาน
ภายในสวนดอกไม้ที่อยู่หลังโรงแรม ดอกไม้หลากสีส่งกลิ่นหอมหวนในอากาศ สายลมพัดเบาๆ สร้างบรรยากาศโรแมนติก แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังดอกไม้ ทำให้ราวกับอยู่ในเทพนิยาย
กฤตินอุ้มอาคิราเดินตรงเข้าไปยังส่วนลึกของสวนดอกไม้ ที่ซึ่งมีพื้นที่ลับเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่มีใครมองเห็น ท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืน อาคิรารู้สึกถึงความอบอุ่นจากอ้อมแขนของกฤติน แต่ยังคงสงสัยในสิ่งที่เขากำลังทำ
เมื่อมาถึงจุดหมาย กฤตินวางอาคิราลงเบาๆ บนพื้นหญ้านุ่ม ที่ล้อมรอบด้วยดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยความรักและห่วงใย
“รู้มั้ยว่าทำให้ฉันเป็ห่วงมากแค่ไหน” กฤตินพูดด้วยเสียงแ่เบา แต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“ฉันขอโทษ ฉันคิดว่า ฉันเอาอยู่อะ” อาคิรากล่าวอย่างรู้สึกผิด
“รู้มั้ยว่า เด็กดื้อต้องโดนทำโทษน่ะ” กฤตินกระซิบที่ข้างหูและยิ้มเ้าเล่ห์
“ห๊ะ?” อาคิราเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้างุนงง
กฤตินไม่พูดอะไรอีก เขาค่อยๆ โน้มตัวลงจูบอย่างแ่เบา แต่ลึกซึ้ง ความอบอุ่นและความรักที่เขาส่งผ่านมาทำให้อาคิรารู้สึกสั่นไหวในใจ
จูบของกฤตินเริ่มร้อนแรงขึ้น มือของเขาลูบไล้ที่แก้มของอาคิรา ก่อนที่จะเลื่อนลงไปที่เอวของเธอ อาคิรารู้สึกถึงความอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความปรารถนาแรงกล้า เธอไม่สามารถต้านทานได้ และก็ไม่้าต้านทานอีกต่อไป
กฤตินค่อยๆ กดร่างของอาคิราลงกับพื้นหญ้า เขาจูบเธออย่างลึกซึ้ง ริมฝีปากของเขากดลงบนเธออย่างหนักแน่น และเต็มไปด้วยความปรารถนา มือของเขาเริ่มลูบไล้ไปตามร่างกายของเธออย่างอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มข้นของอารมณ์
อาคิรารู้สึกถึงความร้อนแรงที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเธอ ความรู้สึกที่ถูกครอบงำด้วยความรักและความปรารถนาที่ไม่สามารถต้านทานได้ เธอปล่อยให้กฤตินนำทางและััทุกๆ ส่วนของเธอ
เสียงของลมหายใจที่กระชั้นขึ้น และหัวใจที่เต้นแรงของทั้งสองคนทำให้บรรยากาศรอบๆ เหมือนหยุดนิ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกลืม ยกเว้นความรู้สึกที่มีต่อกันและกัน
“โทษฐานที่เธอทำให้ฉันเป็ห่วง” กฤตินถอนจูบ และมองไปที่อาคิราด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา
“ถ้าโทษแบบนี้ ฉันยอมรับได้” อาคิรายิ้มอย่างเขินอาย
กฤตินหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะดึงอาคิราเข้ามากอดไว้แแ่
“ฉันชอบเธอ” กฤตินกระซิบที่ข้างหูเบาๆ
“ฉันก็....ชอบคุณ” อาคิราซุกหน้าที่อกของเขา และพึมพำงึมงำด้วยความเขินอาย
“ฉันรู้” กฤตินหัวเราะ
พวกเขานั่งอยู่ตรงนั้นในสวนดอกไม้ที่สวยงาม ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่าง และความรักที่เปล่งประกายอยู่ในใจ
