บทที่ 1
เส้นทางรักยากสมหวัง
แววตานี้ของจวี๋ฮุ่ยทำให้เทพชะตานิ่งไปแวบหนึ่งแล้วคลี่ยิ้ม ลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของเซียนประจำนักษัตรระกาอย่างอ่อนใจ
“ได้ยินว่าขุนพลโจวอี้ใบหน้าคมคาย ท่วงท่าองอาจสง่างาม ทั้งยังมีพลังเวทสูงส่ง นางเซียนน้อยใหญ่ชมชอบเขามากมาย แต่มีเพียงเ้าที่ฝ่าวายุวนเสียดฟ้ามาหาข้าเพราะเขา”
จวี๋ฮุ่ยเม้มปากมองสีหน้าอบอุ่นและแววตาอ่อนโยนของเทพชะตา เื่ราวรักใคร่เคล้าน้ำตาหรือเื่ราวขบขัน ความวุ่นวายไก่บินสุนัขะโของมนุษย์และเทพเซียน ส่วนหนึ่งก็มาจากการขีดเขียนของเทพชะตาท่านนี้...
หากอยากรู้ชื่อแซ่ของผู้อื่นก็มีแต่ต้องแนะนำตนเองเสียก่อน เื่ราวของผู้อื่นไม่ว่าจะสุขสมหรือเศร้าหมองคงทำให้ท่านเทพพอใจขึ้นมาบ้าง จวี๋ฮุ่ยถอนใจปล่อยมือออกจากขาของเทพชะตาและก้มหน้าเล่าเื่ราว
“…ราวเก้าร้อยปีก่อน เวลานั้นผู้น้อยเป็ลูกไก่อยู่ในเปลือก ยากฟักออกมาเป็ลูกเจี๊ยบ ใช้จะงอยปากนิ่มๆ เจาะเปลือกแข็งๆ เป็รูได้เพียงเล็กน้อยแล้วก็เจาะไม่แตกอีก ตอนนั้นคิดว่าต้องตายอยู่ในเปลือกกลายเป็ไข่เน่าเหม็นๆ ใบหนึ่ง แต่นานวันเข้าก็ไม่ตายทั้งยังไม่เหม็น จึงคิดว่าตนเองยังพอมีโชค รวบรวมแรงกลิ้งขลุกๆ หวังว่าจะกระแทกหินกระแทกต้นไม้ให้เปลือกไข่หุ้มตัวแตกออก
ผู้น้อยกลิ้งเช่นนั้นอยู่นาน ชนนู่นชนนี่ไม่น้อยแต่เปลือกที่หุ้มกายก็ยังไม่ปริเสียที สุดท้ายแล้วก็กลิ้งไปชนคนผู้หนึ่งเขา คนผู้นั้นเป็ขุนพลอสนีโจวอี้ที่ไม่เพียงช่วยกะเทาะเปลือกไข่ของข้า ทั้งยังช่วยข้าผ่านเคราะห์อสนี...”
“หืม” หนนี้เทพชะตาสนใจขึ้นบ้างแล้ว
“ท่านเทพ ผู้น้อยเป็เพียงไก่ตัวหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ไก่ฟ้า เป็เพียงไก่กุ๊กๆ ต่ำต้อยไหนเลยจะคิดว่าตนเองมีวาสนาได้เป็เซียน ทั้งข้าก็ไม่รู้วิธีบำเพ็ญเพียร ในขณะที่ออกจากเปลือกมึนๆ งงๆ อยู่นั้นรู้ตัวอีกคราขุนพลโจวอี้ก็รับเคราะห์อสนีแทนแล้ว...”
แสงแปลบปลาบเสียดแทงั์ตา เสียงเปรี้ยงปร้างจากอสนีที่กำลังปะทุ เสียงครืนครั่นของท้องนภาที่บิดมวน นางยังคงจดจำได้ไม่ลืมเลือน
แต่สิ่งหนึ่งที่ฝังใจติดตรึงมาเนิ่นนานเป็ร่างหนึ่งที่ทะยานเข้าหานางโดยไม่สนใจสิ่งใด ไม่สนความเ็ปหรือการาเ็ ร่างนั้นยืนอยู่เบื้องหน้า ขวางกั้นเคราะห์อสนีไว้ให้นาง
ปกป้องนางเอาไว้…
เมื่อมีเขาแม้แต่ลมโหมที่พัดพาพร้อมกับเคราะห์อสนีก็ไม่ล่วงล้ำกล้ำกรายหานางแม้แต่เส้นผม
จวี๋ฮุ่ยระบายลมหายใจ พยายามกดข่มอารมณ์เ่าั้เอาไว้ หลังจากนางได้กายทิพย์อย่าว่าแต่สองขาของมนุษย์เลย แม้แต่การใช้ขาไก่เดินก็ยังไม่คุ้น กลัวว่าเปล่งเสียงออกไปจะกลายเป็เสียงกุ๊กๆ ป๊อกๆ น่าขัน นางจึงไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากขอบคุณ
หลังจากนั้นนางก็ไม่เคยพบเขาเลย จวบจนมีวาสนากลายมาเป็เซียนในหนึ่งสิบสองนักษัตรถึงได้รู้ว่าผู้ที่ช่วยนางเอาไว้เป็ผู้ใดและได้รู้ว่าในเวลาไล่เลี่ยกันกับด่านเคราะห์อสนีของนาง เขาก็ต้องมีเคราะห์อสนีที่ต้องฝ่าไป
เขาเปลืองพลังส่วนหนึ่งช่วยนางออกจากเปลือก ทั้งยังสูญพลังไปไม่น้อยเพื่อรับเคราะห์อสนีให้นาง ทำให้เคราะห์อสนีที่เขาต้องเผชิญกลายเป็หนักหนาเกินรับไหว ได้รับาเ็ยากฝ่าด่านเคราะห์ นี่เป็สาเหตุที่ทำให้ขุนพลอสนีโจวอี้ต้องกักตัวรักษาตนไปกว่าแปดร้อยปี...
“ขุนพลอสนีโจวอี้ก็มีเมตตาเช่นนี้เสมอ”
เทพชะตาลูบคางครุ่นคิด มองเซียนจวี๋ฮุ่ยด้วยหางตา ตัดสินใจกล่าวรอยยิ้มนุ่มนวลเช่นเคย
“แต่เซียนจวี๋ฮุ่ยข้ามีเื่ต้องเตือนเ้าเื่หนึ่ง หากเ้าปรารถนาทดแทนคุณก็ช่างเถิด แต่หากเ้ารักใคร่ชอบพอขุนพลอสนีโจวอี้ก็ต้องคิดให้มากสักหน่อย ว่ากันว่าที่เซียนโจวอี้ขยันขันแข็งตั้งใจบำเพ็ญเพียรก็เพราะ้าใช้คันฉ่องสืบิญญา”
จวี๋ฮุ่ยมุ่นคิ้วเล็กน้อย เื่นี้นางไม่เคยได้ยินมาก่อน...
“เื่นี้หากเ้าจะไม่รู้ก็ไม่แปลก คันฉ่องสืบิญญาใช้ได้เฉพาะผู้ที่เลื่อนขึ้นถึงซ่างเสิน [1] การที่เซียนผู้หนึ่ง้าใช้คันฉ่องสืบิญญานับว่าสร้างความแปลกใจให้เทพที่ได้ยินไม่น้อย พอได้สืบความถามไถ่ก็รู้ว่าเซียนโจวอี้้าหาคนผู้หนึ่ง...คาดว่าเป็สตรี
ได้ยินเช่นนี้แล้วเ้ายังอยากรู้อยู่หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วขุนพลโจวอี้กำลังเผชิญด่านเคราะห์ที่ภพมนุษย์จริงหรือไม่”
“ผู้น้อยก็ยังอยากรู้อยู่ดีเ้าค่ะ!”
เทพชะตาถอนใจยาว พิศดูแววตาหนักแน่นของเซียนจวี๋ฮุ่ยก็เตือนนางอีกหน
“ตำแหน่งซ่างเสินใช่เพียงปรารถนาแล้วจะสามารถ การเลื่อนขั้นของเทพเซียนมีตัวแปรมากมายหลากหลาย หากเป็ผู้อื่นพูดข้าคงรู้สึกขบขัน แต่หากเป็ขุนพลอสนีโจวอี้ออกปากข้าก็คิดว่าพอเป็ไปได้ ข้ารู้ว่าเซียนจวี๋ฮุ่ยเข้าพบข้า้าสิ่งใด แต่ข้าอยากเตือนเ้าไว้ ใช่ว่าขุนพลอสนีโจวอี้จะซาบซึ้งยินดีกับความทุ่มเทนี้ของเ้า”
“ผู้น้อยเข้าใจดีเ้าค่ะ”
ความมุ่งมั่นของนางนี้ทำให้เทพชะตารู้สึกลำบากใจ แต่ก็ยังคงเห็นใจและตักเตือนนางจนถึงที่สุด
“การเข้าไปยุ่มย่ามกับด่านเคราะห์ของผู้อื่น ย่อมต้องประสบคราวเคราะห์ไปด้วย เช่นเดียวกับเซียนโจวอี้ที่ช่วยเหลือเ้าจนตัวเขายากผ่านด่านเคราะห์ของตนเอง”
“ยิ่งเป็เช่นนี้ก็ต้องยิ่งช่วยเหลือมิใช่หรือเ้าคะ”
จวี๋ฮุ่ยช้อนตามองแววตาไม่สั่นคลอนโอนอ่อนไปตามคำกล่อมหรือคำเตือนเลยแม้แต่น้อย หนักแน่นราวกับมหาบรรพต
เทพชะตามองจวี๋ฮุ่ยอยู่เนิ่นนานจึงถอนใจเบือนหน้าหนี
“โองการฟ้ามิอาจล่วงรู้ ลิขิตชะตายากแพร่งพราย”
“ท่านเทพชะตา!”
จวี๋ฮุ่ยร้องออกมาได้เพียงเท่านี้ ไม่ทันได้อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจเทพชะตาก็วาดแขนเสื้อคราหนึ่งทำให้ร่างของจวี๋ฮุ่ยลอยถอยออกจากตำหนักราวกับมีมือไร้รูปฉุดนางออกมา ในขณะนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างโสต
‘เมืองจูเจียง’
จวี๋ฮุ่ยนอนพังพาบอยู่หน้าตำหนักเทพชะตา ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้สติ ดีดตัวขึ้นคุกเข่าโขกหัวคำนับสามคราแล้วเสกเมฆเซียน รีบร้อนจนก้าวพลาดลื่นพรืดหน้าคะมำล้มคว่ำไปหนึ่งรอบแล้วจึงค่อยได้สติ ปีนขึ้นเมฆเซียนรีบเร่งกลับตำหนัก ขบคิดถึงเื่ของขุนพลโจวอี้
เขาเผชิญด่านเคราะห์จำต้องลงไปยังภพมนุษย์ ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วถือกำเนิดเป็มนุษย์อีกครา แม้ไม่รู้ว่าเขาต้องประสบเคราะห์อะไรแต่นางจะป้องกันภัยร้ายทั้งหมดให้เขาเอง!
ขณะที่จวี๋ฮุ่ยเร่งเก็บข้าวของนำของวิเศษเล็กใหญ่ยัดใส่อกเสื้อและผ้าคาดเอว เสียงตึงตังพลันดังขึ้นพร้อมเสียงเจี๊ยวจ๊าว
“จวี๋ฮุ่ย!”
จวี๋ฮุ่ยยืดเอวขึ้นมองไปตามเสียงก็เห็นเซียนน้อยสวมเอี๊ยมสีแดงชายหญิงรวมกันหกองค์ใช้ขาสั้นๆ ป้อมๆ วิ่งกรูเข้ามาหา พากันถลาเข้ากอดเอวกอดขา ร้องเรียกนางไม่หยุด
“จวี๋ฮุ่ย”
จวี๋ฮุ่ยมองพวกเขาแล้วอมยิ้ม มือลูบหัวพวกเขาทั้งหกอย่างยุติธรรม ร้องถาม
“ลมอะไรหอบพวกเ้ามาถึงที่นี่ได้ฮึ”
“จวี๋ฮุ่ยจะไปที่ใด!”
คำถามของนางไม่ได้รับคำตอบ แต่กลับได้รับคำถามมาเสียอย่างนั้น ทั้งเหล่าเซียนน้อยที่ส่งเสียงสำทับเจี๊ยวจ๊าวคึกคัก จึงยิ้มด้วยความเอ็นดูแล้วตอบความ
“ไปภพมนุษย์”
“ไปทำไมเล่า”
คำถามนี้ทำให้จวี๋ฮุ่ยชะงัก หากเป็ผู้อื่นนางก็คงโป้ปดไม่แพร่งพรายว่าตัวนางจะลงไปช่วยขุนพลอสนีโจวอี้ผ่านด่านเคราะห์ แต่สำหรับเซียนน้อยเหล่านี้นางหลอกลวงไม่ลง...
เซียนน้อยทั้งหกเป็เซียนน้อยจากกลุ่มดาวเหม่าซิ่ว [2] น่าเห็นใจ ได้ยินเทพเซียนน้อยใหญ่กล่าวว่าด่านเคราะห์ของพวกเขาน่าสงสาร...
ตำนานเล่าขานว่ามีสามีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผมขาวอยู่ร่วมกันอย่างเป็สุข วันหนึ่งคู่สามีภรรยาพบชายร่างกายผ่ายผอมหลบเร้นอยู่ในถ้ำ หากปล่อยชายคนนี้เอาไว้ย่อมยากรอดชีวิต สองสามีภรรยาบังเกิดความสงสารคิดช่วยเหลือดังนั้นจึงกลับบ้านมาปรึกษากันว่าจะเชือดแม่ไก่ที่บ้านทำอาหารเพื่อรักษาชีวิตชายคนนั้นเอาไว้ หลังจากแม่ไก่ได้ยินก็ไปร่ำลาลูกไก่ทั้งหก
หลังจากแม่ไก่ถูกเชือด ลูกไก่ทั้งหกเมื่อไม่มีแม่ก็ยากมีชีวิตอยู่จึงพากันะโเข้ากองไฟ ไม่รู้ว่านั่นเป็ด่านเคราะห์ของลูกเจี๊ยบเหล่านี้หรือไม่ หลังจากนั้นเหล่าลูกเจี๊ยบถึงได้เป็เซียนน้อย กลายเป็กลุ่มดาวเหม่าซิ่ว
กายทิพย์ที่ได้รับหลังจากการเป็เซียนจะเป็์กำหนด จะอยู่ใน่อายุที่เหมาะสมที่สุด บ้างก็จะอยู่ในร่างชายชราเคราขาว บ้างก็จะอยู่ในร่างเด็กน้อยเช่นพวกเขา แต่หาก้าเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ก็สามารถแปลงได้ตามใจปรารถนา
“รู้เื่นี้แล้วก็เหยียบไว้ให้มิด ขุนพลอสนีโจวอี้ผ่านด่านเคราะห์ในภพมนุษย์ เวลานี้คงอยู่ที่ปรโลกดื่มน้ำแกงยายเมิ่งแล้วกระมัง ข้าจะไปช่วยเขา”
นางเป็ไก่ เป็ไก่ที่เป็ไก่อย่างแท้จริงและพวกเขาทั้งหกก็เป็ลูกเจี๊ยบที่กำเนิดจากไก่ ในเมื่อมีพื้นเพใกล้เคียงนางจึงสนิทสนมกับเ้าลูกเจี๊ยบทั้งหกอยู่บ้าง
เซียนน้อยทั้งหกมองหน้ากันไปมาแล้วพากันจับชายกระโปรงของจวี๋ฮุ่ย พูดพร้อมกันเสียงขึงขัง
“พวกเราไปด้วย!”
“ไม่ได้!” จวี๋ฮุ่ยตอบโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา จิ้มนิ้วลงบนหัวของเซียนน้อยทั้งหกแรงๆ กล่าวเสียงขรึม
“คิดสร้างความวุ่นวายหรือ หากมีพวกเ้าทั้งหกลงไปย่อมเอิกเกริก ไม่ต่างจากการป่าวประกาศให้ผู้อื่นรับรู้!”
“เช่นนั้นพวกเราจะผ่านด่านเคราะห์เช่นขุนพลโจวอี้!”
“เหลวไหล มิใช่พวกเ้าชะลอการบำเพ็ญเพียรเพราะไม่อยากเผชิญด่านเคราะห์ กลัวรับด่านเคราะห์ไม่ไหวจนพลังเซียนถดถอยจนกลายเป็กุ่ยเสียน [3] หรอกหรือ”
“จวี๋ฮุ่ยลองตรองดูหากพวกเราทั้งหกผ่านด่านเคราะห์ไปพร้อมกับขุนพลอสนีโจวอี้ ดีไม่ดีพวกเราอาจกำเนิดเป็วัวเป็ม้าพาเขาเข้าสู่สนามรบก็เป็ได้ เมื่อกลับขึ้น์มาย่อมต้องมีเื่พูดคุยโอ้อวด!”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็โคลงหัวมองเซียนน้อยดาวลูกไก่ทั้งหกก็แสนจะอ่อนใจ
“เื่ด่านเคราะห์ของพวกเ้าข้าไม่กล้ายุ่งเกี่ยว แต่อย่าคิดเล่าว่าข้าจะช่วยเหลือพวกเ้าผ่านด่านเคราะห์เช่นขุนพลอสนีโจวอี้”
หากนางคอยดูแลขุนพลโจวอี้ั้แ่อยู่ในผ้าอ้อมก็คงดูแลเขาได้เป็อย่างดีโดยไม่ยากเย็น
แต่หากต้องดูแลทารกเพิ่มอีกหกคน...
จวี๋ฮุ่ยเพียงคิดก็วิงเวียนเจียนจะเป็ลม สะบัดมือไล่เซียนน้อยกลุ่มดาวเหม่าซิ่ว หันมาเก็บข้าวของเตรียมลงไปยังภพมนุษย์
[1] ซ่างเสิน หมายถึง เทพชั้นสูง
[2] เหม่าซิ่ว หมายถึง ดาวลูกไก่
[3] กุ่ยเสียน หมายถึง เซียนระดับล่าง