วันต่อมาในขณะที่เจินเจินยังคงนอนหลับสนิท จ้าวจินจู้ก็ได้มาที่บ้านรองสกุลหยวน
“จ้าวจินจู้ รีบเข้ามาข้างในก่อนเถิด” จ้าวซื่อชวนให้น้องชายเข้าไปในห้องโถงจ้าวจินจู้สะบัดหิมะออกจากตัวสองสามครั้งก่อนจะก้าวเท้าเข้ามา
ในห้องก่อกองไฟกองเล็กเอาไว้ อากาศจึงอบอุ่นยิ่งจ้าวจินจู้ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก แขวนไว้กับตะขอไม้ที่อยู่บนกำแพง
จ้าวซื่อยกโจ๊กร้อนๆ มาให้ “รีบกินเถิด ร่างกายจะได้อบอุ่น”
“ขอบคุณพี่สามขอรับ” จ้าวจินจู้ยิ้มกว้าง ที่วางอยู่ตรงหน้าคือโจ๊กสีขาวข้นไม่ใช่โจ๊กจากธัญพืชหลายชนิด พอตักเข้าปาก ความสุขก็แผ่กำจายไปทั่วทั้งโพรงปาก
“ท่านพี่ ท่านพ่อท่านแม่กล่าวว่า หลังปีใหม่จะก่อห้องจากอิฐสองห้อง”จ้าวจินจู้ตักโจ๊กเข้าปากหนึ่งคำแล้วถึงค่อยเอ่ยออกมาถึงแม้ขึ้นเขาครั้งนี้เขาจะไม่ได้เงินค่าว่าจ้างทว่าก่อนหน้านี้พี่เขยนำสมุนไพรที่เก็บได้จากบนเขาไปขายแล้วแบ่งเงินให้เขาครึ่งหนึ่งเป็นเงินถึงหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงด้วยกัน เมื่อมีเงินก้อนนี้ บ้านสกุลจ้าวซึ่งเดิมเคยมีฐานะยากจนทว่ายามนี้ฐานะเปลี่ยนเป็นดีขึ้น ประหนึ่งพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
ทว่าเรื่องนี้จ้าวจินจู้ไม่กล้าพูดออกไป หากมีใคนถามก็บอกเพียงว่าขึ้นเขาครั้งนี้ได้เงินมาแค่ยี่สิบตำลึงเท่านั้นครั้นข่าวนี้แพร่ออกไป แม่สื่อที่จากเดิมต่างเดินอ้อมบ้านสกุลจ้าวกลับเปลี่ยนใจมาเยือนที่บ้านจนธรณีประตูแทบจะพัง
ช่วยไม่ได้ ก็คนมันหน้าตาดี
ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดพูดเรื่องนี้กับเขานั่นเป็นเพราะสกุลจ้าวมีฐานะยากจน ทว่าบัดนี้สกุลจ้าวมีเงินยี่สิบตำลึง อีกทั้งชาวบ้านทุกคนยังเห็นจ้าวจินจู้ออกไปวิ่งรถเทียมล่อกับพี่สาวทุกวันซึ่งนับว่ามีงานเลี้ยงชีพ กอปรกับที่บ้านไม่มีสะใภ้ ส่วนสามีภรรยาจ้าวมีนิสัยเรียบง่ายจ้าวจินจู้จึงกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมในหมู่บ้านขึ้นมาในพลัน
เรื่องนี้ถึงกับทำให้สามีภรรยาจ้าวทำอันใดไม่ถูก ด้วยความที่เป็นคนขี้กลัวพวกเขารู้สึกว่าลูกเขยคนที่สามนี้มีความสามารถไม่ธรรมดา จึงบอกให้จ้าวจินจู้มาหาที่บ้านเพื่อขอคำปรึกษาโดยเฉพาะ
หยวนเหล่าเอ้อร์จึงให้คำแนะนำต่อน้องเขยไปว่า “จะหาสะใภ้ต้องดูว่าบิดามารดาของฝ่ายหญิงเป็นอย่างไรพี่น้องมีนิสัยเช่นไร จะฟังแต่แม่สื่อฝ่ายเดียวมิได้เพราะล้วนโกหก
“อีกประการ บุรุษจะแต่งงานช้าหน่อยก็ไม่เป็นอันใดจะรีบแต่งเพียงแค่เพราะถึงวัยแล้วไม่ได้ เรื่องนี้ต้องค่อยๆ หาหมู่บ้านตั้งใหญ่ย่อมมีสตรีที่ดีสักคน ทั้งยังกำชับอีกว่า ให้จ้าวจินจู้อยู่ห่างสตรีที่แกล้งทำเป็นล้มหรือตกน้ำหากเข้าไปช่วยจะถูกเกาะติดไปตลอดชีวิต สตรีเช่นนี้ห้ามแต่งเข้าบ้านเป็นอันขาด”
จ้าวจินจู้มีสีหน้างุนงง เอ่ยถามออกไปว่า“เหตุใดถึงห้ามไม่ให้ช่วยคนตกน้ำเล่า”
หยวนเหล่าเอ้อร์เลยอธิบายให้ฟัง “เพราะนั่นคือแผนของพวกนาง ในเมื่อเป็นแผนพวกนางก็คงเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมสรรพหมดแล้วในน้ำไม่รู้ว่ามีอีกกี่คนที่ซ่อนตัวอยู่ ไม่ต้องให้เจ้าคอยเป็นห่วงหรอกส่วนคนที่คิดจะกระโดดน้ำจริงๆ นั่นเพราะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ถึงแม้จะช่วยขึ้นมาก็จะทำให้เจ้าเป็นบาปเสียเปล่าๆ”
จ้าวจินจู้ถูกล้างสมองโดยสิ้นเชิง ที่แท้ในใต้หล้าก็มีหลักการเช่นนี้ด้วย?
ระหว่างกำลังให้คำแนะนำต่อน้องเขยอยู่นั้น หยวนเหล่าเอ้อร์ขอตัวออกไปดูบุตรสาวที่ห้องสักครู่ครั้นเห็นว่าเจินเจินยังคงนอนหลับสบายจึงไม่ได้ปลุก จากนั้นจึงเดินกลับห้องโถงไปพูดคุยกับจ้าวจินจู้ต่อ“หากจะก่อห้องให้ก่อสามห้องไปเลย บิดามารดาของเจ้าหนึ่งห้อง เจ้าหนึ่งห้องและทำเป็นห้องโถงอีกหนึ่งห้อง พอถึงยามที่เจ้าแต่งงานจะได้ดูมีหน้ามีตา”
เวลานี้เองจ้าวซื่อยกชามโจ๊กเข้ามาให้ หยวนเหล่าเอ้อร์กินโจ๊กคู่กับผักดองพลางกล่าวไปด้วยว่า “หิมะตกหนักขึ้นทุกวัน เจ้าวิ่งรถเทียมล่ออีกสักเที่ยวจากนั้นดูหาซื้อของสำหรับช่วงปีใหม่ให้เรียบร้อยแล้วก็ไม่ต้องออกไปวิ่งรถเทียมล่ออีก”
จ้าวจินจู้พยักหน้า “ข้าจะเชื่อฟังท่าน”
“เวลาเจ้าไปที่ใด เห็นบ้านผู้ใดมีสุนัขดุๆและมีลูกก็ให้ขอลูกสุนัขมาสักสองตัว ไว้ที่บ้านเจ้าหนึ่งตัวที่บ้านข้าหนึ่งตัว ส่วนเรื่องเงินอย่าได้บอกกล่าวผู้ใดออกไปแต่ก็ไม่สมควรทำตัวยากจนจนเกินไปด้วย โดยหากใครมาถามว่าเดือนหนึ่งหาเงินได้เท่าไร ก็ตอบไปว่าได้ห้าหกร้อยตำลึง”
จ้าวจินจู้ทั้งเคารพนับถือและเลื่อมใสในตัวพี่เขยอย่างมากเห็นคำพูดทุกคำเป็นดั่งประกาศิต ชายหนุ่มตั้งใจจดจำทุกคำพูดของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
หยวนเหล่าเอ้อร์สั่งสอนจบ จ้าวจินจู้เล่าเรื่องสองพี่น้องสกุลหยางให้ฟังเสียงเบา“สามีภรรยาสกุลหยางนึกว่ามีโจรย่องเข้าบ้านตอนกลางดึก ตื่นเช้ามาขาเลยหัก พี่เขยท่านว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือหยางเม่าหลินผู้นั้นหรือไม่”
หยวนเหล่าเอ้อร์เลิกคิ้ว เจ้าหนุ่มนี่ฉลาดใช้ได้ คิดถูกจริงๆ ที่ช่วยเหลือ
“ข้าวจะกินมั่วได้ แต่คำพูดจะพูดมั่วไม่ได้อาจจะเป็นพวกเขาล้มจนขาหักเองก็ได้” หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบทว่าดูจากแววตาซึ่งฉายแววชื่นชมแล้ว จ้าวจินจู้ก็รู้ในทันทีว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของเด็กหนุ่มผู้นั้นจริงๆ
“เป็นเช่นนี้ก็ดี หลังจากนี้ก็จะไม่มีผู้ใดมารังแกสองพี่น้องนั่นได้อีก”จ้าวจินจู้เอ่ยอย่างทอดถอนใจ
หยวนเหล่าเอ้อร์ยิ้มกล่าวว่า “ก็ไม่แน่ มารดาเลี้ยงของพวกเขายังมีพี่น้องอีกสองคนไม่ใช่หรือมารดาเลี้ยงยังมีนิสัยเช่นนี้ พี่น้องอีกสองคนของนางก็คงมีนิสัยไม่แตกต่างกันสักเท่าใด”
แลเห็นจ้าวจินจู้มีสีหน้ากลัดกลุ้ม หยวนเหล่าเอ้อร์จึงใช้มือฟาดที่ศีรษะไม่แรงนัก“ตัวเจ้ายังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วยังจะไปเป็นห่วงผู้อื่นอีกก็แค่คนที่เคยเจอหน้ากันครั้งเดียวเจ้าจำเป็นต้องเป็นห่วงพวกเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
จ้าวจินจู้ยกมือขึ้นลูบศีรษะ “ข้าก็แค่เห็นว่าชีวิตของพวกเขานั้นไม่ง่ายเลย”
“เจ้านี้นะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกกล้าไปปล้นผู้อื่นเช่นนี้คงไม่ธรรมดาเช่นกัน อยู่ให้ห่างจากพวกเขาเอาไว้เล่า”หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวตักเตือน
เด็กที่กล้าไปปล้นผู้อื่น อยู่ให้ห่างเอาไว้จะดีที่สุด
จ้าวจินจู้ก้มหน้ารับคำสั่งสอน หลังจากกินข้าวเสร็จก็ขับรถเทียมล่อออกจากบ้านไปเนื่องจากอากาศหนาว หยวนเหล่าเอ้อร์จึงไม่ยอมให้ภรรยาออกไปด้วย
รอจนเจินเจินตื่นหยวนเหล่าเอ้อร์อุ้มบุตรสาวไปที่บ้านสกุลกู้เพื่อไปเรียนหนังสือทั้งคู่ชื่นชอบอาหารฝีมือกู่ซื่ออย่างมาก จึงอยู่กินอาหารที่บ้านสกุลกู้สองมื้อส่วนมื้อเย็นกลับไปกินที่บ้าน โดยทุกวันกู่ซื่อจะนำอาหารที่ตนเองทำใส่กระปุกให้ทั้งคู่นำกลับไปที่บ้านเพื่อให้จ้าวซื่อได้กินด้วย
ทุกครั้งที่จ้าวซื่อได้กินอาหารฝีมือของกู่ซื่อจะมีสีหน้าทอดถอนใจทุกคราไฉนอาหารที่อีกฝ่ายทำถึงมีรสชาติอร่อยเพียงนี้ ไม่ใช่ว่านางไม่เคยขอเคล็ดลับมาแต่ไม่ว่าอย่างไรอาหารที่นางทำก็มีรสชาติดีกว่าที่อีกฝ่ายทำก่อนหน้านี้แค่เล็กน้อยเท่านั้นนับว่าฝีมือการทำอาหารยังคงห่างชั้นกับกู่ซื่ออยู่ไกลโข
ถึงแม้เจินเจินกับหยวนเหล่าเอ้อร์จะชื่นชอบอาหารฝีมือกู่ซื่อมากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยรังเกียจอาหารจากฝีมือจ้าวซื่อสองพ่อลูกกินหมดทุกครั้งไป นี่ทำให้จ้าวซื่อดีอกดีใจยิ่งนัก นางรู้สึกว่าตนเองเป็นสตรีที่โชคดีที่สุดในใต้หล้านี้
บรรยากาศในหมู่บ้านสงบสุข วันที่สามสิบก่อนปีใหม่ข่าวเรื่องที่เฉินหม่าจื่อถูกประหารก็มาถึงหมู่บ้านเจ้าใหญ่ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ผิดกับย่าของเฉินหม่าจื่อที่ทำใจไม่ได้ จนตรอมใจตายตามไปหลังจากนั้นไม่นาน
ทุกคนในหมู่บ้านเจ้าเจี่ยวต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ทำให้ผู้ใหญ่บ้านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเนื่องจากมีคนในหมู่บ้านเป็นโจรปล้น ส่งผลให้ชื่อเสียงของหมู่บ้านเสียหายไปไม่ใช่น้อย
หลิ่วเหวินไฉเป็นถึงซิ่วไฉ มีหรือจะรับเรื่องนี้ได้ เขาเช่าจวนเล็กๆหลังหนึ่งในอำเภอแล้วพามารดาย้ายไปอยู่ที่นั่นวันที่ย้ายหญิงม่ายหลิ่วโอ้อวดเรื่องนี้กับคนไปทั่วทั้งหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านต่างอิจฉาแม่ลูกคู่นี้มาก