รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    โปรดอนุญาต

            หลิวเยี่ยนเฟยเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

             

            ว่าถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะมาทำงานที่นี่นักหรอก

             

            ตัวตนระดับปรมาจารย์สามคนแถมทั้งสามคนนั้นก็ยังมีนิสัยที่ค่อนข้างจะเอาแต่ใจอย่างสุดโต่ง  แต่ละคนขึ้นชื่อเรื่องทำอะไรตามใจมาแต่ไหนแต่ไร

             

            แล้วพอทั้งสามคนนี้มาอยู่ด้วยกันแทนที่จะทะเลาะกัน กลับกลายเป็นสนิทสนมกลมเกลียวกันแทนเสียนี่ 

             

            และพอมาดูๆแล้วเจ้าคนที่ลงไปกลิ้งอยู่กับพื้นนั่นคงไปล่วงเกินท่านปรมาจารย์ไป่อย่างแน่นอนไม่งั้นสองคนนั้นจะก้าวออกไปลงมือพร้อมกันได้อย่างนั้นหรือ?

             

            ถ้ายังไม่ถึงตายก็คงไม่เป็นไรทั้งสองคนก็ดูจะออมแรงเอาไว้แล้ว เขาสามารถทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ตราบใดที่ยังไม่มีคนมาตายตรงหน้า

             

            เอาล่ะ รีบชิ่งออกไปก่อนดีกว่า

             

             

            แต่ไม่ทันที่เขาจะถอยออกไปแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกลับมีคนเรียกเขาเอาไว้เสียก่อน

             

            “ท่านพลเอกเดี๋ยวก่อนสิครับ!”

             

            เป็นผู้จัดการของโรงแรมที่วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางน่าสงสาร  ถ้าความหวังเพียงหนึ่งเดียวอย่างหลิวเยี่ยนเฟยยังทิ้งเขาไปอีกมีหวังโรงแรมนี้อาจจะกลายเป็นเศษซากในเร็วๆนี้ก็ได้

             

            “คุณผู้จัดการมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยรีบตีหน้านิ่งเขาหันไปยิ้มและพูดคุยกับผู้จัดการอย่างสุภาพราวกับไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ที่กำลังบานปลายอยู่ทางด้านหลัง

             

            “ขอร้องล่ะครับ! ช่วยหยุดพวกเขาที ไม่งั้นผมโดนไล่ออกแน่ๆ!”ผู้จัดการแทบจะก้มลงไปร้องไห้กอดขาท่านพลเอกคนนี้ไว้ท่าทางของเขาทำให้หลิวเยี่ยนเฟยได้แต่ถอนหายใจออกมา

             

            “...ผมจะพยายามนะครับ”

             

            ชายหนุ่มกำลังจะก้าวไปเปิดประตูอีกครั้งแต่สายตาของเขาก็พลันสัมผัสได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาได้เสียก่อน

             

            พวกเขาอยู่ในชุดกองทัพของทางการผู้ที่เดินนำมาคือชายวัยกลางคนที่สวมแว่นตาเขาดูไม่แปลกใจเลยที่เห็นพลเอกอย่างหลิวเยี่ยนเฟย

             

            พลตรีของกองทัพ  โจวห้าวหยุน!

             

            เขาก็คือพลตรีที่เคยเดินทางไปยังบ้านพักของไป่ฟานเซียนในวันนั้นนั่นเอง

             

            ทั้งยังมีปากเสียงปะทะคารมกับหลิวเยี่ยนเฟยอยู่บ่อยๆ

             

            “ไม่เจอกันนานนะนายพลหลิว” โจวห้าวหยุนเดินมาหยุดอยู่หน้าหลิวเยี่ยนเฟย แม้ปากจะเรียกนายพลแต่กลับไม่มีท่าทีเคารพอยู่ในน้ำเสียงและการกระทำของเขาเลยสักนิด

             

            “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?”หลิวเยี่ยนเฟยหรี่ตา เรื่องในครั้งนี้กองทัพให้เขามาจัดการ

             

            ถ้าอย่างนั้นทำไมโจวห้าวหยุนถึงเดินทางมาที่นี่?

            “ผมก็ได้รับคำสั่งมาเหมือนกันน่ะสิ...”

             

            โจวห้าวหยุนยิ้มอย่างมีเลศนัย เขากำลังจะเดินเข้าไปในห้องก็พอดีกับที่ประตูเปิดออกมาเสียก่อนกลุ่มคนสี่ห้าคนช่วยกันแบกร่างของชายตัวใหญ่ออกมาสภาพของเขาดูอิดโรยและเต็มไปด้วยบาดแผล ตามเนื้อตามตัวเต็มไปด้วยรอยถลอกโดยเฉพาะแขนข้างหนึ่งของเขาที่ห้อยต่องแต่งและมีเลือดไหลทะลัก

             

            พลตรีโจมสะดุ้งเบาๆแต่รีบเก็บอาการ  เขามองตามคนกลุ่มนั้นไปโดยไม่รู้ตัว ก็พอดีกับได้ยินเสียงของถังเทียนจี๋ลอยออกมาจากในห้องผ่านทางลำโพง

             

            “เอาล่ะ...พวกเรามาเริ่มคุยกันต่อดีกว่า”

             

             

             

             

             

             

            สถานการณ์ในห้องกลับกลายเป็นสงบลงอีกครั้ง หลังจากที่มีคนมาแบกร่างของคุณชายอันคนนั้นออกไปรักษาแต่บรรยากาศมันกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเหล่าตัวแทนของผู้มีอำนาจกลายเป็นสงบปากสงบคำมากขึ้น พวกเขานั่งหลังตรงไม่กล้าขยับมากมายนักพลางจับจ้องไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน

             

            แม้แต่โจวห้าวหยุนและหลิวเยี่ยนเฟยก็ยังอยู่อย่างสงบอยู่ที่มุมหนึ่ง

             

            ไป่ฟานเซียนนั่งลง  สองข้างของนางคือจอมดาบเจิ้งเหรินอี้และนางพญาแม่ม่ายแดงเซี่ยซูเหยา แม้ว่าเรื่องจะสงบแล้วแต่ทั้งสองคนก็ยังแผ่แรงกดดันออกมาบางเบาเป็นการเตือนอยู่

             

            เด็กน้อยสามคนนั่งแยกกันเหม่ยอิงนั่งอยู่กับปู่ของเธอส่วนถังเย่เย่กับฮุ่ยเอ๋อเลือกที่จะนั่งอยู่ข้างๆเซี่ยซูเหยา

             

            แม้จะยังเด็กแต่พวกเธอก็รู้ดีว่าไม่ควรจะไปรบกวนนายหญิงในเวลานี้

             

            ที่ด้านหลังของไป่ฟานเซียนคือพ่อบ้านชราที่คอยเสิร์ฟน้ำชาชั้นดีให้อย่างนอบน้อม  ตอนนี้ไป่ฟานเซียนดูเหมือนองค์จักรพรรดินีของจริงที่มีข้าราชบริพารล้อมหน้าล้อมหลัง!

             

            “เอาล่ะ...ท่านปรมาจารย์ไป่มีเวลาไม่มากนักพวกคุณมีธุระอะไรก็พูดออกมาทีเดียวเลย”

             

            เป็นถังเทียนจี๋ที่รับมือเรื่องพวกนี้ให้เขาเปิดโอกาสให้คนที่มารวมตัวได้พูดคุยกันก่อน

             

            “ท่านปรมาจารย์ไป่! พวกเราตระกูลเซี่ยจากภาคเหนืออยากเสนอความร่วมมือ”เป็นเซี่ยเจ๋อเทาที่เป็นหลานของเซี่ยซูเหยาที่ชิงพูดออกมาก่อน เขาต้องรับมือกับสถานการณ์ทั้งหมดก่อนที่บิดาของเขาจะมาถึง

             

            เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ดังตามมาทันทีตระกูลเซี่ยคือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ในโลกของผู้ฝึกตนพวกเขามีอิทธิพลอย่างมากในทางภาคเหนือนอกจากนี้ตัวตนสุงสุดของตระกูลอย่างเซี่ยซูเหยาก็นั่งอยู่ข้างๆไป่ฟานเซียนเรียบร้อยแล้ว

             

            คงไม่ใช่ว่าการเจรจาจะจบลงเร็วกว่าที่คิดใช่ไหม?

             

            ถ้าอาศัยความสัมพันธ์โดยให้เซี่ยซูเหยาเป็นตัวกลางได้สำเร็จตระกูลเซี่ยจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ!

             

            “โปรดอธิบายข้อเสนอ...”ถังเทียนจี๋ผายมือ  เขาไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงอิทธิพลของตระกูลใหญ่พวกนี้อีกต่อไปเรียกได้ว่าการเลือกจะติดตามคนถูกคนนั้นช่วยยกระดับฐานะของเขาไปได้มากเช่นกัน

             

             

            เซี่ยเจ๋อเทาลังเลเขาหันไปมองผู้อาวุโสของตระกูลทั้งสองคนที่พยักหน้าให้ตอนนี้เขาต้องเป็นคนดำเนินเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง

             

            “ตระกูลเซี่ยสนใจโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตา...”

             

            ไม่ทันที่เขาจะพูดจบห้องประชุมก็วุ่นวายทันทีพวกเขาทุกคนที่มาในวันนี้ล้วนต้องการโอสถชนิดนี้กันทั้งนั้น

             

            “กลุ่มกางเขนดำก็ต้องการเช่นกัน!”

             

            “ตระกูลของผมก็ต้องการ!”

             

            “ตระกูลเซี่ยจะนำมันไปคนเดียวไม่ได้นะ”

             

            พวกเขาโวยวายออกมาไม่หยุดเซี่ยเจ๋อเทาสูดลมหายใจและพูดสิ่งที่เขาถูกสั่งมา

             

            “ตระกูลเซี่ยยินดีเสนอตำแหน่งผู้อาวุโสให้ท่านจักรพรรดินีโอสถ  ทั้งยังยินดีจะมอบหุ้นส่วนสิบเปอร์เซ็นต์ของตระกูลให้ด้วย!”

             

            ตระกูลเซี่ยคือตัวตนเช่นใด

             

            พวกเขาคือตระกุลใหญ่นอกจากจะมีอิทธิพลอย่างยิ่งในโลกของผู้ฝึกตนแล้วเบื้องหน้าของพวกเขาก็ยังมีอิทธิพลต่อบุคคลทั่วไปเช่นกัน

             

            เซี่ยจื่อโจวแม้จะมีพลังฝึกตนไม่โดดเด่นเฉกเช่นพี่สาวเขาไม่สามารถทะลวงผ่านมาสู่ระดับปรมาจารย์ได้แต่เขาก็ยังมีพรสวรรค์ในการบริหารตระกูลเขาอาศัยชื่อเสียงของเซี่ยซูเหยาที่มีต่อกลุ่มผู้ฝึกตนมาดึงดูดให้กลุ่มคนเหล่านั้นมาทำงานให้ตระกูลเซี่ย

             

            นอกจากนี้เขายังก่อตั้งธุรกิจเบื้องหน้ามากมาย ตระกูลเซี่ยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในรุ่นเดียว  เพียงไม่นานมันก็หยั่งรากลึกในภาคเหนือไปแล้ว

             

            ทรัพย์สินของตระกูลจึงมีมากมายมหาศาล

             

            แค่ไป่ฟานเซียนตกลงคำเดียวนางก็จะได้รับส่วนแบ่งมหาศาลนั้นมาฟรีๆถึงหนึ่งในสิบโดยไม่ต้องเหนื่อยอะไรทั้งยังจะมีกินมีใช้อย่างสุขสบายไปทุกปีตราบที่ตระกูลเซี่ยยังรุ่งเรืองแบบนี้อยู่

             

            “แน่นอนว่าเราสามารถตกลงกันได้...นั่นเป็นเพียงสิ่งตอบแทนหากท่านปรมาจารย์ไป่ยอมปรุงโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาให้ตระกูลเซี่ย”

             

            เซี่ยเจ๋อเทาพูดต่อเขาเริ่มมีความมั่นใจกลับมาหลังจากที่เห็นใบหน้าตกตะลึงของผู้คนในห้อง

             

            “นอกจากนี้ตระกูลเซี่ยยังยินดีที่จะรับซื้อโอสถทุกเม็ดที่ท่านปรุงขึ้นมาในราคาสูงกว่าตลาด หรือถ้าท่านต้องการวัตถุดิบใดพวกเราสามารถใช้เส้นสายทางภาคเหนือช่วยจัดหามาให้ท่านได้”

             

            เป็นผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ข้างๆเซี่ยเจ๋อเทาพูดขึ้นมาต่อ

             

            ครั้งนี้ตระกูลเซี่ยทุ่มสุดตัวจริงๆ

             

            สถานะนักปรุงยาขั้นสี่ของไป่ฟานเซียนคือสิ่งที่มีค่ามหาศาล เมื่อปรมาจารย์ลู่ชิงไม่อยู่แบบนี้จึงมีเพียงนางผู้เดียวที่สามารถปรุงโอสถระดับสี่ที่แท้จริงขึ้นมาได้

             

            ถ้าได้นางมาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลไม่ต้องถึงขั้นพลิกสวรรค์ฟื้นชะตา แค่โอสถระดับสี่ธรรมดาอื่นๆก็สามารถทำกำไรกลับมาให้ตระกูลเซี่ยมากมายแล้ว

             

            เมื่อเห็นราคามหาโหดที่ตระกูลเซี่ยเสนอมาเหล่าขุมอำนาจที่สถานะทางการเงินไม่สามารถนำมาเทียบก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งฟังเงียบๆเท่านั้น

             

             

            ในตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดอย่างเร่งรีบจากทางด้านนอกชายวัยกลางคนรีบเดินเข้ามาในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงทั้งยังกระเซอะกระเซิงอย่างที่สุด

             

            ดูก็รู้ว่าเขารีบร้อนเดินทางมาที่นี่ขนาดไหน

             

            “ท่านพ่อ?”เซี่ยเจ๋อเทาประหลาดใจ  เขาพึ่งติดต่อท่านพ่อของเขาไปแค่ประมาณชั่วโมงกว่าๆนายใหญ่ของตระกูลเซี่ยคนนี้ก็สามารถเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้เสียแล้ว

             

            นายใหญ่ตระกูลเซี่ยอย่างเซี่ยจื่อโจวไม่ได้หันไปมองลูกชายที่กำลังประหลาดใจเขารีบเดินเข้าไปหาหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงซึ่งนั่งอยู่บริเวณหน้าห้อง

             

            “ผมมาแล้วครับท่านพี่...”

             

            ภาพที่นายใหญ่ที่สูงส่งของตระกูลเซี่ยอย่างเซี่ยจื่อโจวกำลังค้อมหัวทำความเคารพคงจะดูแปลกในสายตาของคนธรรมดาแต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนที่นี่เขาไม่แปลกใจเลยสักนิด

             

            ก็ในเมื่อหญิงสาวคนนั้นคือพี่สาวของผู้ชายคนนั้นจริงๆทั้งยังเป็นตัวตนระดับปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ถึงจะยังดูเหมือนสาวน้อยคนหนึ่งแต่อายุอานามของเธอแน่นอนว่ามากกว่าหลายๆคนในห้องนี้ไปแล้ว

             

            “มาสายนะคะ”

             

            เซี่ยซูเหยาพูดเสียงเรียบเธอดูเหมือนแค่กำลังพูดแบบปกติแต่กับน้องชายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กอย่างเซี่ยจื่อโจวกลับรู้สึกขนลุกซู่  ตามปกติพี่สาวของเขาจะค่อนข้างใจดีแต่มักจะถูกคนเข้าใจผิด แม้จะมีอารมณ์ร้อนและดูน่ากลัวสำหรับคนภายนอกไปบ้างแต่ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูก็รู้แล้วว่ากำลังโกรธอยู่!

             

            “ผะ...ผมรีบมาสุดๆแล้วครับ”

             

            หลังจากที่ได้รับสายจากลูกชายเซี่ยจื่อโจวก็ละทิ้งทุกอย่างที่กำลังทำอยู่แล้วบึ่งมายังเขาเคียงเมฆาแห่งนี้ขนาดที่ว่าการจราจรติดขัดที่ตีนเขายังไม่สามารถหยุดเขาได้เพราะนายใหญ่ของตระกูลถึงขนาดกระโดดลงมาจากรถแล้วใช้กำลังภายในวิ่งตัดผ่านภูเขาขึ้นมาตรงๆ

             

            นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เขามาปรากฏตัวที่นี่คนเดียวทั้งยังสภาพดูไม่ค่อยได้แบบนี้

             

            “...เหรอคะ?”เซี่ยซูเหยาพูดเพียงแค่นั้น  เซี่ยเจ๋อเทาที่ไม่ค่อยได้พบกับท่านป้าของตัวเองมองสถานการณ์นี้อย่างงุนงงขณะที่ผู้อาวุโสของตระกูลที่นั่งอยู่ข้างๆกระซิบมาว่า

             

            “...อย่าพูดอะไรออกไปขัดนะครับ”

             

            พวกเขาติดตามตระกูลเซี่ยมานาน ภาพที่นายใหญ่ที่น่าเกรงขามของพวกเขาโดนกดขี่โดยพี่สาวของตนเองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนัก

             

            เพราะปรมาจารย์เซี่ยไม่ค่อยจะสุงสิงกับใคร  และผู้คนก็หวาดกลัวใน “พิษ” ของเธอ

             

            ในระยะหลังๆที่เธอเริ่มออกไปท่องโลกมันก็ไม่ได้เกิดเรื่องแบบนี้อีกทั้งยังไม่ค่อยกลับบ้านเซี่ยเจ๋อเทาที่นานๆจะได้เจอท่านป้าทีหนึ่งจึงไม่เคยเห็นด้านนี้ของเธอ

             

            “...ข้อเสนอพวกนั้น ใครเป็นคนคิดเหรอคะ?”

             

            อยู่ๆเซี่ยซูเหยาก็เปลี่ยนเรื่องไปเสียเฉยๆทำให้น้องชายของเธอไปต่อไม่ถูก ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงแต่ก็ตอบกลับไปว่า

             

            “ครับ...เป็นมติของผู้อาวุโสของตระกูลที่เห็นตรงกัน...”

             

             

            “ฮึ่ม!...อะไรที่ทำให้พวกคุณมีความกล้าแบบนั้น?”

             

            เซี่ยซูเหยาระเบิดอารมณ์จนพลังปราณปะทะออกมาจากร่างแรงกดดันของพี่สาวทำให้เซี่ยจื่อโจวสับสน เขายังไม่รู้สาเหตุที่พี่สาวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแบบนี้จริงๆ

             

            ก่อนที่เขาจะตอบกลับแรงกดดันพวกนั้นก็หายไปกะทันหันจนเขายังปรับอารมณ์ตัวเองไม่ทัน

             

            “พี่หญิงสนใจตระกูลเซี่ยไหมคะ...?”

             

            วินาทีที่เซี่ยซูเหยาหันไปพูดกับไป่ฟานเซียนนั้นอย่างกับคนละคน  นายใหญ่ตระกูลเซี่ยอ้าปากค้าง  ท่าทางอ่อนหวานและหน้าแดงระเรื่อของพี่สาวนั้นเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

             

            “...ตระกูลของเจ้า?”

             

            ไป่ฟานเซียนที่ไม่ได้พูดออกมาแม้แต่คำเดียวเงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยชาแล้วหันมาสบตากับเซี่ยซูเหยาอย่างไม่เข้าใจ

             

            “ใช่แล้วค่ะ...”

             

            ไม่ทันขาดคำเซี่ยจื่อโจวที่กำลังงุนงงก็ถูกพลังปราณบังคับให้ลงไปคุกเข่าเขาประหลาดใจที่เห็นพี่สาวลงมานั่งข้างๆหญิงสาวที่งดงามเงยหน้าขึ้นไปพลางประสานมือไว้กลางหน้าอก

             

            “ตั้งแต่วันนี้ ตระกูลเซี่ยแห่งภาคเหนือจะขอเข้าร่วมกับพี่หญิง ทั้งอำนาจและอิทธิพลต่างๆรวมถึงทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลจะขึ้นตรงต่อท่าน  ขอพี่หญิงโปรดอนุญาตด้วยค่ะ!”

             

            ไป่ฟานเซียนสบตากับสายตาที่เด็ดเดี่ยวของเซี่ยซูเหยาดวงตาของเธอไม่มีความลังเลอยู่เลยแม้แต่น้อยด้านน้องชายของเธออย่างนายใหญ่ตระกูลเซี่ยแม้จะสับสนจนทำอะไรไม่ถูกแต่ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของพี่สาวเขาก็ขัดไม่ได้

             

            ถึงจะเห็นว่าเขาเก่งกาจขนาดที่นำตระกูลจนเจริญรุ่งเรืองแต่ความจริงแล้วเบื้องหลังความสำเร็จของเขาล้วนมีผู้หญิงอยู่หนึ่งคนเสมอ

             

            หากไม่มีชื่อเสียงของ“ปรมาจารย์เซี่ยซูเหยา” คอยค้ำจุนมาตั้งแต่แรก ตระกูลเซี่ยภายใต้การบริหารงานของเขาก็คงจะล้มครืนไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบนอกจากนี้ยังมีความช่วยเหลืออีกหลายอย่างที่คนภายนอกไม่เคยรู้แต่ในฐานะน้องชายของเธอเขารู้อยู่เต็มอก

             

            ดังนั้นหากจะเป็นแบบนี้...

             

            หมับ!

             

            เซี่ยจื่อโจวผสานมือแล้วพูดออกมาอย่างแน่วแน่เช่นเดียวกัน

             

            “ขอปรมาจารย์ไป่โปรดอนุญาต!”

             

             

            สถานการณ์นี้ทำให้หลายคนกลายเป็นอ้าปากค้างในตอนแรกตระกูลเซี่ยเพียงเสนอตำแหน่งอาวุโสและหุ้นส่วนหนึ่งให้แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างของตระกูลขึ้นตรงกับไป่ฟานเซียน!

             

            หญิงสาวจ้องมองไปยังเซี่ยซูเหยา  นางรับรู้ได้ทันทีว่าเธอคนนี้กำลังทำอะไรอยู่

             

            เพราะสถานการณ์ในตอนนี้กำลังจะวุ่นวาย เซี่ยซูเหยาจึงเลือกที่จะดึงอิทธิพลของตระกูลเซี่ยให้มาอยู่ข้างนาง  หากมีผู้ไม่หวังดีจะก่อปัญหาให้ไป่ฟานเซียนอย่างน้อยก็ต้องคิดให้ดีว่าพวกเขาจะรับความโกรธของตระกูลเซี่ยได้หรือไม่!

             

            ไป่ฟานเซียนยิ้มบางๆ  ในยุคนี้ฐานอำนาจของนางมีแค่ตระกูลถังถ้าได้ตระกูลเซี่ยมาร่วมด้วยแน่นอนว่าจะสามารถจัดการปัญหาให้นางได้ไม่น้อย

             

            นอกจากนี้

             

            สำหรับเซี่ยซูเหยา

             

            นางมองว่าเป็นคนของนางมาตั้งนานแล้ว...

             

             

            “อืม...รบกวนพวกเจ้าแล้ว”

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน