เห็นเจินเจินและอ้ายอ้ายพยายามควบคุมสีหน้า แต่กลับแสดงความสนิทสนมออกมาโดยไม่รู้ตัวผู้อาวุโสหยวนมู่พลันทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย
ที่แท้เด็กๆ โหยหาสัมผัสจากเขาขนาดนี้เลยหรือ เลือดย่อมข้นกว่าน้ำทว่าเขาแทบไม่เคยปรากฏตัวในชีวิตพวกเขาเลย
การรับรู้นี้ทำผู้อาวุโสหยวนมู่ตกอยู่ในความเงียบงัน เผยอปากแต่จู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าควรพูดสิ่งใด
เดิมเจินเจินและอ้ายอ้ายบอกว่าท่านพ่อของพวกนางคิดถึงท่านปู่มากและมักจะอ่านผลงานชิ้นเอกทุกประเภทของท่านปู่เป็นประจำ ผู้อาวุโสหยวนมู่นึกว่าพวกนางแค่พูดเรื่อยเปื่อยเท่านั้น
แต่เมื่อพวกนางเปิดห้องหนังสือของบิดาตนเองและเห็นบนโต๊ะกับชั้นหนังสือของเขาวางตำราที่ตนเคยประพันธ์มากมายความเศร้าพลันผุดขึ้นมาจนยากจะหักห้าม
สุ่มหยิบ “บันทึกกวีจงหยวน” เล่มหนึ่ง พลิกอ่านสักพักก็เห็นคำอธิบายประกอบและความคิดเห็นแน่นขนัดเหมือนเจ้าของจะเป็นคนเขียนด้วยตนเอง
บรรดาความคิดเห็นเหล่านี้ บางอันเขียนด้วยลายมืออ่อนวัยชัดเจนเข้าใจง่ายบางอันกลับดูเป็นผู้ใหญ่และเรียบร้อย ราวกับเจ้าของอ่านมันประจำตั้งแต่เด็กจนโตช่วงวัยเด็กคำอธิบายไม่ค่อยประสา พอโตก็มีหลากหลายมุมมองมากขึ้น
แม้กระดาษของบันทึกบทประพันธ์จะซีดเหลืองตามกาลเวลาที่ผันผ่านแต่หนังสือเล่มนี้กลับถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าเจ้าของรักและทะนุถนอมมันเพียงใด
และบันทึกกวีจงหยวนเล่นนี้ก็คือบทประพันธ์ของเขาเอง
พลิกถึงหน้าสุดท้าย ผู้อาวุโสหยวนมู่เห็นตัวอักษรเล็กๆ บรรจงเรียบร้อยบรรทัดหนึ่ง“กวีนิพนธ์ของบิดาข้าโดดเด่นเฉียบแหลม อันตัวข้าความรู้น้อย ยากจะไล่ทัน เพียงแต่ข้าไม่เคยพบบิดานับประสาอะไรกับเข้าสถานศึกษา ช่างน่าละอายใจ”
เจ้าสามของเขาไม่เคยตำหนิที่เขาไม่กลับเรือนไม่ดูแลสั่งสอนบุตร กลับโทษตนเองในใจว่าขยันไม่พอจึงเข้าสถานศึกษาไม่ได้
และหนังสือเช่นนี้มีอยู่อีกมากมายบนชั้นหนังสือ
เวลานี้เอง เขาเพิ่งตระหนักว่าตนทำผิดพลาดลงไปแล้ว
เมื่อหันขวับกลับมา พลันเห็นสองแม่หนูเจินเจินกับอ้ายอ้ายกำลังมองเขาตามปริบๆพิงเยี่ยนเจาเจาตรงวงกบประตูอย่างเกียจคร้าน แสงแดดสาดเข้ามาจากภายนอก ทำให้จิตใจคนอ่อนยวบกะทันหัน
“เจินเจิน อ้ายอ้าย...”
ผู้อาวุโสหยวนมู่เตรียมเอ่ยปากคาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะขัดคำพูดของเขา และอาศัยว่าตนได้รับความโปรดปรานเอ่ยอย่างยโสว่า“ท่านปู่ เดือนหน้าข้าต้องไปเรียนกับท่านแล้ว แม้พี่ชายไปด้วยแต่คงไม่ได้อยู่กับข้าตลอดข้ากลัวเหงา อยากพาพี่เจินเจินและพี่อ้ายอ้ายไปสถานศึกษาพร้อมกัน ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสหยวนมู่มองใบหน้าเท่าฝ่ามือยิ้มระรื่น เห็นได้ชัดว่าเดาความคิดของเขาออกหมดแล้วจึงได้พูดเช่นนี้ออกมาเพื่อหาทางลงให้กับเขา อดชื่นชมไม่ได้ว่าธิดาขององค์หญิงช่างฉลาดหลักแหลมนัก
“ได้”
ตอนเยี่ยนเจาเจาเอ่ยถามเมื่อครู่ หัวใจของเจินเจินกับอ้ายอ้ายแทบกระดอนออกมาจากอก
ก่อนหน้านี้พวกนางไม่เคยเข้าเรียนที่สถานศึกษาสกุลหยวนการเรียนหนังสือจึงเหมือนเป็นอุดมคติ ไม่ชัดเจน
แต่วันนี้เจาเจาเอ่ยกับพวกนางเรื่องการเล่าเรียนบอกว่าปัจจุบันฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับบทบาทของสตรีมากขึ้นเรื่อยๆต่อไปสตรีจะสามารถเดินบนเส้นทางขุนนางได้ ใจของพวกนางจึงได้ฮึกเหิมตื่นเต้นเกินต้านทาน
หากสามารถเข้าเรียนในสถานศึกษาสกุลหยวน ก็ถือว่าได้เข้าสถานศึกษาที่ดีที่สุดทางภาคใต้
หากตนพยายามหนักขึ้น ก็จะสามารถกระโดดออกจากเรือนสกุลหยวนเล็กๆไม่เป็นสตรีออกเรือนธรรมดาที่ไม่มีอะไรนอกจากเรือนหลังเหมือนท่านแม่ใช่หรือไม่?
ทว่าเจินเจินกับอ้ายอ้ายคิดว่าสติปัญญาของตนเองยามนี้คงไม่เข้าตาท่านปู่
พวกนางจึงคิดปลอบใจตนเองไว้ในใจตั้งแต่เนิ่นๆคาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสหยวนมู่จะตอบตกลง
ต้องรู้ว่าสถานศึกษาสกุลหยวนมีชั้นเรียนของนักเรียนหญิงเพียงห้องเดียวเหล่าสตรีตระกูลขุนนางมีบรรดาศักดิ์ของทางใต้มากมาย หากเข้าสถานศึกษาสกุลหยวนได้ก็แตกต่างจากคนอื่นแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เมื่อก่อนเจินเจินกับอ้ายอ้ายก็สนใจเพียงเข้าสถานศึกษาสกุลหยวนเท่านั้นแต่หลังจากพบท่านปู่ พูดคุยกับท่านปู่ความรู้สึกผูกพันที่ก่อตัวขึ้นจากสายเลือดเดียวกันพลันส่งผลให้พวกนางชื่นชมเลื่อมใสท่านปู่ของตนเองเข้าจริงๆ
ความรักเอ็นดูของรุ่นปู่ย่าตายายไม่เหมือนของพ่อแม่ความรักของพวกเขาจะอบอุ่นและโอบอ้อมอารี ทำให้เจินเจินกับอ้ายอ้ายรู้สึกแปลกใหม่ ต้องรู้กันก่อนว่าก่อนหน้านี้นายหญิงผู้เฒ่าไม่ค่อยชอบพวกนางและคิดว่าฝาแฝดหญิงเป็นลางร้ายมาตลอด
ยามนี้ท่านปู่ยอมพาพวกนางไปสถานศึกษา เจินเจินกับอ้ายอ้ายจึงเก็บความประหลาดใจบนใบหน้าไม่อยู่ดวงตาพวกนางเปล่งประกาย มองผู้อาวุโสหยวนมู่ด้วยสายตาเคารพเลื่อมใสยิ่งกว่าเดิม
ขณะเดียวกันเจินเจินกับอ้ายอ้ายอดหันมองเยี่ยนเจาเจาข้างกายไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของนาง ก็รำพันว่าคนเราช่างแตกต่างกันอีกครั้ง
แน่นอน เยี่ยนเจาเจาเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ต้นว่า หลังจากนี้จะพาสองพี่น้องหญิงไปสถานศึกษากับตนเองอย่างไรจึงมีบทสนทนาระหว่างทางมา รวมถึงที่ห้องหนังสือนี้
และนี่ไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากความอาทรของคนอื่น แม้จะคล้ายคลึงกับการกระทำของหยวนอีย่วนแต่สาระสำคัญแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถึงจะไร้ละอายและเห็นแก่ตัวหลอกใช้ความรู้สึกผิดและความเห็นใจของผู้อาวุโสหยวนมู่ทว่าสิ่งที่หยวนอีย่วนใช้คือความสงสารที่ผู้อาวุโสหยวนมู่มีต่อนาง กระตุ้นให้ผู้อาวุโสหยวนมู่โกรธ
แต่ของเหล่านี้มันคือความจริง ท่านพ่อของพวกนางเคยอ่านตำราในห้องหนังสือทั้งหมดเพียงต้องรู้จักพูดเท่านั้น
ไม่พูดออกมาผู้อาวุโสหยวนมู่จะทราบได้อย่างไรว่าบุตรชายของตนเองเคารพตนเช่นนี้?
เด็กที่เผยความอ่อนแอมักได้ทุกอย่างที่ต้องการ
เยี่ยนเจาเจาเข้าใจจุดนี้ดีมันไร้ประโยชน์ที่จะดึงดันแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่าโดยไม่พูดอะไรเหมือนตนในชาติก่อนบางครากล้าบอกเรื่องราวที่ตนเคยทำก็เป็นข้อดีต่อตนเองเช่นกัน
นี่คืออีกหลักการที่เยี่ยนเจาเจาสอนเจินเจินกับอ้ายอ้าย
มิหนำซ้ำ เยี่ยนเจาเจารู้ว่าอุบายที่ตนเองใช้ ก็เหมือนเด็กเล่นขายของในสายตาของผู้อาวุโสหยวนมู่เท่านั้นพอเขารู้สึกตัวหลังจากนี้จะเข้าใจว่าเยี่ยนเจาเจากำลังวางแผนล่อลวงเขาอยู่
ทว่าแผนการเล่นไม่ซื่อเหมือนออดอ้อนซื่อๆ จากหลานไม่เพียงไม่ทำให้ผู้อาวุโสหยวนมู่โกรธ กลับกันเขาจะรู้สึกมีความสุข ทั้งรักทั้งมันเขี้ยวแทน
แผนการแบบหยวนอีย่วนกลับเพียงต้องการใช้ผู้อาวุโสหยวนมู่เป็นเครื่องมือให้เขาจัดการนายหญิงใหญ่ที่จะรัดเท้าของตนเองตรงๆ
ผู้อาวุโสหยวนมู่อาจจะรู้แต่เห็นแก่ว่านางเป็นหลานคนโปรดของตนเองจึงไม่ดุด่านางมากนัก ทว่าเรื่องทำนองนี้หากเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าย่อมบดขยี้ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องในภายหลังแล้ว
หลังผู้อาวุโสหยวนมู่ตอบรับคำขอของเยี่ยนเจาเจาก็รีบออกจากบ้านรองราวกับหลบหนีทันที ร่องรอยในบ้านรองโดยเฉพาะห้องหนังสือนั้น ราวกับพรรณนาภาพเจ้าสามที่สมบูรณ์แบบออกมา
ผู้อาวุโสหยวนมู่หายใจไม่ออกเล็กน้อย
เขารู้อยู่แล้วว่าบุตรชายทั้งสองที่โดนตนกีดกันไม่ใช่คนโง่งมตรงกันข้ามพวกเขาขยันตั้งใจเรียน ปัจจุบันต่างก็เป็นขุนนางอยู่คนละที่กินเบี้ยหวัดรับใช้ราชวงศ์ต้าซี
พลาดช่วงเติบโตของบุตรชายหลายคนไปเขาไม่ค่อยอยากพลาดช่วงเติบโตของรุ่นหลานตนเองนัก เรื่องราวปีนั้นนายหญิงผู้เฒ่าสมควรตายทว่าพวกหลานๆ ทำผิดอะไร?
ไม่มี
การกลับมาอย่างกะทันหันของผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่มีใครตั้งตัวทันจวนจึงจำต้องสั่งโต๊ะอาหารจากข้างนอก มาเลี้ยงต้อนรับผู้อาวุโสในเรือนหลัก
นายหญิงใหญ่ยังตามหาหยวนหยางฮุยอยู่ข้างนอกนายหญิงรองตระหนักว่าตนไม่มีความสามารถดูแลภายในเรือนงานเลี้ยงวันนี้นายหญิงสามจึงเป็นคนจัดการ
เพราะเรือนหลักกว้างขวางที่สุดการประดับตกแต่งรอบกายล้วนดีเยี่ยมที่สุด ดังนั้นแม้นายหญิงใหญ่จะไม่อยู่นายหญิงสามก็กล้าใช้ข้ออ้างเรื่องจัดงานเลี้ยงให้นายท่านผู้เฒ่า สั่งงานบ่าวหญิงของนายหญิงใหญ่จนหัวหมุน
แม้นางปากจัดใจดำ แต่งานกลับทำได้ค่อนข้างดีไม่ถึงกับพบข้อผิดพลาดไปเสียทุกที่
บ่าวโดนนางจิกหัวอย่างสามหาว โกรธแทบเป็นแทบตาย แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมากต่อหน้านายท่านผู้เฒ่ากลับทำให้นายหญิงสามหลงระเริง และคิดว่าเป็นนายหญิงผู้ดูแลเรือนน่าเกรงขามสุดๆ
เพียงแต่นายหญิงสามชาติกำเนิดต่ำต้อย สามีก็เป็นเพียงบุตรอนุภรรยาของจวนสกุลหยวนบุตรสาวพ่อค้าที่เป็นภรรยาของบุตรอนุภรรยาอย่างนางชีวิตนี้ไม่มีทางเป็นนายหญิงดูแลเรือนได้
นางจึงทำได้เพียงฉวยโอกาสยามที่นายหญิงใหญ่ไม่อยู่นายหญิงรองใช้งานไม่ได้แสดงอำนาจเท่านั้น
เพราะผู้อาวุโสหยวนมู่ตั้งใจจะทำดีต่อเหล่าผู้น้อยในเรือน จึงไม่ปฏิเสธคำเชิญร่วมงานเลี้ยงของนายหญิงสาม
เพียงแต่เขาบอกว่าต้องไม่เห็นนายหญิงผู้เฒ่า
หากนายหญิงผู้เฒ่ามา เขาไม่ยอมมาเด็ดขาด
โชคดีที่วันนี้นายหญิงผู้เฒ่าโมโหเป็นฟืนเป็นไฟกับวาจาของเขายามนี้ยังนอนโกรธอยู่บนเตียงไม่ยอมลุกขึ้นมา บ่าวไพร่รอบกายไม่กล้าบอกว่านายท่านผู้เฒ่าพูดอะไรนางก็ไม่คิดหาเรื่องใส่ตัวแล้ว
ระหว่างนางกับนายท่านผู้เฒ่ามีหนี้สูญที่ค้างคากันอยู่นางรู้ดีอยู่แก่ใจ
ในอดีตนายท่านผู้เฒ่าไม่ค่อยกลับมา เมื่อกลับมาบางครั้งข้างกายล้วนเป็นหยวนอีย่วนคอยปรนนิบัติคีบอาหารให้เขาทว่าวันนี้เปลี่ยนเป็นเยี่ยนเจาเจาแทน
เยี่ยนเจาเจานั่งอยู่ข้างกาย และคีบอาหารให้เขาด้วยรอยยิ้มตาหยี
คีบถั่วแขก มะเขือม่วงและมะระ เลี่ยงผักชี ขึ้นฉ่ายและถั่วพร้า
เห็นได้ชัดว่านางรู้รสนิยมการกินของเขาว่าเป็นเช่นไรกลับไม่ปิดบังสักนิด
ทั้งที่พบหน้ากันครั้งแรก เหตุใดถึงได้รู้กัน?
ใช้กลอุบายตื้นเขินชัดๆ
แต่ท่าทางเจ้าเล่ห์ ฉลาดผิดจุดและสบายๆไม่ป้องกันเช่นนี้ดันน่ารัก ราวกับลูกแมวซื่อๆ วิ่งวนงับหางตนเองไม่หยุดหย่อนทั้งโง่งมเงอะงะ แต่กลับทำคนรอบข้างมีความสุข รู้สึกจิตใจสงบ
เวลานี้เองนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่กลับมามีสติ
นี่เป็นบุตรสาวตระกูลเหลียงดั้งเดิมจริงๆฉลาดแยบยลตั้งแต่เล็ก และไม่ใช้ความคิดในทางสกปรกเหมือนคนอื่นๆ จนอดอยากปฏิบัติดีต่อนางไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสเผลอหันมองหยวนอีย่วนที่โดนเยี่ยนเจาเจากับเจินเจินอ้ายอ้ายเบียดออกไปที่นั่งถัดลงไป
นางคือคนอื่นที่ผู้อาวุโสหยวนมู่กำลังคิดถึงในยามนี้