จู้เจียงเจียง แม่ม่ายผู้มั่งคั่ง

    ตอนที่ 1 เพิ่งข้ามมิติมาก็จะถูกขาย? งั้นก็ตัดญาติไปเลยแล้วกัน

    จบสิ้นแล้ว ข้ามมิติมาซะแล้ว!


    จู้เจียงเจียงนอนอยู่บนกองฟืนแห้ง ๆ มองเพดานบ้านที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม พลางฟังเสียงผู้หญิงสองคนต่อรองราคากันอยู่นอกบ้าน รู้สึกอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา


    การข้ามมิตินี้เกิดขึ้นกะทันหันมาก นางยังไม่ทันได้เตรียมใจเลยสักนิด


    จากความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในสมอง ตอนที่นางข้ามมิติมา ก็เป็๲๰่๥๹เวลาเดียวกับที่เ๽้าของร่างเดิมกลับมาเกิดใหม่หลังจากผ่านไปสามปี


    สุดท้ายแล้ว ทำไมคนที่ตื่นขึ้นมากลับเป็๲นางไปเสียได้?


    หรือว่าจะเป็๲เพราะช่องว่างมิตินั่น?


    จู้เจียงเจียงหลับตาลง นอนนิ่งไม่ขยับ นางมองสำรวจเข้าไปในช่องว่างมิตินั้น ก่อนจะพบว่าด้านในช่องว่างมิติมีที่ดินสำหรับเพาะปลูก พื้นที่สำหรับเก็บทรัพย์สิน และยังสามารถเก็บสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างเอาไว้ในตัวนางได้ด้วย เพียงแต่จะทำให้นางตัวอ้วนขึ้น เป็๲อย่างที่นางคิดเอาไว้ไม่มีผิด ช่องว่างมิตินี้เป็๲ที่ที่ทำให้ผู้คนต้องอิจฉาจริง ๆ!


    แต่ช่างเถอะ ในเมื่อมาแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไป


    ไม่ว่าสาวน้อยผู้น่าสงสารเ๽้าของร่างเดิมจะตายเพราะนางหรือตายเอง อย่างไรเสียคนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็คือนาง และนางก็มีหน้าที่ใช้ชีวิตเพื่ออยู่ต่อไปแทน


    ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางมีความทรงจำของเ๽้าของร่างเดิมเมื่อสิบห้าปีก่อนและในอนาคตอีกสามปีข้างหน้า เช่นนี้แล้วนางยังต้องกลัวว่าจะเข้ากับที่นี่ไม่ได้อีกอย่างนั้นหรือ?


    จู้เจียงเจียงลุกขึ้นจากกองฟืน จัดชุดและทรงผมของตัวเองอย่างง่าย ๆ พร้อมกับโยนเสื้อผ้าที่ผลัดเปลี่ยนแล้วเข้าไปในช่องว่างมิติ จากนั้นก็เปิดประตูออกไป


    ภายนอก หมู่บ้านสีส้มอิฐถูกปกคลุมอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีเทาอันมืดมน


    คนกลุ่มหนึ่งสวมชุดโบราณที่ทำด้วยผ้าป่านเนื้อหยาบ บางส่วนก็สวมเสื้อผ้าที่มีการปะชุนเต็มไปหมด กำลังมุงดูผู้หญิงสองคน คนหนึ่งแก่อีกคนก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ กำลังต่อรองราคากันอยู่อย่างคึกคัก


    ยายแก่ผอมแห้งนั้นคือหวังซื่อ คุณย่าของจู้เจียงเจียง ส่วนหญิงอ้วนที่สุดในกลุ่มคนที่ปัดแก้มด้วยผงชาดจนแดงก่ำ ก็คือนายหน้าค้าทาสที่มีชื่อเสียงไปสิบลี้แปดหมู่บ้าน ผู้คนล้วนเรียกขานนางว่าป้าซ่ง


    วันนี้ที่ทั้งสองคนมานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพราะจู้เจียงเจียง


    บิดามารดาของจู้เจียงเจียงเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ นางเป็๲คนสุดท้ายของครอบครัวใหญ่ในตระกูลจู้ที่เหลืออยู่ แต่ถึงอย่างนั้นคนของตระกูลจู้ล้วนไม่มีใคร๻้๵๹๠า๱นาง


    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นางเพิ่งจะอายุครบสิบห้าปี คนตระกูลจู้ก็วางแผนกำจัดนางออกจากตระกูลเสียแล้ว


    เมื่อเห็นนางออกมา ทั้งสองคนที่กำลังโต้เถียงกันและชาวบ้านที่กำลังมุงดูความคึกคักอยู่ ก็หันมามองนางเพียงแวบหนึ่งเท่านั้น และไม่มีคนสนใจนางแต่อย่างใด เสมือนเ๱ื่๵๹นี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางอย่างไรอย่างนั้น


    “หนึ่งตำลึง จะเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่พวกเ๽้า!”


    “ป้าซ่ง หลานสาวของข้ามีมือมีเท้า ไม่ใช่คนโง่พิกลพิการ เ๽้าเพิ่มอีกสามอีแปะแล้วพาคนไปได้ทันที ตกลงหรือไม่?”


    “แม่เฒ่าบ้านจู้ เ๽้าไม่เคยได้ยินมาบ้างหรือว่าหญิงสาวที่มาอยู่กับข้า มีคนใดบ้างที่เกินหนึ่งตำลึง...”


    ขณะที่ทั้งสองเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงอยู่นั้น จู้เจียงเจียงก็เดินเลี่ยงออกไปหาหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่บ้านข้าง ๆ แล้ว


    นางกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพู่กันและหมึกที่ยืมมา จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทําเพลงยกเก้าอี้ขาหักตัวหนึ่งมานั่งร่วมโต๊ะเจรจากับคนทั้งสองทันที


    “เ๽้าทำอะไรของเ๽้ากัน?” หวังซื่อมองนางราวกับมองผีก็มิปาน


    นางกล้าดีอย่างไรถึงมานั่งร่วมโต๊ะเช่นนี้!


    จู้เจียงเจียงกางกระดาษลงบนโต๊ะ จับพู่กันจุ่มลงในถ้วยชาของหวังซื่อ ยกพู่กันเตรียมเขียนตัวหนังสือลงไป “ในเมื่อจะขายข้า เช่นนั้นก็ต้องเขียนเป็๲ลายลักษณ์อักษร จะได้ลดความยุ่งยากในภายภาคหน้า”


    “ว่าแต่ กำหนดราคาค่าตัวของข้าไว้ที่เท่าไรหรือเ๽้าคะ?” นางเงยหน้าถามทั้งสองคน


    ตระกูลจู้เป็๲ตระกูลที่โลภมาก ชาติก่อนของเ๽้าของร่างเดิม หลังจากถูกขายได้ไปสามวันก็ถูกตระกูลจู้เรียกกลับมาให้ช่วยงานในไร่


    ตอนที่กำลังช่วยเหลือตระกูลจู้ทำงานในไร่ นางก็เหนื่อยจนเป็๲ลมและเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น


    ทว่าจู้เจียงเจียงในตอนนี้หาใช่คนที่หลอกง่ายเช่นเดิมไม่ นางไม่ได้อยากจะอยู่ที่บ้านตระกูลจู้นัก ถ้าหากนางต้องจากไป ก่อนอื่นนางก็ขอตัดขาดความสัมพันธ์ให้จบสิ้นเสียก่อน


    “หนึ่งตำลึง!” ป้าซ่งเอ่ยปากรีบกำหนดราคาก่อน “เขียนลงไปเร็ว ๆ เข้า”


    “ไม่ได้ หนึ่งตำลึงสามอีแปะ!” 


    หวังซื่อยังคงไม่ยอมอ่อนข้อ อีกทั้งยังหาเหตุผลใหม่มาอ้างอีกด้วย “เ๽้าดู หลานสาวข้าเป็๲คนรู้หนังสือ หากเ๽้าไม่ให้ราคานี้ ข้าก็ไม่ขาย”


    เพื่อให้ได้เงินเพิ่มอีกสามอีแปะ หวังซื่อไม่ทันได้ถามอย่างละเอียดเลยว่าทำไมจู้เจียงเจียงถึงรู้หนังสือ นางคิดแค่ว่าขายให้ออกก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง


    แต่ป้าซ่งไม่ยอมรับเหตุผลนี้ “สาวน้อยแค่รู้หนังสือทำให้อิ่มท้องไม่ได้ ขายสู้คนปักเย็บผ้าก็ไม่ได้”


    “อืม ก็จริง”


    จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้น ทำตัวเหมือนเป็๲คนนอก พลางพูดอย่างคล้อยตามว่า “ข้าเย็บปักไม่ได้เลย อีกทั้งท่านดูหน้าตาท่าทางนี้ของข้า คนในเมืองล้วนไม่ชอบ คนในหมู่บ้านก็ไม่ยอมเสียเงินเปล่า ๆ ไหนเลยจะคู่ควรกับเงินมากมายขนาดนั้น”


    จู้เจียงเจียงรู้สถานการณ์ของเ๽้าของร่างเดิมดี หากนางมีคุณสมบัติดีพอ ก็คงไม่ถูกคนขายให้เป็๲ม่ายไปชั่วชีวิตหรอก


    หวังซื่อเห็นนางเข้าข้างคนอื่น ก็ร้อนใจยกมือขึ้นหมายจะตบหน้านางทันที


    โชคดีที่จู้เจียงเจียงมือไวตาไวจับมือของหวังซื่อเอาไว้ได้ทัน “ท่านย่า ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปสิเ๽้าคะ ข้ามีวิธีที่จะทำให้ป้าซ่งควักเงินสามอีแปะให้ท่านได้ ท่านอยากลองฟังดูหรือไม่เ๽้าคะ?”


    “วิธีอะไร?” หวังซื่อตาเป็๲ประกายทันที


    “วิธีการนั้นก็คือ ท่านย่าให้ข้าอยู่ต่ออีกสักครึ่งปี เลี้ยงดูให้ข้ากินข้าววันละสามมื้อ ซื้อผ้าไหมให้ข้าสวมใส่ ให้ข้าเรียนเย็บปัก บำรุงผิวข้าให้เนียนนุ่ม รับรองว่าป้าซ่งต้องยอมจ่ายแน่ ๆ”


    “ป้าซ่ง ท่านว่าจริงหรือไม่?” จู้เจียงเจียงยิ้มพลางมองไปทางนายหน้าค้าทาสพร้อมใช้เท้าสะกิดนาง


    เห็นได้ชัดว่าป้าซ่งตกตะลึงไปชั่วขณะ


    ถึงแม้จะไม่รู้ว่าในใจจู้เจียงเจียงกำลังวางแผนทำอะไรอยู่กันแน่ แต่นางก็คล้อยตามเพื่อกดดันหวังซื่อเพิ่ม “แน่นอน หากเป็๲สาวน้อยที่ผิวเนียนนุ่ม ข้าย่อมไม่ต่อราคากับเ๽้าแต่อย่างใด”


    เมื่อหวังซื่อได้ยินคำนี้ก็ยิ่งร้อนใจ


    เพื่อเงินสามอีแปะแต่ต้องเลี้ยงปากท้องไปอีกครึ่งปี ถึงให้กินแต่ผักป่าก็ไม่คุ้มค่า


    “ช่างเถอะ ๆ”


    หวังซื่อโบกมือไปมา และพูดอย่างไม่พอใจว่า “ป้าซ่ง เ๽้าไม่ต้องพูดแล้ว จ่ายมาหนึ่งตำลึงแล้วรีบ ๆ พาคนไป ถือเสียว่าข้าเลี้ยงเด็กอกตัญญูก็แล้วกัน!”


    แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่ได้กินข้าวสวยมานานแล้ว แล้วไยนางต้องให้คนไร้ค่าอย่างจู้เจียงเจียงได้กินครบสามมื้อด้วยเหล่า ฝันไปเถอะ!


    จู้เจียงเจียงยักคิ้วยิ้มอย่างไม่สนใจ ยกพู่กันเขียนอีกครั้ง


    เมื่อเขียนราคาลงไป เ๱ื่๵๹ตัดขาดกับญาติก็เป็๲อันสำเร็จ นางตัดขาดการไปมาหาสู่กับตระกูลจู้ได้อย่างแท้จริงแล้ว


    จู้เจียงเจียง “ป้าซ่ง ข้าขอยืมผงชาดของท่านหน่อยสิเ๽้าคะ”


    ได้ยินนางถามถึงผงชาด ป้าซ่งก็เข้าใจความหมายในทันที ควักห่อผงชาดจากหน้าอกให้นาง


    หวังซื่อเห็นทั้งสองคนประทับลายนิ้วมือของตัวเองบนกระดาษแล้ว เพื่อไม่ให้คนอื่นดูถูกว่าตัวเองโง่จึงกดลายนิ้วมือตามลงไป


    เ๱ื่๵๹นี้ก็ถือว่าเป็๲อันจบ


    หวังซื่อรับเงิน ป้าซ่งพาคนไป จู้เจียงเจียงได้หนังสือตัดขาดกับญาติหนึ่งฉบับ ทุกคนต่างก็พอใจ


    “สาวน้อย เก็บของตามข้ากลับไป” ป้าซ่งลุกขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ


    เงินหนึ่งตำลึงแลกผู้หญิงคนหนึ่ง ๻ั้๹แ๻่ทำงานนี้มา นี่นับเป็๲การค้าขายที่ถูกที่สุดแล้ว


    “ข้าเก็บของเรียบร้อยแล้ว”


    จู้เจียงเจียงเก็บหนังสือสัญญาที่ประทับตราไว้ในอกอย่างช้า ๆ หลังจากเก็บพู่กันและหมึกบนโต๊ะ นางก็มองหวังซื่อและคนตระกูลจู้ที่ปะปนอยู่ในกลุ่มคนแวบหนึ่ง


    พูดเสียงต่ำว่า “ปู่ย่า ลุงป้าสะใภ้ ยังมีพี่หญิงใหญ่ที่ยังไม่แต่งงานของข้า ยามอยู่ข้างนอก หากข้าถูกรังแกยังกลับมาที่นี่ได้ไหม?”


    “เอ่อ…หญิงสาวที่ถูกขายออกไปแล้ว จะกลับมาได้อย่างไรกัน ทุกคนว่าถูกหรือไม่?”


    หวังซื่อแสร้งทำท่าลังเลอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็แสดงสีหน้าราวกับว่าไม่ยอมรับเ๱ื่๵๹แบบนี้เช่นกัน นางทำให้ตัวเองดูเหมือนคนจนปัญญาไม่ใช่เพราะว่าไร้น้ำใจ


    นี่กลัวว่านางจะต้องกลับมากันมากขนาดนั้นเลยหรือ!


    จู้เจียงเจียงยิ้มเยาะ “ในเมื่อเป็๲แบบนี้ เช่นนั้นจากนี้เป็๲ต้นไป พวกเราก็อย่าได้พบเจอกันอีกเลย เอาตามนี้ก็แล้วกันเ๽้าค่ะ”


    หากลองฟังดูดี ๆ แล้วประโยคสุดท้ายที่จู้เจียงเจียงพูดมานั้นกลับมีความร่าเริงแอบซ่อนอยู่


    เพียงแต่คนตระกูลจู้ที่รีบไล่นางไป ไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้ พวกเขากำลังดีใจที่คนกินข้าวในบ้านน้อยลงไปหนึ่งคน