หลายร้อยล้านปีที่แสนยาวนาน ยิ่งกว่าคำว่าาครั้งเมื่อห้วงจักรวาลอันไกลโพ้น ได้ถือกำเนิดระบบสุริยะแห่งใหม่เกิดขึ้น จนเกิดกลายเป็ห้วงดาราจักรอีกแห่งหนึ่งพร้อมกับที่ถือกำเนิดโลกใบใหม่อันอุดมสมบูรณ์ และยังถูกรายล้อมไปด้วยดาวเคราะห์น้อยใหญ่อีกหลายสิบดวง
กระทั่งเมื่อกาลเวลาได้ผ่านพ้นไปเนิ่นนาน
เหล่าผู้สูงส่งที่เรียกตัวเองว่าทวยเทพซึ่งพำนักอยู่ในห้วงดาราจักรอีกแห่งอันไกลโพ้น ในสถานที่อันเปรียบเสมือนดั่งวิมานเมฆที่เป็ดินแดนสรวง์ชั้นสูง
และเมื่อกาลเวลาได้มาอีกครั้งในการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในวันมงคลฤกษ์ดี ทำให้ดินแดน์ ได้มีการพิจารณาโทษเกิดขึ้นในรอบหลายแสนปีเวียนมาถึงอันเนื่องมาจากเหล่าลูกหลานของตนเอง และเทพบางองค์ ที่ได้กระทำผิดกฎแห่ง์ จนยากเกินที่จะหลบเลี่ยงไปได้และยังมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่ได้ถูกจองจำไว้ในคุก์มาเนิ่นนานหลายปี จนทำให้พวกเขาเองก็เหมือนว่าถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาแล้วด้วยเช่นกัน กระทั่งแม้แต่ชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่มาก่อนหน้ายังแทบจะถูกลบทิ้งไปตามกาลเวลาที่ผ่านพ้น
ครั้งเมื่ออยู่ในคุก์ พวกเขาต่างถูกทัณฑ์์ลงโทษอย่างแสนสาหัสจากเทพผู้คุมกฎจนถึงขั้นทำให้เทพบางองค์ แทบมิอาจทนฝืนผ่านพ้นมันไปได้
ทว่าถึงแม้ว่าทัณฑ์นั้นจะหนักหนาสักเพียงใดพวกเขาก็พยายามฝืนกดกลั้นอดทนกันอย่างหนัก และพยายามต้านทานทัณฑ์นั้นเอาไว้อย่างสุดกำลังเพราะต่างหมายมั่นแน่วแน่เพื่อสิ่งเดียว
นั้นก็คือ....จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
ทว่าการลงโทษที่แสนโหดร้ายเช่นนี้ อย่าว่าแต่แม้กระทั่งเทพด้วยกันเลยแม้แต่ตัวเองก็ยากนักที่จะมีชีวิตเพื่ออยู่ต่อไป
ถึงกระนั้น ก็ยังมีเทพหลายองค์ อดทนกล้ำกลืนด้วยจิติญญาอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวและพยายามฝ่าฟัน
จนกระทั่งผ่านพ้นทัณฑ์์ที่หนักหนาสาหัสนั้นมาได้แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น พวกเขาก็ต่างรอดชีวิตออกมาอย่างขมขื่นปวดร้าวเพราะทัณฑ์นั้นมันทำให้ร่างกายรวมไปถึงจิติญญาของพวกเขา แทบจะสูญสิ้นแตกสลายกระทั่งไร้ซึ่ง ‘พลังปราณิญญา’
แต่ทว่าเื่ราวของโทษทัณฑ์ กับมิได้จบสิ้นลงเพียงแค่นั้น!
เมื่อพวกเขาได้ถูกส่งลงมายังดาวดวงหนึ่งเพื่อเป็การไถ่โทษในความผิดบาปของตนเองเป็ครั้งสุดท้าย!
รวมถึงต้องปฏิบัติภารกิจ ในการคุ้มครองเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ยังคงอ่อนแอกระทั่งช่วยเหลือผู้คนเ่าั้ และสอนวิธีการต่างๆ ให้ก้าวเดินในวิถีแห่งผู้ฝึกฝนบ่มเพาะพลังอันน่าพรั่นพรึง
สิ่งสำคัญเพื่อให้พวกเขาได้อยู่รอดบนโลกอันโหดร้ายจาก‘สัตว์อสูริญญา’ และเหล่า‘เผ่าพันธุ์อสูรปีศาจ’ รวมไปถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆที่พวกมันออกไล่ล่าสังหาร หมายเพื่อดูดกลืนจิติญญา และคอยกัดกินเืเนื้อดั่งเช่นสัตว์ร้าย
แต่ทว่า...ด้วยการอยู่ร่วมกัน ระหว่างมนุษย์สามัญชนกับเทพ์ผู้สูงส่งจนเมื่อเวลาได้ผ่านไปเนิ่นนานเข้า บรรดาเหล่าทวยเทพตก์ทั้งหลาย กับมนุษย์ผู้ต่ำต้อยที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ต่างเผ่าพันธุ์กันมันจึงทำให้ระหว่างสองเผ่าชั้นสูงและชั้นต่ำ ก่อเกิดเป็ความผูกพันและแปรเปลี่ยนเป็ความรักแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น กระทั่งวัฒนธรรมและภาษา ยังได้ถูกหล่อหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างช้าๆจนยากที่จะแบ่งแยกออกจากกันได้ในเวลาต่อมา
และแล้วในที่สุด...
เทพตก์หลายองค์ ก็ได้แต่งงานกับมนุษย์ธรรมดาผู้โชคดีบางคนและได้ให้กำเนิดบุตรหลานออกมามากมาย ที่สืบ ‘สายเืเทพ์’ ต่อๆ กันมาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
แต่ก็มีเทพบางองค์ที่รักความสงบและชอบฝึกฝนอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะบ่มเพาะ ‘พลังปราณวิญาณ’อย่างสันโดษ กระทั่งสามารถบำเพ็ญเพียร จนทำให้พวกเขาก้าวข้ามตัดผ่านจิติญญา และก้าวเข้าสู่ในระดับที่สูงส่งเหมือนเช่นดังเดิม
ทว่าเมื่อหลังจากที่พวกเขาได้ผ่านพ้นโทษทัณฑ์และใช้ชีวิตต่อจากนั้นมาเป็เวลายาวนานหลายหมื่นปี เทพเ่าั้ ก็โบยบินทะยานขึ้นสู่สรวง์อีกครั้งหนึ่งหลังจากได้รับการอภัยโทษ
แต่ว่าในโลกมนุษย์นั้น ก็ยังคงหลงเหลือเหล่าทวยเทพอยู่เป็จำนวนไม่น้อยที่บางองค์ก็ยังคงหลงใหลอยู่ในโลกของวัตถุ และหวังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ใช่จะมีแค่อยู่บนดินแดนสรวง์อีกต่อไป
และถึงแม้จะขึ้นชื่อนำหน้าว่าเป็เทพผู้สูงส่งแต่ถึงกระนั้น เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปเนิ่นนานเข้า จิตใจของพวกเขาก็มักใหญ่ใฝ่สูงไต่ระดับขึ้นไปอีกเรื่อยๆและเมื่อจิตใจที่ดำดิ่งสู่พลังอำนาจอันหอมหวานความคิดก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เนื่องเพราะว่า พวกเขาต่างหลงมัวเมาและเสพสุขกับอำนาจเ่าั้จนยากนักที่จะแก้ไขได้ กระทั่งมันถูกฝังลึกหล่อหลอมเข้าไปในสันดานอันชั่วร้ายจนหลงลืมไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย แล้วละเลยต่อคำบัญชา์ และคิดเพิกเฉยิ่เมิน
กระทั่งพยายามพร่ำสอนลูกหลานของตนเอง ให้รู้จักมักใหญ่ใฝ่สูงตามไปด้วยและให้แสวงหาอำนาจทรัพย์สินเงินทองมาไว้ในกำมือ โดยที่ไม่จำเป็ต้องเลือกวิธีการ
และเมื่อกาลเวลาผ่านไปนานแสนนาน
กองกำลังแห่งเทพเ่าั้ ต่างก็รวมกลุ่มตั้งภาคีพันธมิตรกันขึ้นและพวกเขาก็ได้ลงมือเปิดศึกาแบบเต็มรูป เพื่อลงมือสังหารหมู่มวลมนุษย์ด้วยกันอย่างเหี้ยมโหดเหตุผลก็เพื่อ ให้บรรลุแก่เงินทองแลอำนาจอันสูงส่ง เพื่อหวังให้ตระกูลของตน ได้ยิ่งใหญ่สืบทอดต่อกันชั่วกาลนานกระทั่งคิดคาดหวังว่า จะโลกนี้ทั้งใบให้ได้ จนทำให้เหล่ากลุ่มเทพตก์ ที่แตกเหล่าผ่ากอพวกนี้ได้ถูกตั้งชื่อให้ว่า...
กลุ่ม ‘เทพมาร์’
และการกระทำอันโหดร้ายเ่าั้ทำให้เทพหลายองค์ผู้ที่อยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน รู้สึกเดือดดาลจนไม่อาจทนไหวได้อีกกระทั่งไม่ว่าจะเป็หัวหน้าของตระกูลชนชั้นสูง ที่มีบรรพชนเป็ถึงเทพ์ ผู้ซึ่งเป็คนก่อตั้งวงศ์ตระกูลครั้งเริ่มแรกหรือแม้แต่เหล่าเทพผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาอย่างสันโดษ ซึ่งปรกติก็ไม่ชอบวุ่นวายกับเื่ราวทางโลกสักเท่าไหร่แต่เหตุการณ์อันไม่น่าให้อภัยของเหล่า ‘เทพมาร์’ นั้น กลับทำให้พวกเขาจึงจำเป็ต้องร่วมมือกันในเวลาต่อมา เพื่อหวังปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป
หลังจากนั้น ก็ได้ก่อตั้งเป็กลุ่มพันธมิตร‘ฝ่ายธรรม’ ขึ้นมาเช่นกัน เพื่อที่จะต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตร ‘ฝ่ายอธรรม’
การต่อสู้ได้ผ่านพ้นไปปีแล้วปีเล่า
จนข้างฝ่ายธรรมะเองก็เริ่มวางแผนใหม่ขึ้นมาอีกครั้งซึ่งนั้นก็คือการวางรากฐานในการบ่มเพาะพลังปราณิญญา สำหรับผู้ที่มีพร์ทาง ‘สายเืเทพ์’ แท้จริงและยิ่งถ้าหากเมื่อมันถึงเวลาที่ ‘ตื่นรู้’ ใน่วัยเยาว์ขึ้น ทรัพยากรต่างๆ ก็จะถูกตระเตรียมไว้ให้กับลูกหลานผู้นั้นเพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ และเพื่อเสริมส่งให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นใน‘พลังปราณิญญา’ อย่างลึกล้ำ และก็เพื่อให้มีพลังฝีมืออันน่ากลัวอยู่เหนือกลุ่มของเหล่าเทพมาร์ทั้งหลาย
จนกระทั่งาอันยืดเยื้อไร้ซึ่งจุดสิ้นสุดมันได้ใช้เวลาผ่านมาอย่างยาวนานนับหลายหมื่นปี
แต่ทว่า ถึงแม้จะผ่านกาลเวลามายาวนานาเล็กใหญ่ก็ยังคงหลงเหลือไม่เลิกรา แบบว่าถ้าข้าไม่ตายก็เป็เ้าเองที่ต้องตายแทน จนทำให้ความแค้นได้ถูกสั่งสมบ่มเพาะส่งต่อมาถึงรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ทว่าแม้แต่ละฝ่ายจะบุกใส่กันอย่างไม่เสียดายชีวิตแต่พวกเขาทั้งสองฝ่ายเอง ก็ยังควานหาชัยชนะที่เบ็ดเสร็จไม่พบเจอเสียที ต่างฝ่ายก็ต่างรุกรับบางครั้งก็มีบ้างที่ได้ยินดีร่วมดื่มฉลอง ในชัยชนะแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเพียงเท่านั้น
และด้วยความดื้อรั้น สู้กันแบบตายไปข้างเช่นนี้เองมันจึงทำให้ลูกหลานในวัยเยาว์หลายคน หรือแม้แต่เหล่าอัจฉริยะหลายรุ่นของพวกเขา ต่างก็ล้มตายลงอย่างน่าอเนจอนาถเป็อย่างมากของแต่ละฝ่าย
กระทั่งาได้ผ่านกาลเวลา แล้วเดินทางผ่านมาถึงขั้นจุดแตกหักหมายเพื่อเปิดศึกกันครั้งสุดท้าย
ทว่าทันใดนั้น...! ก็มีบุคคลลึกลับผู้หนึ่ง
ได้ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางมหาาโลหิตที่กำลังหลั่งชโลมในยามที่พวกเขากำลังต่อสู้กันคับขันถึงขีดสุด หลังจากนั้น เขาคนผู้นั้นก็ใช้ ‘วิถีแห่งเคล็ดวิชา’ อันสูงส่ง รวมทั้งระดับพลังปราณิญญาที่ไร้ผู้เทียบเทียมยุติเื่ราว จนทำให้แต่ละฝ่าย ก็เริ่มถอยห่างออกมาจากมหาาที่ไร้จุดสิ้นสุดในครั้งนั้นได้อย่างรวดเร็ว
แล้วบุคคลลึกลับผู้นั้น ก็ขีดแบ่งเส้นแยกกำหนดทิศทางเขตการปกครองออกไป บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล โดยให้ทั้งหมดตกลงกันเอาเองว่าใครจะไปประจำตำแหน่งการปกครอง ณ ดินแดนทางทิศใด
และหลังจากภารกิจครั้งนั้นได้เสร็จสิ้นลงบุคคลลึกลับผู้นั้น ก็ได้เดินทางจากไปในทันที เขาหายลับไปราวกับอากาศธาตุโดยที่ไม่มีใครเคยพบเห็นเขาอีกเลย นับั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมา
เมื่อทุกอย่างได้ยุติลงแบบสมเหตุสมผลบางส่วนก็เก็บข้าวของออกเดินทาง พร้อมกับคนในตระกูลตนนับพันนับหมื่น มุ่งหน้าไปยังที่ไกลแสนไกลหลายล้านลี้เพื่อไปตั้งรกรากขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และเหล่าเทพบางองค์ที่ไม่ได้จากไป ก็กลับสู่ตระกูลของตนในเวลาต่อมาหรือบ้างก็หลีกเร้นกายไปเก็บตัวอย่างเงียบเชียบในหุบเขาลึกลับ จนไม่ยอมเปิดเผยตัวตนออกมาง่ายๆอีกเลย แต่ก็มีบางคนที่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย จวบจนกระทั่งถึงบัดนี้
หรือบางที อาจจะเป็ไปได้ว่า พวกเขากำลังบ่มเพาะสะสมพละกำลังอันแข็งแกร่งเพื่อเฝ้ารอที่จะทำมหาาครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งอาจจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นานก็เป็ไปได้!
…
เหนือยอดเขาสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆขาวนวล แผ่เป็แพกว้างอยู่ที่นี่ตลอดปีตลอดชาติ
และทันใดก็มีเสียงแ่เบาพลันดังขึ้นเล็ดลอดออกมาจากกลุ่มก้อนเมฆที่้า
“สายเืของเทพ์รุ่นที่สาม ซึ่งเป็ตระกูลใหญ่ในอดีตก่อนหน้าได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไม่นาน นับได้ว่าเมื่อหากเติบโตขึ้นแล้ว เ้าเด็กคนนั้นดูเหมือนจะเป็สุดยอดอัจฉริยะอย่างแท้จริง ที่ถือกำเนิดขึ้นในหมู่ัของเหล่าลูกหลานตระกูลนั้นเลยก็ว่าได้แต่ทว่ามันก็น่าเสียดายนัก เมื่อเขากลับต้องมาสิ้นอายุขัย ในวัยเพียงแค่ขวบกว่าๆเท่านั้น เฮ้อออ...” าุโชุดสีขาวโบราณ ถอนหายใจยืดยาวนาน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วหดหู่ยิ่งนัก
“แต่ในวันนั้นมีคนเห็นว่าก่อนหน้านั้นเพียงแค่หนึ่งวัน หลังจากที่เขาจะประสบกับเหตุการณ์ที่แสนน่าสงสาร ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นซึ่งขณะอยู่ในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางกลับ หลังจากไปเยี่ยมคราวะเ้าสำนักพุทธะศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็สหายของผู้นำตระกูล หรือว่า...กลุ่ม ‘เทพมาร์’ ที่เฝ้ารอคอยเวลานี้มาเนิ่นนาน ได้เริ่มลงมือโจมตีพวกเขาในระหว่างทางนั้นก็เป็ได้”
าุโอีกคนในชุดโบราณสีดำ เบิกตากว้างขึ้นขณะกล่าวอย่างจริงจังพลางนึกถึงเื่ราวในสิ่งที่ตนเองเคยได้ยินมา ก่อนจะหยิบหมากเม็ดสีดำมาไว้ในมือ วางลงบนกระดานหมากขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเช่นกัน แล้วกล่าวอย่างเข้มขรึมต่อไปอีกว่า
“แต่ทว่าการซุ่มโจมตีในครั้งนั้น มันก็ได้ทำให้เ้าเด็กน้อยเหมือนจะสิ้นใจลงอย่างกะทันหันในทันที จนทำให้เหล่าผู้าุโของตระกูล ต้องรีบใช้ ‘เคล็ดวิชาเวทผนึก’ ที่ลึกลับบางอย่างช่วยเอาไว้ซึ่งนั้นก็คือเคล็ดวิชา ‘ผนึกชีพ์หลับใหลไม่นิรันดร์’ไว้ในร่างของเขา เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง เ้าเด็กน้อยคนนั้น อาจฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งแล้วรีบนำร่างของเด็กน้อย บรรจุในโลงศพหินทันที เพื่อป้องกันเอาไว้อีกชั้นหนึ่งพร้อมทั้งปิดผนึกด้วยพลังม่านเวทที่ลึกล้ำ ซึ่งแม้แต่ผู้ที่มีพลังปราณิญญาอันสูงส่งบางคนก็ยังไม่สามารถที่จะเปิดมันออกได้ เพราะมันเป็ ‘เคล็ดวิชาลับเฉพาะ’ของเหล่าผู้าุโระดับสูง ที่อยู่ในตระกูลเพียงเท่านั้น!”
“แต่ทว่า หลังจากนั้นในเวลาต่อมาเมื่อต้องเคลื่อนขบวนเพื่อกลับไปยังดินแดนตระกูลของตนเองอย่างเร่งรีบ ราวกับว่าพวกเขาหนีเสือปะจระเข้เข้าให้เพราะมีกลุ่มบุคคลลึกลับอีกกลุ่มหนึ่ง ดันโผล่มาจากไหนไม่รู้? ได้ลงมือโจมตีเพื่อแย่งชิงโลงศพหินนั้นไปเสียได้!”
“บัดซบ!...ทำไมมันช่างเป็เหตุการณ์ที่เลวร้ายยิ่งนัก”ผู้าุโในชุดขาวโบราณ พลางพยักหน้าหนักอึ้งลงสองสามครั้งพร้อมกับลูบเครายาวของตัวเองไปมา ท่าทีของเขาดูครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมต่อไปอีกว่า
“เ้ารู้ไหมว่าเื่นี้ ข้าว่ามันจะกลายเป็เื่ใหญ่ในอีกไม่ช้าซึ่งข้าคาดว่าาระหว่าง ‘เหล่าเทพ์’ ฝ่ายธรรมะ และ ‘เหล่าเทพมาร์’ ฝ่ายอธรรม คงเกิดขึ้นภายในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้เป็แน่!และนั้น มันอาจถือเป็โอกาสอันเหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะทำให้บรรดาเหล่าเผ่าอสูรปีศาจกระทั่งเผ่ามารอเวจี นี้ยังไม่รวมถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่แสนโหดร้ายกว่านี้ ซึ่งกำลังซ่อนเร้นอยู่ในความมืดมิดอาจชิงลงมือในตอนนั้นก็เป็ได้!”
“กระทั่งพวกที่ข้ารู้สึกเป็ห่วงมากที่สุด!ที่พวกมันซ่อนเร้นอย่างเงียบเชียบแปลกพิกล กำลังบ่มเพาะฝึกฝนพลังยุทธ์การต่อสู้และฝังตัวมาอย่างยาวนาน ที่แอบหลบอยู่ใน ‘ห้วงมิติเวลาดาราลี้ลับ’ นั้น มันยิ่งน่ากลัวกว่ามาก ซึ่งมากกว่าพวกที่แอบซ่อนเร้นในป่าเขาเสียอีก!”
“ทะ...ท่านหมายหมายถึง โอ้!...ไม่นะ!ถ้าหากพวกนั้นมันโผล่ออกมาล่ะก็ เผ่าพันธุ์มนุษย์คงได้สูญสิ้นลงเป็แน่แท้!”
ผู้าุโทั้งสองสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะมองสบตากัน ด้วยสีหน้าที่วิตกกังวลเป็อย่างมาก
“แต่ก็นะ...ข้าว่าการให้คุณค่าของเ้าเด็กน้อยคนนั้นดูเหมือนมันจะ...เอ่ออ...มากเกินไปสำหรับพวกเขา” แล้วผู้าุโชุดสีขาวโบราณก็พลางโบกมือไปมา ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเื่พูดคุยกันเพราะสถานที่ที่พวกเขาเอ่ยถึงก่อนหน้านั้น มันอยู่ในที่ลึกลับ ราวกับเป็อากาศธาตุที่ว่างเปล่ากระทั่งพวกเขาทั้งสองเอง ก็ยังไม่อาจที่จะสืบค้นพบถึงมันได้
“เ้าหมายถึง...คนที่ชิงโลงศพหินนั้นไปเหรอ?”หลังจากนั้นผู้าุโชุดดำก็ยืนใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ ผู้าุโชุดขาว ก่อนจะกล่าวเสียงเบาราวกระซิบออกมา
“ข้าได้ยินมาว่า... อ่ะแฮ่ม!...พวกเขากำลังตามหาของบางสิ่งจากในตัวของเด็กคนนั้นเอ่ออ...หรือว่ามันจะเป็เื่จริง ซึ่งนั้นก็คือ...นิ!!!”ในขณะที่ผู้าุโชุดดำยังกล่าวไม่จบประโยค นิ้วชี้ของผู้าุโชุดขาว ก็ยื่นแตะไปที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายทันทีก่อนจะมองซ้ายแลขวา แล้วกล่าวเตือนเสียงเบาออกไปว่า
“เ้าอย่าซี้ซั้วพูดออกไปทีเดียวเื่นี้เป็เื่ใหญ่เชียวนา เ้าเองและข้า ก็ต่างเป็ผู้บ่มเพาะสันโดษถึงยังไงพวกเราก็อย่าเอาชีวิตของตัวเอง เข้าไปพัวพันกับเื่นี้เป็อันขาด...!!!”แล้วพลางกำหมัดป้องปาก ก่อนที่จะกระแอมไอเสียงเบาออกมา “อ่ะแฮ่ม! เล่นต่อๆ ถึงตาเ้าเดินหมากแล้ว!”
“เอ่ออ...ฮ่าฮ่าฮ่า โทษทีๆถึงตาข้าเดินแล้วเหรอ แต่ว่าถึงยังไง? ข้าสงสัยเช่นกัน ว่ามีบางคน...ได้แอบช่วยเหลือเ้าเด็กน้อยคนนั้นเอาไว้มิใช่รึ?”ผู้าุโชุดสีดำยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ภายในจิตใจยังคงดูคลุมเครือไม่จางหาย แล้วถามเสียงเบาออกไปอีกครั้ง ทว่าสีหน้าของเขา ก็ดูชื่นชมยกย่องบุคคลผู้นั้นยิ่งนักก่อนจะกวาดสายตา ก้มลงมองลอดผ่านชั้นเมฆหมอก จ้องดูผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่เบื้องล่างขณะกล่าว
“อืมม...แล้วเ้าคิดว่า เป็ผู้ใดกันที่อยู่เื้ัอันแท้จริง?”ผู้าุโชุดขาวกล่าวยิ้มถาม
“ข้า...” ฉับพลันสีหน้าของผู้าุโชุดดำก็ดูเคร่งเครียดขึ้นทันที หลังจากที่ได้ยินคำถามนั้น ก่อนที่จะตอบออกไปด้วยเสียงอันบางเบาราวกับพรายกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่าย
“ข้า...ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน?หรือว่าเ้ารู้...?”