ชายหนุ่มทั้ง 6 ได้เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว คนเริ่มเข้ามาในงานมากขึ้น จนเต็มไปหมด ร้านค้าขายอาหาร ก็พร้อมทั้งสองฝั่งทางเข้า ภายในถูกประดับไปด้วยดอกไม้เป็จำนวนมาก เข้ากับบรรยากาศที่เริ่มหนาวเย็น
กลุ่มของอาอู่เดินเข้ามาในงานเทศกาลเหมันต์ ก็เดินหาร้านอาหารเพื่อรองท้องกันก่อน อาอู่สังเกตว่า ไม่ว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนผู้ปกครองไปเป็ใคร แต่วิถีของผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็เหมือนเดิม หากแม้นการเปลี่ยนแปลงอำนาจ นั้นไม่กระทบต่อชีวิตของพวกชาวบ้าน พวกเขาก็ไม่สนใจ
“ ท่านสินธู งานเทศกาลสมัยของท่าน กับตอนนี้ต่างกันหรือไม่” อาอู่ถาม
“ ต่างกันจริงๆ คนเวลานี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก สถานที่ก็จัดได้ใหญ่ขึ้นถือว่าคณะกรรมการจัดงานครั้งนี้ยอดเยี่ยมมาก” สินธูออกปากชม
“ ใช่แล้ว ปีที่แล้วว่าคนเยอะ แต่ปีนี้กลับเยอะยิ่งกว่า ยิ่งปีนี้จัดชกมวย ตั้ง 8 เวที”พี่สิงห์รีบบอกให้ฟัง
“ ทำไมจัดมากขนาดนี้” พี่เดชก็สงสัย
“ ก็พวกขอมส่งนักมวยมาเข้าต่อสู้ครั้งนี้เกือบ10คน” พี่สิงห์กล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ มวยพวกขอมมันเป็ยังไงกันนะ” พี่เดชสงสัย
“ มันบอกว่าวิชามวยของพวกมันเป็ต้นกำเนิดของเพลงมวยแดนสุวรรณภูมิทั้งหมด มันเรียกวิชามวยพวกมันว่า โบกาตอ ....” พี่สิงห์อธิบายตามที่รู้มา
“ พี่สิงห์เคยเห็นพวกมันสู้บ้างไหม “ องค์ชายสาธิตรู้สึกสนใจ
“ เคยก็คล้ายกับวิชามวยของเรา มี เตะ ต่อย เข่า ศอก เหมือนกัน ไม่เห็นแตกต่างเท่าไร” พี่สิงห์เอ่ย
ตอนนี้ทั้ง 6 เดินมาถึงที่สถานที่เปรียบมวย มีคนมารอเปรียบมวยมากมายนับร้อยคน งานนี้งานใหญ่จริงๆ พี่สิงห์เดินเข้าไปข้างในเพื่อคุยกับกรรมการจัดใจครั้งนี้ไม่นานก็เดินออกมาหน้าตาแปลกๆ
“ ปีนี้กติกามีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเปรียบมวยเหมือนที่ผ่านมา เพียงแต่ลงชื่อไว้ และก็มีการจับฉลาก ขึ้นมาว่าใครจะอยู่เวทีไหน หลังจากนั้นใครอยู่หมายเลข 1 ก็ขึ้นสู้เป็คนแรก และต้องสู้จนกว่าจะครบ และสุดท้ายผู้ชนะทั้ง 8 เวที ก็ต่อสู้กันให้เหลือ 4 คน และ 2 คน เพื่อชิงชนะเลิศ โดยปีนี้มีเงินรางวัล 5,000 เหรียญเงิน” พี่สิงห์พูดจบก็ไปลงชื่อแข่งขันวันนี้ 3 คนคือ เดช อาอู่ และพี่สิงห์
ส่วนทีเหลือไม่ลงชื่อคอยดูอย่างเดียว อาอู่จับได้สนามที่ 1 และก็เบอร์ 1 ได้ขึ้นเวทีเป็คนแรก ส่วนพี่เดช ได้สนามที่ 2 เบอร์ 5 พี่สิงห์สนามที่ 3 เบอร์ 6
อาอู่ขึ้นไปบนเวที รอคู่ต่อสู้ คนแรกเริ่มขึ้นมาบนเวที เป็ชายร่างั์เดินขึ้นมาสร้างความฮือฮา ให้เหล่าคนดูเป็อย่างมาก ที่อาอู่เป็เด็กแค่ 11-12 ปียืนคู่กันอาอู่สูงแค่อกเ้าั์เท่านั้น
แล้วจะไปสู้อะไรกับเ้าคนร่างั์ขนาดนี้ได้ อาอู่พยายามหาจุดอ่อนของเ้าั์อยู่ เสียงกรรมการก็ดังขึ้น
“ เริ่มได้” เ้าั์เดินหน้าเข้าหาอาอู่ พอได้ระยะหมัดของมัน ใช้หมัดขวาเหวี่ยงมาที่หัวของอาอู่ทันที อาอู่เบี่ยงขวาแล้วใช้ศอกขวาพุ่งเข้าใส่กลางหน้าผากของเ้าั์ เกิดแผลแตกทันที เ้าั์ถอยหลังไปก้าวเดียว ยังไม่ทันหายมึน อาอู่ก็พุ่งตัวเข้ามาระยะประชิด แล้วใชหมัดอัดพลังลมปราณไป สามส่วนเสยไปที่ปลายคางพอดี ตูม! เ้าั์หงายหลังล้มไปทันที สลบไปเลย ต้องใช้คนมากกว่า 4 คนช่วยกันหามลงจากเวที.. คนแรกผ่านไป
อาอู่ต้องสู้ในเวทีแห่งนีอีก 8 คน ถึงจะเป็ผู้ชนะในเวทีที่1 แห่งนี้
คู่ต่อสู้คนที่ 2 เป็นักชกจากละโว้นี่เอง แต่ดูร่างกายไม่ใหญ่โต ขนาดพอๆ กับอาอู่ แต่ดูแล้วแขนจะยาวผิดมนุษย์ไปหน่อย
“ เริ่มได้” สิ้นเสียงประกาศ นักชกจากละโว้ก็ทำท่าเหมือนลิง ะโไปรอบตัวอาอู่ แล้วพอได้จังหวะ มันปล่อยหมัดขวาพุ่งเข้ามาอย่างเร็วที่ใบหน้าอาอู่ซึ่งเปิดหน้าอยู่รออยู่ อาอู่ดึงตัวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แล้วดีดเท้าซ้ายเข้าไปที่ลำตัวนักชกจากละโว้ ผัวะ ! มันเซไปด้านข้าง ยังไม่ทันตั้งตัว ก็มีหมัดพุ่งเข้าที่ปากกับจมูกอย่างละครึ่ง หงายหลังสลบไปในทันที
คู่ต่อไปที่เหลือไม่มีใครต้านทานอาอู่ได้แม้แต่ยกเดียวสุดท้ายอาอู่ก็ได้ไปรอผู้ชนะของเวทีอื่นต่อไป ส่วนพี่เดชก็เป็ผู้ชนะของ เวทีที่ 2 แต่พี่สิงห์กลับพ่ายแพ้คู่ต่อสู้จากขอมคนหนึ่ง ตอนนี้ 8 คนที่เหลือ จากสำนักตักศิลา 2 คน จากขอม 6คน
อาอู่ได้สู้กับ ผู้ชนะสนามที่ 3 เป็ชาวขอม อาอู่ขึ้นเวทีแล้วมองไปที่คู่ต่อสู้ดูแล้วร่างกายก็ธรรมดา แต่ว่าแขนมีรอยสัก รูปงูอยู่เต็มไปหมด
“ เริ่มได้” พอสิ้นเสียงกรรมการ ชาวขอมก็ปล่อยหมัดเข้าหาอาอู่ั้แ่ไม่ทันออกจากมุม มีงูพุ่งออกมาจากแขน พุ่งมาที่ลำคอเพื่อจะกัด อาอู่รู้ทันทีว่านี่มันเวทย์มนต์ชัดชัด ใช่การต่อสู้เชิงมวยที่ไหนกัน อาอู่ยกมือซ้ายปล่อยยันต์8ทิศขังเ้างูเวทย์ แล้ววิ่งเข้าไปหาคู่ต่อสู้พอใกล้ระยะ ก็ะโเข่าลอยเข้าไปที่ลิ้นปี่ตูม ! ร่างชาวขอมกระเด็นตัวลอยไปตกเวทีลุกไม่ขึ้น พ่ายไปอย่างรวดเร็ว อาอู่เก็บยันต์ 8 ทิศไว้ที่แขนซ้ายเช่นเดิม งูเวทย์จึงกลับไปหาเ้าของมัน
รอบต่อไปเจอกับพี่เดชที่ชนะมา แต่พี่เดชยอมแพ้ ขึนสู้ไปก็เจ็บตัวเปล่าสุดท้ายรอบชิงชนะเลิศ อาอู่เจอกับ คนที่สู้ชนะพี่สิงห์มาเป็ชาวขอมที่ดูเหมือนเป็หัวหน้าทีมในครั้งนี้ พี่สิงห์รีบมาบอกว่า
“ มันมีเวทย์มนต์ หมัดที่มันใช้เรียกว่า หมัดสมิง มีพลังเหมือนเสือโคร่งตัวใหญ่ ข้าโดนมาแล้วหมัดเดียวตกเวทีเลยมันชื่อเขียวสมิง เ้าต้องระวังให้ดี”
อาอู่ พยักหน้าแล้วเดินขึ้นเวที ฝ่ายเขียวสมิง ก็เดินขึ้นบนเวที แขนมีลายเท้าเสือลำตัวสักลายเสือทั้งตัวอีกต่างหาก สงสัยคงจะบูชาเสือตัวนี้มาก
“รอบชิงชนะเลิศ เริ่มได้” สิ้นเสียงกรรมการดัง ทั้งสองต่างก้าวเข้าหากันโดยไม่มีใครกลัวใคร อาอู่ถีบเข้ายอดหน้า เขียวสมิงไปทีหนึ่ง เขียวสมิงเริ่มแยกขึ้ยวเข้าใส่ ปากเริ่มท่องมนต์อะไรบางอย่าง อาอู่ไม่สนดีดเท้าเข้าใส่ลำตัวอีกที ป๊าบ สีข้างเขียวสมิงเป็รอยแดง เขียวสมิงท่องมนต์ต่อ ไม่ทันจบก็โดนมันแย็บซ้ายเข้าที่ใบหน้าหงายไปอีก เขียวสมิงพยายามท่องมนต์ต่อให้จบ แต่ก็มีหมัดตรงพุ่งเข้ามาที่ปากครึ่งจมูกครึ่ง หงายหลังไปกองกับพื้น แต่เขียวสมิงยังทองมนตร์ต่อ
ในที่สุดมันก็ท่องมนตร์จบจนได้ คราวนี้ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง แขนที่ดูกำยำอยู่แล้วเริ่ม มีขนสีเหลืองดำ คล้ายแขนเสือ มันลุกขึ้นมาแล้วเดินเข้าใส่อาอู่ ซึ่งตอนนี้ถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อดูท่าที พอใกล้ระยะ เขียวสมิงก็วาดหมัดซ้าย และขวาเข้าใส่อาอู่ หลายหมัด แต่อาอู่หลบหมัดได้ทั้งหมด
อาอู่ถอยวนไปรอบเวทีแถมมีลูกถีบสกัดเอาไว้ ทำให้มันเข้าใกล้ ไม่ได้ มันพยายามเข้าใกล้อีกครั้ง แต่คราวนี้อาอู่ปล่อยหมัดตรงเข้าใสใบหน้ามันอีกครั้ง มันถอยหลังไปหลายก้าวเืออกปากและจมูก มันเริ่มโมโห เพราะมันยิ่งเดินเข้ายิ่งโดนต่อยกลับออกมา เวลานี้เขียวสมิง เริ่มเอาเืมาทาหน้าอกที่มีรูปเสือโคร่ง ตอนนี้ร่างกายมันเริ่มมีขนไปทั่วนิ้วมือเริ่มมีเล็บเหมือนเสือ อาอู่เห็นดังนั้นไม่รอช้า พุ่งเข้าไปถีบมันจนถอยหลังแล้ว
ะโเข้าไปฟันศอกที่หัว จนเือาบ และฟันศอกซ้ายและขวาตามหางคิ้วทั้งสองข้าง จนเือาบไปทั่วร่าง แล้วสุดท้ายโน้มหัวมาใส่เข่าที่ปลายคาง ดอกเดียว พลั่ก ! มันหงายหลังไปกองกับพื้นสภาพใบหน้าเต็มไปด้วยเื ร่างกายที่กำลังเปลี่ยนไปเป็เสือ ก็ค่อยๆ กลับมาเป็คนตามเดิม ไม่มีสภาพจะสู้ได้อีกต่อไป
“ อาอู่ จากสำนักตักศิลา เป็ฝ่ายชนะ” กรรมการเห็นสภาพแล้วประกาศเสียงดัง
เพื่อน ต่างยินดีกัน รวมทั้งท่านสินธู มองเห็นรู้สึกว่า เด็กคนนี้อนาคตต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ วันนี้ได้เงินมา 5,000 เหรียญเงิน อาอู่บอกให้พี่สิงห์หาร้านในงานเทศกาล ฉลองกันซักหน่อย ในที่สุดก็ได้มากินที่ร้านริมน้ำแห่งหนึ่ง มีผู้คนเต็มแต่มีที่ว่างริมน้ำอยู่ ทั้งหมดเลยได้นั่งบรรยากาศริมน้ำ มองไปที่ฝั่งตรงข้ามเห็นเป็โบสถ์เก่าหลังหนึ่งตั้งอยู่เด่นเป็สง่า แต่ว่าผุพังไปตามกาลเวลา อาอู่รู้สึกมีบางสิ่งอยู่ในโบสถ์
“ พี่สิงห์โบสถ์เก่านั่นมีประวัติอย่างไรบ้าง” อาอู่ถาม แต่พี่สิงห์ส่ายหน้า
“ โบสถ์หลังนี้มีเื่เล่ามานานเกือบร้อยปีแล้ว ว่ากันว่าเป็โบสถ์ที่ถูกสาปโดยสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งเธอถูกชาวบ้านเผาทั้งเป็ ที่หน้าโบสถ์แห่งนี้” ท่านสินธูเริ่มเล่าให้ทุกคนฟัง
“ ถูกเผาทั้งเป็เลยหรือ ช่างโเี้กันเสียจริง” องค์ชายสาธิตออกความเห็น
“ ความเป็จริงแล้วผู้หญิงคนนี้เป็คนจากถิ่นล้านช้าง เธอมาค้าขายกับพ่อและแม่แต่ถูกโจรฆ่าตายทั้งหมด ส่วนเธอนั้นรอดมาได้เพียงคนเดียว ชายคนที่ไปพบจึงเก็บเธอมาเลี้ยง สุดท้ายก็เอาเธอมาเป็ภรรยา จากนั้น ครอบครัวฝ่ายชายก็ล้มตายทีละคน แม้กระทั้งสามีก็ตายไปด้วย ทำให้ญาติฝ่ายสามี กล่าวหาว่าเธอเป็ตัวกาลกิณี เป็แม่มด จึงจับเธอไปเผาทั้งเป็ ทั้งที่เธอกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็ไม่คิดห้ามปราม รวมทั้งพระที่อยู่ในวัดนี้ด้วย นางจึงถูก
เผาทั้งเป็ไปพร้อมกับลูกในท้อง ก่อนตายนางได้สาปแช่งให้คนทั้งหมดให้มีอันเป็ไปทุกคน หลังจากที่เธอตายไปไม่นาน ชาวบ้านก็เริ่มตาย แบบเดียวกันกับครอบครัวเธอ และที่ตายมากที่สุดก็คือ วันหนึ่งทุกคนมางานบวชที่วัดก็เกิดหลังคาโบสถ์ เกิดถล่มมาทำให้ผู้คนล้มตายหลายสิบคน จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มอพยพออกจากหมู่บ้านไปจนหมด ใครยังอยู่ก็ตายไปทีละคน จนไม่มีใครอยู่ที่นี่กลายเป็หมู่บ้านร้าง และวัดร้างมาจนถึงทุกวันนี้” ท่านสินธูเล่าจบ ทุกคนก็อึ้งไปหมด
“ คำสาปมีจริงๆ หรือ” พี่เดชถามท่านสินธู
“ ใครจะตอบได้ เื่มันผ่านมาตั้งร้อยปีแล้ว” ท่านสินธูออกความเห็น
อาอู่คิดในใจว่าถ้ามีเวลาว่างจะต้องมาที่โบสถ์ร้างแห่งนี้อย่างแน่นอน เพราะรู้สึกว่ามีวิญญานบางตน ยังคงอยู่ที่โบสถ์แห่งนี้ หลังจากกินอาหารกันเรียบร้อยทุกคนก็กลับสำนัก อาอู่เข้ามาหาอาจารย์ฤาษี ต่อทันที หลังจากได้เล่าเหตุการณ์ให้ท่านอาจารย์ฤาษี เสร็จแล้ว
“ มันเป็วิชาอะไรที่ทำให้คนกลายร่างเป็เสือได้” อาอู่สงสัย
“ มันอวิชาชนิดหนึ่ง คนพวกนี้ต่อไปจะทำให้พวกมันถูกวิญญานสัตว์เข้าครอบงำ สุดท้ายมันก็จะทำร้ายผู้คนโดยไม่มีจิตสำนึกของคนอีกต่อไป ต่อไปเ้าเจอคนพวกนี้ ให้ทำลายวิชาของมัน เพื่อช่วยตัวมันเอง และ ผู้คนในอนาคต “
ท่านอาจารย์สั่งอาอู่
“ แล้วจะทำลายวิชามันได้อย่างไรขอรับ” อาอู่ยังไม่รู้จะทำลายยังไง
“ หลังเ้ากักขังมันด้วยยันต์ 8 ทิศแล้ว เ้าใช้มนต์ทำลายปีศาจ จัดการมัน”พูดจบก็ให้แผ่นหนังที่มีมนต์ตราทำลายปีศาจเขียนอยู่
“ มันแตกต่างกับมนต์แผ่เมตตาที่หลวงปู่สอนยังไงขอรับ” อาอู่สงสัย
“ หลวงปู่ของเ้ามีข้อห้ามในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ดังนั้นมนต์ทีสอนเ้านั้นเพียงแค่ส่งวิญญานไปสู่ที่ดินแดนยมโลก แล้วให้ท่ายยมบาลตัดสินเองว่าจะส่งไปอยู่แดนนรก แดน์หรือไปเกิดใหม่ เท่านั้น แต่มนต์ที่ข้าให้เ้านั้นคือมนต์ทำลายพวกอวิชา วิญญานชั่วร้าย ทั้งหลาย ให้มันกลายเป็ฝุ่นสลายหายไปในอากาศจะได้ไม่ต้อง ทำชั่วใดใดอีก “ อาจารย์ฤาษีกล่าว
“ เข้าใจแล้วขอรับ”