ต้นที่ 1 ...
เสียงรบกวนจับใจความไม่ได้ที่ดังแว่วอย่างแ่เบาและค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัว แต่ก็ยังคงรู้สึกมึนงง ไม่สามารถทำความเข้าใจกับเสียงรบกวนที่ดังอยู่รอบตัวว่ามันเป็เสียงของอะไรกันแน่ เลยทำเพียงแค่นอนนิ่งๆ เหมือนอย่างเคยและปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก
อือ ทำไมปวดหัวอย่างนี้นะ เสียงอะไร มีคนคุยกันอยู่งั้นเหรอ ใครกันนะ… อ่า ไม่เห็นจะเข้าใจเลย...
ผมค่อยๆ ปรือตาขึ้นมองพยายามจะลืมตาขึ้นมาเพื่อมองดูต้นตอของเสียงที่ได้ยินแต่ก็เป็ไปได้ยาก แสงสีขาวจ้าที่กระทบเข้ามาในดวงตาทำให้ทุกอย่างดูพร่าเลือนจนต้องปิดเปลือกตาลงอีกครั้งและฟังเสียงเ่าั้อย่างตั้งใจแทน
อ่า แสบตาจังแฮะ
“มันฟื้นแล้วค่ะ!” เสียงผู้หญิงเล็กๆ แหลมๆ พูดขึ้นมา ฟังแล้วน่ารำคาญชะมัด แต่ผมก็ยังขมวดคิ้วมุ่นหลับตาอยู่เหมือนเดิม
“ไหนๆ ดูสิ ไม่เห็นมันลืมตาขึ้นมาเลย ตาฝาดหรือเปล่าลูก” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งตอบกลับไป ฟังจากเสียงน่าจะมีอายุหน่อย และคงเป็แม่ของคุณเสียงเล็กแหลมแน่นอนร้อยเปอเซ็นต์
รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย
“เมื่อกี้มันลืมตาขึ้นมาแล้ว มันต้องไม่อยากคุยกับคุณแม่แน่เลยค่ะ มันถึงแกล้งทำเป็หลับอยู่แบบนี้ จัดการมันเลยค่ะคุณแม่ ปลุกมันขึ้นมาเลย ทำเป็สำออย หนีความผิดน่ะสิไม่ว่า”
พอคุณเสียงเล็กแหลมพูดเสร็จผมก็รู้สึกเหมือนกำลังนั่งรถไฟเหาะหรือไม่ก็แผ่นดินไหว ถ้าจะเขย่าขนาดนี้อย่าเรียกว่าปลุกเลย นี่ถ้าผมเป็มิลค์เชค วัตถุดิบคงเข้ากันพร้อมดื่มไปนานแล้ว
“กัน! กัน! ลุกขึ้นมา! ไม่ต้องมาสำออย กันเกรา!”
ยัยป้านี่จะอะไรนักหนาแล้วเรียก กันๆ ๆ อยู่นั่นแหละ เรียกคนชื่อกันก็ไปเขย่าคนชื่อกันสิ จะมาเขย่าตัวเขาทำไมเล่า
“คุณแม่เห็นไหมคะ มันขมวดคิ้วชักสีหน้าใส่คุณแม่ด้วย แต่ไม่ยอมลืมตาขึ้นมา แบบนี้มันต้องแกล้งคุณแม่แน่ๆ ค่ะ”
“กันเกรา! แกลืมตาขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! มาฟังเื่งามหน้าที่แกทำทั้งหมดสิ! วันๆ เอาทำอะไรก็ไม่รู้ไร้สาระไม่เคยจะอยู่ติดบ้าน งานการก็ไม่เคยช่วยทำ มัวแต่แต่งตัวแรดๆ ไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ แล้วเป็ไงล่ะ! ฉันคิดไว้ไม่มีผิดมันต้องมีวันนี้ ไม่รู้ไปโดนไอ้หมาข้างถนนตัวไหนมันทำถึงได้ป่องแบบนี้ บอกมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเป็ใคร! ลุกขึ้นมา!”
มาถามหาใครอีกเนี่ยไม่รู้จักโว้ย ไม่รู้จักใครทั้งนั้น!
ผมล่ะนับถือป้าแกจริงๆ เลย ที่สามารถร่ายยาวได้ขนาดนี้เพื่อปลุกผม ไม่รู้ว่าหายใจทันหรือเปล่า
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่ามันเป็ใคร! ใครมันเป็พ่อของเด็กในท้องแก!!”
โอ๊ย จะตะคอกทำไมเนี่ยแก้วหูจะแตกอยู่แล้ว ถามอยู่นั่นแหละว่าใคร ใครเป็พ่อเด็ก? อะไร ไม่รู้เว้ย! แต่เดี๋ยวนะ เดี๋ยวๆ ๆ เมื่อกี้ยัยป้ามหาภัยนี่พูดว่าอะไรนะ?
พ่อของเด็กในท้อง!!
ผมลืมตาลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนยัยสองแม่ลูกชะงักค้างยกมือสองข้างขึ้นมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ผมไม่ได้สนใจพวกเขาสองคนสักเท่าไหร่ สิ่งที่ผมทำต่อจากนั่นคือยกผ้าห่มคลุมจนถึงหัวของตัวเอง จากนั้นก็ถอดกางเกงลงนิดหน่อยเพื่อดูอะไรที่มันเอาไว้ใช้ระบุเพศอย่างชัดเจน
หือ ก็มีนี่หว่า มีอะไรที่ห้อยต่องแต่งแบบนี้ก็คือผู้ชายไง
ถึงจะเลอะๆ เลือนๆ จำอะไรไม่ค่อยได้แต่ก็จำได้ว่าตัวเองเป็ผู้ชายนะ ผู้ชายท้องไม่ได้... ใช่ไหม รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจเลย หรือยัยป้านี่เข้าใจอะไรผิด เข้าห้องผิดอะไรประมาณนี้
งง…
นั่งคลุมโป่งคิดกับตัวเองอยู่คนเดียวได้ไม่นานผ้าห่มก็ถูกกระชากออกอย่างแรง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าฝีมือใคร ยัยสองแม่ลูกมหาภัยนี่มันน่าโดนถีบสักทีจริงๆ ทำให้หงุดหงิดหลายครั้งแล้วนะ
“แกทำอะไร คิดจะหนีความผิดหรือไง อ้อ หรืออายไม่กล้าสู้หน้าฉันกับคุณแม่ แต่อย่างแกแค่ผ้าห่มมันเอาไม่อยู่หรอก ต่อให้เอาปี๊ป เอากาละมัง เอาโอ่ง คลุมหัวแกไว้ก็เอาไม่อยู่หรอก ทำเื่งามหน้านักจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว!”
ก็เอาไว้ที่เดิม… ก็อยากจะตอบคุณเสียงแหลมว่าแบบนี้อยู่นะ ถ้าไม่ติดตรงที่ว่า แค่ก คอแห้งมากเลย โอ๊ย จิบน้ำหน่อยไม่ไหวแล้ว
ผมเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำดื่มบนโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาดื่มทั้งขวดเกือบหมด อ่า... สดชื่น ตอนแรกก็ว่าจะจิบนิดหน่อย แต่รู้สึกน้ำมันอร่อยยังไงไม่รู้ หรือเราจะหลับไปนานเลยหิว
“อร้าย คุณแม่ดูมันสิคะ ดูมันทำ!”
“กันเกรา นี่แกไม่สำนึกเลยใช่ไหมว่าทำอะไรลงไป ยังจะทำกิริยาอย่างนี้ใส่ลูกฉันอีก เดหลีอุตส่าห์เตือนแกด้วยความหวังดี ฉันอุตส่าห์อดทนเลี้ยงดูแก ส่งเสียให้เรียนหนังสือดีๆ จบมาจะได้มาช่วยครอบครัวของเราทำงานทำการ แต่นี่อะไรแกทำอะไรเคยคิดบ้างไหมว่าชื่อเสียงวงศ์ตระกูล พฤกษชาติ จะเสียหายขนาดไหน! เทอร์ควอยซ์กรุ๊ป จะมองตระกูลของเรายังไง จะมองลูกเดหลีของฉันยังไง ที่มีลูกพี่ลูกน้องเป็คนแบบแกอย่างนี้ ถ้าเดหลีไม่ได้เป็สะใภ้เทอร์ควอยซ์กรุ๊ป เพราะข่าวเสียๆ หายๆ ของแก ทั้งหมดเป็ความผิดของแก ไม่เห็นแก่หน้าป้า หน้าลุง ก็เห็นแก่วงศ์ตระกูลบ้างไม่ได้หรืออไง!”
เฮ้อ กว่าป้ามหาภัยแกจะพูดจบเล่นเอาเหนื่อยแทน ดื่มน้ำหน่อยไหมป้าเผื่อคอแห้ง ก็อยากจะเห็นแก่วงศ์ตระกูลอะไรนั่นของป้าอยู่นะ แต่ว่าผมมีเื่ที่มันค้างคาใจเยอะแยะเต็มไปหมด เื่แรกคงเป็...
“พวกคุณเป็ใคร...”
ผมพูดไปแค่นั้นทั้งสองคนก็ชะงักนิ่ง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบทันที ก่อนที่คุณเสียงแหลม เอ้ย! ไม่สิ คงเป็ เดหลี ที่ยัยป้ามหาภัยนั่นพูดถึงเมื่อกี้ก็ตรงเข้ามาบีบแขนจ้องหน้าผมตาแทบถลนออกมานอกเบ้าอยู่แล้ว
ฮึ่ย น่ากลัว น่ากลัว
“กันแกเล่นอะไรของแก ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็ความจำเสื่อม”
“ผมพูดจริงๆ ผมไม่รู้จักพวกคุณ” น้ำเสียงจริงจังและแววตาของผมที่จ้องตอบเดหลีไปทำให้เธอชะงักสะบัดแขนผมออกอย่างแรง ก่อนที่เดหลีจะหันไปกระซิบกับคุณแม่ของเธอยกใหญ่
“หรือมันจะความจำเสื่อมจริงๆ คะคุณแม่”
“มันอาจจะแกล้งทำก็ได้นะคะลูก ประมาณว่าร่านนักจำพ่อของลูกไม่ได้เลยแกล้งความจำเสื่อมจำใครไม่ได้เลยอย่างนี้ไงคะ”
“ว้าย มันคิดได้แผนสูงมากค่ะ ร้ายจริงๆ” ว่าเสร็จก็ถลึงตาบิดปากบิดคิ้วมาทางผมทั้งแม่ทั้งลูก ถ้าจะกระซิบกันดังขนาดนี้พูดออกมาเลยดีกว่าไหม ไม่ต้องทำหน้าทำตาว่ากำลังด่าเขาอยู่ เห็นแล้วเมื่อยหน้าแทน
ก่อนที่ผมกับคู่แม่ลูกมหาภัยจะทำาน้ำลายกันอีกรอบ ที่จริงก็มีแต่ฝ่ายนั้นนะที่ด่าผมไม่จบไม่สิ้นสักที ก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามา ตามมาด้วยคุณหมอท่าทางใจดียังหนุ่มยังแน่นผิวขาวใสสวมแว่นหน้าตาดีน่ากิ๊น น่ากิน เอ้ย ไม่ใช่สิ ไม่ใช่น่ากิน...น่า น่านับถือต่างหาก เอ่อ นั่นแหละกับคุณพยาบาลเดินเข้ามา
“อ้าว ฟื้นแล้วหรอครับ เป็ยังไงบ้าง รู้สึกยังไงบ้างครับ ปวดหัว ปวดท้องหรือเปล่า” คุณหมอถามพร้อมทั้งขยับเข้ามาเช็คร่างกายของผม
“คือ...คือว่าผม...ผม”
ผมอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่รู้จะตอบยังไงดี ผมไม่ได้ปวดหัวหรืออะไรแต่แค่รู้สึกแปลกๆ มันโล่งๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก ปนๆ มั่วๆ กันไปหมด
“ครับ รู้สึกยังไงครับ เจ็บตรงไหน” คุณหมอส่งยิ้มใจดีมาให้ ทำให้ผมสบายใจและพูดออกไป
“ผม...จำอะไรไม่ได้เลย…”
“แล้วชื่อตัวเองจำได้ไหมครับ” คุณหมอนิ่งคิดแล้วถามขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มใจดีอีกเช่นเคย ใจเย็นจังเลยนะคุณหมอ
“ไม่ครับ จำไม่ได้”
“งั้น เดี๋ยวต้องไปตรวจร่างกายกันอีกรอบนะครับ คุณพยาบาลฝากจัดการด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะพาไปที่ห้องตรวจเองนะคะ” คุณพยาบาลตอบรับคุณหมอก่อนจะหันมาพูดกับผม
หลังจากนั้นผมก็ถูกจับตรวจนู้นตรวจนี่เยอะแยะจนสรุปได้ว่า ผมสูญเสียความทรงจำจริงๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกใอะไรมากนะ เหมือนจะรู้ๆ อยู่แล้ว เพราะในหัวมันคิดชื่อใครไม่ออกเลย ขนาดนั่งให้คู่แม่ลูกมหาภัยด่าตั้งนานก็ยังคิดไม่ออกเลย
“เอ่อ แล้วจะหายไหมคะคุณหมอ” ป้ามหาภัยถามคุณหมอขึ้นด้วยสีหน้าเจื่อนๆ คือคุยกันมาตั้งนานยังไม่รู้เลยว่าป้าแกชื่ออะไร
“ภาวะสูญเสียความทรงจำ อาจจะฟังดูเหมือนเป็เื่ร้ายแรง แต่การสูญเสียความทรงจำกับโรคสมองเสื่อมนั้นแตกต่างกัน เพราะภาวะสูญเสียความทรงจำ ผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำเท่านั้น แต่ความสามารถส่วนอื่นๆ เช่น การตัดสินใจ พฤติกรรมยังคงปกติดี ส่วนโรคสมองเสื่อมนั้นจะสูญเสียในหลายๆ ด้านหรือเกือบทุกด้าน ดังนั้นเราจะใช้วิธีบำบัดรักษาทางจิตเวชควบคู่กับการใช้ยาในการรักษา หายแน่นอนครับ ไม่แน่ว่าความทรงจำอาจจะกลับมาในเร็วๆ นี้ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวคนไข้และคนรอบข้างด้วยนะครับ”
“เอ่อ เดหลีขอถามหน่อยนะคะ ความจำเสื่อมเนี่ย ไม่ใช่สิ การสูญเสียความทรงจำเนี่ย มันต้องบำบัดรักษาทางจิตด้วยเหรอคะ” เดหลีที่ขมวดคิ้วมุ่นฟังคุณหมออธิบายถามคำถามที่ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน
“สาเหตุของการสูญเสียความทรงจำ ส่วนมากจะมาจาก 3 กลุ่มหลัก คือ การกระทบกระเทือนที่สมอง ภาวะทางสุขภาพจิต การได้รับยาหรือสารพิษต่างๆ ภาวะทางสุขภาพจิต มักเกิดจากความเครียดเรื้อรัง และมีสิ่งกระตุ้นหรือเหตุการณ์ที่รุนแรงกระทบสภาพจิตใจเกิดขึ้น เช่น ผิดหวังอย่างแรง ทะเลาะขัดแย้งอย่างรุนแรง ผู้ป่วยอาจจะ้าลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับลืมเื่อื่นๆ ไปร่วมด้วย ด้วยสาเหตุนี้เลยทำให้ต้องมีการรักษาด้วยวิธีบำบัดจิตร่วมด้วยครับ”
คู่แม่ลูกมหาภัยต่างก็พยักหน้าหงึกหงักเข้าใจกับคำอธิบายของคุณหมอไม่ต่างจากผม แต่ผมคิดว่าสาเหตุที่ผมสูญเสียความทรงจำไม่น่าจะมาจากเื่ของจิตใจหรอก แต่น่าจะเป็เพราะว่าหัวไปโหม่งกับอะไรสักอย่างแน่นอน ที่หัวยังมีแผลอยู่เลย
พอนั่งฟังคุณหมอกับป้ามหาภัยคุยกันไปมา ผมก็เริ่มรู้สึกเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รู้สึกเหมือนลืมอะไรไป อือ ตอนแรกยัยป้ามหาภัยนี่มาด่าผมทำไมนะ
อืม
อือ
อ๊ะ! คิดออกแล้ว! เื่ท้องไง!
“เอ่อ คุณหมอครับ ผมมีคำถาม” ต้องถามให้รู้เื่ ถึงในใจจะรู้สึกหวั่นไหวยังไงไม่รู้ก็เถอะนะ
“ครับ พูดมาได้เลยครับ”
“คือผมท้องจริงหรือเปล่าครับ” ผมได้แต่หลับตาปี๋ลุ้นรอคำตอบจากคุณหมอ ภาวนาให้มันไม่ใช่เื่จริง หรือไม่ก็ขอให้เป็เื่เข้าใจผิด
“หึ ครับ จริงครับ คนไข้ตั้งครรภ์ได้ 4 สัปดาห์แล้วครับ”
ห๊ะ! หูฝาดรึเปล่าเรา เหมือนจะได้ยินเสียงคุณหมอหัวเราะก่อนจะตามมาด้วยคำตอบที่ไม่อยากได้ยินมากที่สุด ไม่จริงใช่ไหมเนี่ย!!
“เป็ไปได้ยังไง! ผมเป็ผู้ชายนะ! จะท้องได้ยังไง!” ผมโวยวายขึ้นมาเสียงดังพร้อมทั้งจ้องหน้าคุณหมอเขม็ง หรือว่าคุณหมอจะรวมหัวกับคู่แม่ลูกมหาภัยแกล้งผมหรือเปล่า
ไม่เชื่อ ยังไงก็ไม่เชื่อ!
“เอ๊ะ กันจะไปเถียงคุณหมอเขาทำไม จะหนีความผิดใช่ไหม เดี๋ยวนี้ผู้ชายก็ท้องได้ทั้งนั้นแหละ นี่มันยุคไหนแล้ว ทำตัวเป็คนโบราณไปได้”
โอ๊ย ไม่ขัดได้ไหมเนี่ย! แล้วถ้าท้องจริงมันจะผิดอะไรหนักหนา เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วนะ
ผมหันไปจ้องหน้าป้ามหาภัยเขม็ง เธอเองก็กอดอกจ้องหน้าผมบิดปากบิดคิ้วใส่ผมไม่หยุด มีฉากหลังเป็เดหลีที่กอดอกบิดปากบิดคิ้วเหมือนแม่เป๊ะๆ เหมือนด่าผมทางสายตาว่าโง่ยังไงยังงั้น
เห็นแบบนี้แล้วความอดทนเหมือนจะถึงขีดจำกัด มันต้องมีวางมวยกันสักตั้ง แต่ก็ทำอย่างที่คิดไม่ได้เมื่อมีเสียงคุณหมอร้องห้ามขึ้นมา
“ใจเย็นๆ ครับ ค่อยๆ คุยกันดีกว่า คุณกันอาจจะลืมเื่นี้ด้วย รวมถึงอีกหลายๆ เื่ ญาติต้องพยายามทำความเข้าใจนะครับ”
คุณหมอหันไปพูดกับป้ามหาภัย เห็นทั้งแม่ทั้งลูกปรับสีหน้าแทบไม่ทัน แถมยังถูกคุณหมอติติงทำให้ผมสะใจได้นิดหน่อย ฮ่าๆ ดีมากคุณหมอ แบบนี้สิค่อยน่าเชื่อถือหน่อย แต่ก็ยังไม่เชื่อเื่ท้องหรอกนะ
ผม้าคำอธิบายมากกว่านี้ เลยต้องจ้องหน้าคุณหมอพร้อมทั้งทำสายตาคาดคั้นให้อีกฝ่ายอธิบายมาทันที
“ครับๆ จะอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้ครับ จริงอยู่ที่ในอดีตเพศที่สามารถตั้งครรภ์ได้คือเพศหญิงเท่านั้นแต่ด้วยวิวัฒนาการรวมถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในยุค ค.ศ.3000 นี้ ทำให้เพศชายก็สามารถตั้งครรภ์ได้ครับ”
ฟังคำอธิบายของคุณหมอจบผมก็รู้สึกเหมือนโลกมันจะหมุนติ้วๆ ความรู้สึกมันคือไม่ใช่ มันเป็ความรู้สึกแปลกๆ ที่ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน รู้สึกเหมือนตัวเองลืมสิ่งสำคัญมากๆ ไป รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวแปลกไปจนอดคิดไม่ได้ว่าผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ มันสับสนวุ่นวายไปหมด
จริงๆ แล้วเป็ที่สภาพแวดล้อมหรือตัวผมกันแน่ที่แปลกไป
ในสภาพที่ไม่รู้จักใครเลยแบบนี้ แค่สามคนแรกที่ผมตื่นขึ้นมาเจอ ทั้งป้ามหาภัย เดหลี คุณหมอ ก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับใช้พลังงานหมดไปครึ่งชีวิต ไม่รู้ต่อไปจะเจอกับใคร ยังไงอีก แลัวไหนจะสภาพที่มีเด็กอยู่ในท้องโดยไม่รู้ว่าพ่อเด็กเป็ใครแบบนี้อีก
โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย!